Monday , December 10 2018
Home / ข่าว / ข่าวไทยในสหรัฐ / “อลงกรณ์”ชวนไทยโพ้นทะเลระดมความคิดช่วยชาติ     

“อลงกรณ์”ชวนไทยโพ้นทะเลระดมความคิดช่วยชาติ     

อลงกรณ์ พลบุตร เดินสาย ท่องรัฐแคลิฟอร์เนียพบชุมชนไทยในลาสเวกัส -ซานฟรานซิสโก-นครลอสแอนเจลิส ยังไม่แน่ใจเมื่อไรมีการเลือกตั้ง หวังหากได้เป็น ห.พรรคจะปฎิรูปพรรค และไม่รับทุนสามาน หวังตั้งระบบบำนาญให้ประชาชนโดยใช้เงินจากการจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก ลงท้ายคิดตั้งศูนย์รับความคิดจากคนไทยต่างแดนเพื่อนำไปใช้ในเมืองไทย

Rosemead, CA 02 December 2018 เมื่อเวลาประมาณ​13:00  น. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีต รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ หนึ่งได้เดินทางมารัฐแคลิฟอร์เนียด้วยทุนส่วนตัวเพื่อชี้แจ้งและเสวนาให้กับชุมชนไทยเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องถึงสถานการณ์ณ์บ้านเมืองไทยในปัจจุบันนี้ ที่มีคณะทหารปฎิวัติและยึดครองบ้านเมืองมาเป็นเวลากว่า 4 ปี (รัฐประหารนำโดย พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา 20 พฤษภาคม 2557)

นายอลงกรณ์ กล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็นแชมป์เปี้ยนในหลายๆ ด้านเช่นการ การเป็นแชปม็โลกในการส่งออกปลาทูน่า ทั้งๆที่ไม่มีปลาทูน่า แม้นแต่ตัวเดียว รวมทั้งเป็นแชมป์โลกในการส่งข้าวออกนอก หน่อยนิดๆเพียงปี สองปี รวมทั้งยางพารา มันสัปหลัง ทำให้ไทยอยู่ใน Golbal supply chain ไทยผลิตยางรถยนต์เป็นอันดับ ห้าของโลก

ไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆได้อย่างรวดเร็ว เช่นจากวิกฤต ต้มยำกุ้ง(1997 Asian Financial crisis) ต่างกับประเทศอื่นๆเช่น ซีเรีย ที่เกิดสงครามกลางเมืองมาเป็นเวลาหลายปีจนปัจจุบันนี้ แต่เมืองไทยยังมีกับดักที่เป็นปัญหาใหญ่เช่น การเลือกตั้งที่ไม่สะอาดเต็มไปด้วยการทุจริต และปัญหาการเมืองที่ยังลุ่มๆดอนๆมีรัฐประหารหลังเปลี่ยนแปลงการ ปกครองมาถึง 20 ครั้งด้วยกันที่สำเร็จ 13 ครั้งไม่สำเร็จอีก 7 ครั้งบางคนถูกยิงเป้าไปก็มี

เท่ากับมีรัฐประหารทุกๆ สี่ปี มีรัฐธรรมนูฐ 20 ฉบับ อเมริกาอายุ 200 กว่าปีมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว ทำให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และปัญหาคอร์รับชั่น เหมือนมะเร็งร้าย ไม่ว่าประเทศจะแข็งแรงอย่างไรถ้าเป็นมะเร็ง ร้ายแล้วร่างกายก็อ่อนแอ จนถึงเสียชีวิตในที่สุด

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และปัญหาระบบราชการ  มีกฎหมายและระเบียบมากมายในระบบราชการความยุ่งยากในระบบราชการทำให้เกิดการฉ้อฉล สุดท้ายของปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย          ที่น้อยมาก

ทำให้เกิดนิยามว่า “คุกมีไว้ขังคนจน”

เมืองไทยมีผู้พิพากษาศาลสูงสุดเพียงคนเดียวต่างกับสหรัฐฯที่มีผู้    พิพากษาศาลสูงสุด 9 คน

ประเทศไทยจึงเปรียบได้เหมือนเหรียญที่มีสองด้านคือด้านดีและไม่ดี

ถ้าจะแก้ปัญหาการเมืองคือต้องSet Zero โดยการกลับไปสู่การเมือง สีขาว เป็นการเมืองที่ยึดถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นการเมืองของ สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี แพ้เป็นแพ้ ชนะเป็นชนะ แพ้แล้วต้องไป ปรับปรุง พรรคเสนอให้ตัวเป็นตัวเลือก ไม่มีการให้อมิสินจ้าง

หลายคนเชื่อว่า มีหรือที่ไหนการเมืองสีขาว ธุรกิจสีขาว ราชการสีขาว? แต่เราจะยอมจำนนหรือ?

