Wednesday , May 27 2020
Home / ข่าว / ข่าวไทยในสหรัฐ / “จับตา” สถานการณ์ “จีน-สหรัฐฯ” หลังวิกฤตโควิด-19
FILE PHOTO: U.S. President Donald Trump meets with China's President Xi Jinping at the start of their bilateral meeting at the G20 leaders summit in Osaka, Japan, June 29, 2019. REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

“จับตา” สถานการณ์ “จีน-สหรัฐฯ” หลังวิกฤตโควิด-19

สั่นคลอนความสัมพันธ์สองมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์ของคนเคยรักกันฉันท์มิตรระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้กลับมาอยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปรยกับผู้สื่อข่าวของฟ็อกซ์ บิสิเนส เน็ตเวิร์ค เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ผมไม่อยากคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในช่วงนี้ เพราะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราขาดสะบั้นลง อย่าให้ผมต้องคุยกับประธานาธิบดีสีตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นคงได้มีการตัดความสัมพันธ์กันแน่”

คำพูดของทรัมป์สะท้อนถึง inner ที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดใจ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทรัมป์ปักใจเชื่อว่า ไวรัสมรณะสายพันธุ์ใหม่นี้หลุดออกมาจากห้องทดลองแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่นของจีน และจีนไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอย่างเพียงพอในการป้องกัน จนทำให้ไวรัสแพร่ระบาดไปทั่วโลก และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเดินหน้านโยบายขายฝันที่ทรัมป์ได้รับปากไว้กับชาวอเมริกันว่า เขาจะทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง หากเขาได้นั่งเก้าอี้ผู้นำสมัยที่ 2 ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพ.ย.ปีนี้

ทรัมป์เปิดศึกกล่าวโทษจีนในฐานะต้นตอการแพร่ระบาด เริ่มต้นด้วยการใช้วาทะกรรมเรียกชื่อไวรัสชนิดนี้ว่า “ไวรัสจีน” แทนที่จะเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ไวรัสโควิด-19” ตามแถลงการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และจากนั้นได้ออกโรงถล่มจีนแบบไม่ยั้งปากผ่านทั้งทางทวิตเตอร์และการแถลงด้วยตัวเองกับสื่อมวลชน ด้วยการโหมทฤษฎีที่ว่า ไวรัสโควิด-19 มีต้นตอมาจากห้องแล็บแห่งหนึ่งของจีน และพยายามดึงเรื่องนี้ไปเกี่ยวโยงกับข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศ โดยทรัมป์ขู่ว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน เพื่อเป็นการลงโทษที่จีนขาดความรับผิดชอบในการทำให้เกิดโรคระบาดในครั้งนี้ หลังจากที่เขาได้เห็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า โควิด-19 มีต้นกำเนิดจากสถาบันระบาดวิทยาในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นเมืองต้นตอที่ตรวจพบไวรัสดังกล่าวเป็นครั้งแรกในปลายปีที่ผ่านมา

“ผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ได้รับจากการทำข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกกับจีน ดูด้อยค่าลงเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่สหรัฐฯ ได้รับจาก ‘โรคร้ายที่มาจากจีน’ … อย่างที่ผมได้พูดนานมาแล้วว่า การติดต่อเจรจากับจีนถือเป็นเรื่องที่มีราคาแพง โดยเราเพิ่งลงนามทำข้อตกลงการค้าที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะที่หมึกยังไม่ทันจะแห้งนั้น โลกก็ถูกกระทบด้วยโรคร้ายจากจีน ต่อให้เราทำข้อตกลงได้ 100 ฉบับ ก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งผู้ที่ต้องเสียชีวิตอีกจำนวนมาก” ทรัมป์ระเบิดคำพูดอย่างหัวเสียผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนต้องการเห็นเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพ.ย. และต้องการให้คู่แข่งอย่างนายโจ ไบเดน คว้าชัยชนะแทน เพื่อหวังลดแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐ

กระทั่งเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมานี้ สี จิ้นผิง ได้ปรากฎตัวในการประชุมประจำปีผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของ WHO โดยกล่าวยืนยันว่า จีนมีความโปร่งใส เปิดกว้าง และมีความรับผิดชอบในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ จีนยังได้ให้ข้อมูลแก่ WHO และประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างทันเวลา ซึ่งรวมถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ในเวลาที่รวดเร็ว”

หลังจากนั้น สี จิ้นผิง ตัดหน้าทรัมป์ ด้วยการประกาศอัดฉีดเงินให้ WHO จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนงานด้านการควบคุมโควิด-19 และยังประกาศด้วยว่า จีนจะนำวัคซีนต้านโควิด-19 ที่จีนผลิตได้เองไปช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการควบคุมการแพร่ระบาด และหลังการกล่าวสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิงจบลงไม่นาน ทรัมป์ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ด้วยการขู่ตัดเงินสนับสนุน WHO เป็นการถาวร และเตือนว่าอาจจะถอนสหรัฐออกจากการเป็นสมาชิกถาวรของ WHO อีกด้วย

Check Also

คนไทยในแอล.เอ.กลับเมืองไทยกักเดี่ยว 14 วัน

วันที่ ๒๒​พฤษภาคม ๒๐๒๐ เชอรี่ รารี่ ได้เดินทางกลับไทยในเที่ยวบินพิเศษของการส่งตัวคนไทยที่ตกค้างให้ได้กลับบ้าน จากสถานกงสุลไทยในแอลเอ   กงสุลใหญ่และกงสุลต้นกับคณะมาร่วมส่งคนไทย พร้อมแจกชุดข้าวเหนียวหมูทอดและ ชุดผ้าปิดจมูก ถุงมือ แพคกระดาษเปียก เป็นกำลังใจให้ผู้เดินทางทุกคน   ...