หลังจากที่ได้หมดภารกิจในการร่างรัฐธรรมนูญแล้วมาคิดว่าหน้าที่รับผิดชอบเป็นหน้าที่ของทุกคน จึงได้ดันด้นมาต่างแดนนี่แหละ มาหาคนไทยที่บ้างคนจะกลับ บางคนไม่กลับแต่ก็สามารถช่วยประเทศไทยได้ทุกคน           วันนี้เป็นโลกของเท็คโนโลยี่ ตัวอย่างเช่นระบบเก็บภาษี

ในต่างประเทศที่นายวนิชย์ (คนไทยในแอล.เอ.) ได้นำเสนอเป็นตัวอย่างว่า

การเก็บภาษีในเมืองไทยหละหลวงมากและไม่เป็นธรรม ซึ่งภาษีเป็นรายได้หลักของประเทศ ไม่อย่างนั้นจะเอาาเงินที่ไหน มาจ่ายครู จึงทำให้ได้ครูที่มีคุณภาพด้อย ซึ่งในทุกวันนี้ครูก็เป็นหนี้สินเกือบทุกคน

10%ของคนไทยในครอบครัวที่ยากจน เมื่อ 10ปีที่แล้วลูกหลานของคน กลุ่มนี้มีโอกาสไต่เต้าไปเรียนในขั้นมหาวิทยาลัยได้ 4.1% ย้อนกลับมาเมื่อปี ที่แล้ว พ.ศ. 2560 ตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 4.1 % เป็น 4.2%

อุปมาได้ว่าเมื่อ10ปีที่แล้วมีคน1 แขน 10ปีต่อมามีคน2 แขน เชื่อว่าถ้าปล่อยให้ระบบการศึกษาเดินไปเช่นนี้ไปข้างหน้าอีก10 ปีเราคงมีคน 2 แขนกับ 1 ขา

นี่เป็นปัญหาที่ใหญ่มากเป็นปัญหาของความเหลี่ยมหล้ำในการศึกษา

ทุกคนรู้ดีว่าการที่จะสร้างฐานะใน Generation เดียวได้คือการศึกษา นั่นหมายความว่าคนยากจนที่จะไต่เต้าขึ้นสู่ที่สูงจะยากมาก

เราจะปล่อยให้คนที่ด้อยโอกาสอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ประเทศไทยคน 70 ล้านคน 25% มีที่ดิน อีก 75% ไม่มีที่ดิน เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำในการ ยึดครองที่ดินบ้างตระกูลยึดครองที่ดิน 7แสนไร่ 75%ของประชากร ไม่มีที่ดินแม้นแต่ตารางนิ้วเดียว

นี่คือความเกี่ยวโยงกับปัญหาความเหลี่ยมล้ำกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย หรือการที่มีกฎหมายที่ดีและเป็นธรรม

ตัวอย่างของ เซ่เว่นอีเลเว่นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เอาเรื่องนี้มาพูด เพราะช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรี (รมช.กระทรวงพานิชย์ 20 December 2551- 8August 2554) ผมคงเป็นรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไล่ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทุนผูกขาดประเทศ ขอไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกันนะครับ ออกจากห้องรัฐมนตรี ทำให้มีความคิดว่าการเป็นนักการเมืองของเราและการที่เราเป็นรัฐมนตรีป้ายแดงไม่เคยคิดว่าการเมืองมันจะถูกซื้อได้จริงๆ ผมบอกกับเขาไปว่าสิ่งที่คุณ ขอให้ผมทำนี่ ผมทำไม่ได้และคุณอย่าไปพูดคำนี้กับใครซึ่งผมก็ไม่รู็ว่าคุณไป พูดกับใครคือขอให้ผมออกกฎหมาายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายที่ปกป้องกิจการโชฮ่วยทั้งหลายแหล่ ขออย่าให้ออกกฎหมายฉบับนี้ได้ไหม?

ผมนี่หลังพิงเก้าอี้เลย คุณมาพูดกับรัฐมนตรีได้อย่างไร รัฐมนตรีเป็นคน ขอประชาชน

ผมรู้ว่าบริษัทคุณผูกขาดประเทศมากและบริษัทคุณก็จ่ายเงินให้กับเกือบทุกพรรคการเมืองแม้นแต่พรรคผม(ประชาธิปัตย์) แต่คุณซื้อผมไม่ได้

อลงกรณ์ กล่าวว่า เราต้องไม่ไห้เกียรติกับคนเหล่านี้ เราต้องห้เขาเข้าใจ หลักธรรมาธิบาล แต่ไม่ใช่กินรวบและผูกขาด ด้วยทุนที่เหลือกว่าทั้งข้าราชการ นักการเมือง(ที่ซื้อได้)

นี่คือปัญหาใหญ่ทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่และจะแก้ไขอย่างไร

ผมจึงต้องใช้การเมืองสีขาวและกฎเหล็ก 5 ข้อ หนึ่งในกฎเหล็ก 5ข้อคือ

พรรคการเมืองจะต้องไม่รับทุนสามาน จะต้องปรับปรุงคุณธรรม จะเป็นบริษัท เล็กใหญ่ จะเป็นชาวนาชาวไร่ ถ้าบริจาคอย่างเปิดเผยตามกฎหมายก็รับได้แต่ ต้องไม่ตอบแทน

นักการเมืองต้องเป็นหนี้ประชาชนเท่านั้นเพราะถ้านักการเมืองไปเป็นหนี้บริษัทแล้วอะไรจะเกิดขึ้น?

19 ปีที่เรามีกฎหมายแอนตี้ ทรัสต์ (Antitrust law)เหมือนอเมริกา อังกฤษ แคนนาดา มาเลเซีย สิงค์โปร์ ซึ่งบ้างประเทศเรียกว่า กฎหมาย คอมแพททิชั่น (Competition Law) บางประเทศเรียก ว่ากฎหมายป้องกัน การผูกขาดเพื่อให้เกิดการค้าที่เสรีและเป็นธรรมไม่ให้มวยแฮฟวีเวท มาต่อยกับมวยฟลายเวท บนเวที่เดียวกัน

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียนที่มีกฎหมายป้องกันการผูกขาดเมื่อปี 2542 ก่อนอินโดนีเซีย ไทยมีกฎหมายที่สำคัญที่สุดในการทำ ให้เศรษฐกิจคุณภาพแต่ตั้งแต่ปี 2542 จนถถึงปี 2560 กฎหมายที่สำคัญที่สุด ในการค้าที่ทำให้การแข่งขันเสรี ประเทศไทยบังคับไม่ได้แม้นแต่คดีเดียว

สิ่งที่ประธานาธิบดีฮับราแฮม ลินคอน พูดว่า ประชาธิปไตยของ ประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน แล้วนี่มันเป็นประชาธิปไตย แบบไหนในประเทศไทย คือเป็นประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ของใคร ก็ไม่รู้?เพื่อใครก็ไม่รู้?

นี่คือสิ่งที่มำให้คิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่คิดถึงการปฎิรูปแต่ก็มีความ พยายาม ในการปฎิรูปมาหลายยุคหลายสมัยแต่มันมาติดกับที่ปัญหาความ เหลื่อมล้ำคือการผูกขาด

จนหลังสุดปัญหาของ ซีพี่ เป็นปํญหาเพียงยอดของน้ำแข็ง(Tip of the iceberg) เพราะประเทศไทยไม่ใช่มีธุรกิจการค้าปลีกอย่างเดียวเรามีธุรกิจต้นน้ำ ปลายน้ำ เรามีอุตสาหกรรม ต้นน้ำ ปลายน้ำ เรามีการค้าต้นน้ำ ปลายน้ำ เมื่อมีกฎหมายและไม่สามารถบังคับได้ การผูกขาดจึงเกิดขึ้นทุกสาขา

บอกได้เลยว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มอเตอร์ไซต์ ตามบริษัทมีอำนาจคุม ตลาด 70% ควบคุมตลาดไม่มีสิทธิต่อรองอะไร บริษัทSpare part ทั้งหลายจะขายก็ถูกกดราคา ชิ้นส่วนอะไหล่ บางบริษัทก็ผูกขาดเรื่องสุรา ยาเมา ถึงขั้นขายเหล้าพ่วงเบียร์ มันผิดกฎหมายแอนตี้ ทรัสต์ ลอ แต่ทุกคนเงียบ ปล่อยให้ประชาชนถูกทุบ ถูกเอาเปรียบ ทำให้ธุรกิจเล็กน้อย ไม่สามารถที่จะสู้ได้และล้มหายตายจากไป

ปี 2551 ตัวเลขที่องค์การส่งเสริมวิสาหกิจ คือ SME รายงานว่ามีวิสาหกิจอยู่ 3 ล้านราย เป็น ระดับ SME 2.9 แสนล้านกว่า มาปัจจุบันนี้ สสว สำนักงานสถิติ แห่งชาติ ซึ่งแม่นยำกว่า เพราะเขาเก็บตัวเลข ละเอียดมาก บอกว่าเหลือ 249,000 หายไปประมาณครึ่งล้านราย

จะอยู่ได้อย่างไรเมื่อเวที่มวยปล่อยให้เฮฟวีเวท ทุบ ฟลายเวท แม้นแต่กฎหมายที่จะออกมาคุ้มครองโชฮวย ก็ยังวิ่งเต้นจนออกกฎหมาายไม่ได้

และถามว่ามาจากรัฐบาลไหน?​ก็มาจากทุกรัฐบาลนั้นและรวมทั้งพรรคของผม

จึงต้องเสนอให้ปฎิรูปพรรค(ประชาธิปัตยฺ) แต่ยังไม่สำเร็จ คราาวนนี้กลับมาใหม่ หลังจากมีเวลาว่างมา 4-5 ทุกพรรคก็ตกงานเท่ากันหมด (เนื่องในจังหวะที่มีรัฐบาลทหาร) ก็คงจะได้สำนึกกันบ้างและดูการเมือง ก็ยังไม่เปลี่ยนอะไร ใช้พลังซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น สารพัดอย่าง

นายอลงกรณ์ กล่าวชมเชย รศ.ดร.อานัฐชัย รัตตกุล ว่าทั้งๆที่ ได้รับทาบทามให้เป็น สว.แต่ยอมมาสมัคร เป็นสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์ ทำให้หมดสิทธิเป็น วุฒิสมาชิกเนื่องจากมี กฎหมายว่าวุฒิสมาชิก จะต้องละเว้นการเมืองไม่ต่ำกว่า 5 ปี

ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด พวกเราต้องภาคภูมิใจไม่ว่าอยู่ส่วน ไหนในโลกนี้ อย่างสับปะรดกระป๋องนี่เราเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 อันดับ2 ของโลก ปัญหาว่าชาวนาที่เป็นแชมป์โลก ทำไมชาวสวนยางที่เป็นแชมป์โลก ทำไมชาวไร่มันสัปะหลังซึ่งเป็นแชมป์โลกอันดับสอง ชาวสวนปาล์ม ซึ่งเป็นแชมป์โลก

ทำไมถึงยากจน? เมื่อเปรียบเทียบกับคนไทยที่เป็นแชมป์โลกเช่นโปรเมย์ และ​ “แหลม” ศรีสะเกษ ศ.รุ่งวิสัย มีรายได้เป็นล้าน

เท่ากับเกษตกรเป็นแชมป์โลกแต่ได้ค่าตัวเท่ามวยวัด

มันต้องมีบ้างอย่างที่ผิดปกติ

ผมไม่มีความรู้มากมายพอที่จะคิดได้ทุกอย่างก็ต้องอาศัยพวกเรา ตัวอย่างเช่น Mr.John McDonald ได้ช่วยผลักดันให้ลูกหลานได้เรียนฟรีใน รัฐแคลิฟอร์เนีย

นายอลงกรณ์ พลบุตร กล่าวว่า “จะสร้างชาติ ต้องสร้างคน”ดังนั้น โอกาสในการศึกษาจึงสำคัญมาก

ความเหลื่อมล้ำในรอบ 30ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่สามารถที่ลดความ เหลื่อมล้ำ ความรวยความจนได้เลย

ต้องแก้ไขด้วยการให้โอกาสเรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย

ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณหรือการจะมีงบประมาณมากขึ้นเพื่อนำมาสนับสนุนในเรื่องการศึกษา วันนี้เรามีงบประมาณสูงถึง 3ล้านล้าน และงบการศึกษาได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านเป็นอันดับ 1 ของ 20 กระทรวงและมีพรฐ การศึกษาตั้งแต่ปีพ.ศ.2540  โดยประกาศเป็นปีทศวรรตที่ 1 (2540-2550)ทศวรรตที่ 2 (2450-2560) นี่เข้าทศวรรตที่ 3 แล้วและงบ ก็เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นอันดับ 1 ของทุกกระทรวงปรากฎ สอบวัดผลทั่วประเทศ เด็กไทยสอบตกยกประเทศ มันเป็นไปได้อย่างไร

นี่คือปัญหาที่เราจะปล่อยละเลยอีกไม่ได้

นายอลงกรณ์ ได้ยกตัวอย่างการศึกษาในรัฐแคลฟอร์เนีย ว่าการมีระบบ การศึกษาที่ดีและเรียนฟรีได้ดึงดูดคนทุกชาติ ภาษาให้เข้ามาเรียนและ เป็นการส่งเสริมให้ระบบเศรษฐกิจโตขึ้น เพราะการที่คนแห่เข้ามาคือ โอกาสทางเศรษฐกิจเพราะคนที่มามีมันสมอง วันข้างหน้ามีมันสมอง เกิดการแข่งขันระหว่างเด็กอเมริกันและเด็กต่างชาติ

รัฐแคลิฟอร์เนียคือรัฐของพรรคดีโมแครต คือรัฐเดียวกับเราคือรัฐ ของประชาธิปัตย์เหมือนกัน

รัฐมีหน้าที่จัดการเรื่องการศึกษาแต่เรายังเหลื่อมล้ำอยู่ เพื่อนเลขา สภาการศึกษาแห่งชาติได้ให้ตัวเลขมาหมดว่า รัฐบาลให้เงินสนับสนุน ตั้งแต่ชั้นประถมขึ้นจนถึงระดับปวช. ปกศ.

เรายังมีปัญหาเรื่องสังคมสูงวัยอีกสามปีข้างหน้า ประเทศไทยจะ เป็นประเทศที่เข้าสูงประชากรสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ

1 in 5 ที่เดินสวนมา รับเบี้ยงยังชีพนี่คือการยอมรับความจริงของชีวิต

เงินยังชีพที่รัฐบาลไทยจ่ายให้ (600-900บาท) ไม่พอยังชีพ  

คนที่ไม่ อยู่ในระบบสวัสดีการจะทำอย่างไร โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมา หมดเป็นธรรมชาติ ค่ารักษาจะเอาที่ไหน จะทำอย่างไร

ถึงจะมีสวัสดีการรักษาฟรีแต่คนที่อยู่ไกลๆจะเอาค่ารถค่าอยู่ที่ไหนเดิน ทางมารักษาตัว หากอยู่ตามตำบลที่ห่างไกลจากรพ.

ผมจึงอยากให้คนไทยทุกคนมีบำเหน็จ บำนาญแต่บำเหน็จ บำนาญ เรามีระบบเก็บภาษีที่คนหลีกเลี่ยงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลบริษัทต่างๆ หรือเป็นบุคคลธรรมดา ก็เลยอยากได้โมเดลว่าทำไม เราจะทำอย่างไรเราจะได้ ระบบที่ให้สวัสดิการบำเหน็จ บำนาญแก่ประชาชนทุกคน

โดยปัจจุบันนี้คนรุ่นใหม่ก็แต่งงานช้า แต่งแล้วก็ไม่อยากมีลูก แล้วเราจะเอาทรัพยากรที่เป็นวันทำงานมาจากไหนละ? แล้วคนแก่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและเด็กเกิดน้อย คนสูงอายุก็ตายยาก เพราะระบบสาธารณะสุขมันดีขึ้น

นี่เป็นปัญหาที่เราต้องเผชิญ ที่เราต้องคิดถึงระบบที่จะนำมาใช้

แต่ว่าใช้เงินมากเหลือเกิน ในเรื่องของการศึกษา เรื่องของสุขภาพ (health care ) แม้นแต่ โอบาม่า แตร์ ก็ยังมีคนที่ไม่อยู่ในระบบนี้ถึง 20 ล้านคนที่ไม่มีอะไรประกันเลย

มันใช้เงินมากจริงๆทางแก้ได้ทางเดียวคือต้องปฎิรูประบบภาษีเพื่อที่จะ

ให้ฐานกว้างมากขึ้น ดังนั้นการที่จะเก็บภาษี(ให้ได้ผล)คือการลดภาษีที่บุคคล แล้วขยายฐานภาษีให้คนเข้ามาร่วมมากขึ้น

เราต้องใช้ระบบดิจิตอล นี่แหละเพื่อให้ทราบว่าคุณมรรายได้เท่าไรถ้าลดภาษีลงไปคนก็จะหลีกเลี่ยงน้อยลงแต่ประเทศไทยนี่แปลกมาก มีอดีตรมช.คลังเขียนหนังสือในทำนองสอนให้คนเลี่ยงภาษี

แถมโปรโมทหนังสือนี้อย่างหนัก หน้าด้านที่สุด เป็นไปได้อย่างไงว่ะ ต้องขอโทษที่พูดเช่นนี้

คนเขียนหนังสือฉบับนี้ออกมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องภาษีมีหน้าที่หลักสอน ให้บริษัทเลี่ยงภาษีมากให้มากที่สุด

มีภาษีหลายชนิดที่เราไม่เคยเก็บมาก่อน เช่นภาษีมรดก นี่ความจริง ต้องชื่นชมรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำให้เกิดภาษีมรดกเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย เสียดายที่มาได้แค่ครึ่งทาง

ล่าสุด(รัฐบาลประยุทธ) ออกกฎหมายออกกฎหมายที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง แต่ก็มาได้ครึ่งทาง ก็คงต้องฝากความหวังให้ผมเป็นนายกฯมั่ง นายอลงกรณ์ กล่าว

ที่บอกว่าภาษีที่ดินมาได้ครึ่งทาวเพราะมีการยกเว้นมากเกินไป เอาทีจะ ไปเก็บภาษ๊สำหรับบ้านราคา 50 ล้านขึ้นไปซึ่งมันมีอยู่เพียง พันกว่าหลัง (ทั่วประเทศไทย)เท่านั้น แล้วอีกหลายหมื่นหลังที่ราคาต่ำกว่า เอาอย่าง บ้านผมราคาประมาณ 5 ล้านผมพร้อมที่จะเสีย คนจนไม่มีบ้านราคา 5 ล้าน

คนที่มีบ้านราคา 5หรือ 10 ล้านก็ยังดี(ที่ต้องเสียภาษี) ก็จะทำให้รัฐบาลเก็บ ภาษีได้มากยิ่งขึ้นหรือเก็บทุกคนยกเว้นแต่คนที่มีพื้นที่เป็น ตร.เมตร

ควรมีระบบภาษีที่ดินที่เรียกว่า Progresssive rate คือเจ้าของที่ดินที่ ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์จะถูกขึ้นภาษีไปเรื่อยๆ คุณต้องคายออกมา

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ถ้าเก็บภาษีในบ้านราคาที่ต่ำลงมา(ต่ำกว่า 50ล้านตามกฎหมาย) ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในระบบสวัสดิการเบี้ยบำนาญให้ประชาชนทั่วประเทศ และสาธารณูปโภคต่่างๆ

10 กว่าปีแล้วที่ประเทศไทยใช้งบประมาณแบบ ขาดดุลคือในแต่ละ ปีประเทศไทยจะจัดทำกฎหมายฉบับหนึ่งเรียกว่า พรบ.รายจ่ายประจำปี โดยระบุว่าปีถัดไปจะมีรายจ่ายอะไรบ้าง จะเอาไปใช้อะไรบ้างและประมาณ การณ์ว่าจะมีรายได้เท่าไร เช่นปีนี้รัฐบาลมีรายจ่าย 3.3ล้านล้านบาท มีราย

ได้ 2.7 ล้านล้านบาท ขาดอยู่ 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งต้องกู้ทำให้เงินกู้จาก รัฐบาลที่ผ่านมาสะสมเป็นหลายล้านล้านบาท แต่ไม่ต้องเป็นกังวลเพราะหนี้

สาธารณะรัฐยังไม่ถึง 40%

การที่เราขาดดุลสะสมมาเป็นเวลานับสิบปีคือการที่เราเก็บภาษีไม่พอ

หากเอามีภาษีมรดก และภาษีที่ดิน แค่สองภาษีก็จะเก็บได้อีกเป็นแสนล้าน

แต่ออกภาษีมรดกมาเก็บได้เพียง 10 ล้านบาท

นายอลงกรณ์เชื่อว่า การออกกฎหมายฉบับนี้เป็นรากฐานที่ดีซึ่ง จะต้องนำมาปฎิบัติให้ถูกต้องต่อไป

จบการบรรยาย และมีการตอบคำถามจากผู้เข้าฟังจนถึงเวลาประมาณ 17:00 น.จึงจบรายการ

Check Also

“นิโคลีน” เด็กไทยแอล.เอ. คว้ารอง 1 “Miss World 2018”   

          “น้องนิโคลีน” เด็กไทยแอล.เอ. สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการสาวงามของไทย บนเวทีประกวด “Miss World 2018” ด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 ขณะที่สาวงามจากเม็กซิโกได้มงกุฏฟ้าไปครอง ในที่สุด “น้องนิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์” ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *