Wednesday , August 15 2018
Home / ข่าว / ข่าวไทยในสหรัฐ / ‘ทรัมป์’- ‘คิม’ สันติสุข! ลงนาม 4 ข้อปลดนิวเคลียร์/เชิญเยือนทำเนียบขาว  

‘ทรัมป์’- ‘คิม’ สันติสุข! ลงนาม 4 ข้อปลดนิวเคลียร์/เชิญเยือนทำเนียบขาว  

           การประชุมสุดยอดสองผู้นำ “ทรัมป์-คิม” ชื่นมื่น! ลงนามเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ระบุการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์แบบ” ผู้นำสหรัฐฯมั่นใจผู้นำโสมแดงทำตามแถลงการณ์ หยอดหวาน “คิมเป็นคนมีพรสวรรค์” ขึ้นปกครองประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย พร้อมชวนมาเยือนทำเนียบขาว ขณะที่ทั่วโลกต่างแสดงความยินดี ด้านมาเลเซียเตรียมเปิดสถานทูตเกาหลีเหนืออีกครั้ง

การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือที่สิงคโปร์มีขึ้นและเสร็จสิ้นลง ในวันที่ 12 มิ.ย. 2018 โดยการประชุมระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จองอึน มีการลงนามในเอกสารสำคัญถึง 4 ฉบับ เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และเปิดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ – เกาหลีเหนืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

มีการลงนามในเอกสารสำคัญ 4 ฉบับนี้ มีใจความหลักคือการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์แบบ” โดยนายคิม จองอึน กล่าวว่า โลกจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด ข้อตกลงที่ลงนามทั้ง 4 ฉบับ จะถือเป็นการเปิดความสัมพันธ์หน้าใหม่ระหว่างสหรัฐ – เกาหลีเหนือ พร้อมย้ำเรื่องความมุ่งมั่นที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้คำมั่นว่าให้การรับรองความปลอดภัยแก่เกาหลีเหนือ

สำหรับเนื้อหาเอกสารที่มีการเปิดเผยภายหลัง มีข้อความระบุถึงการ “ปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์แบบ” ซึ่งเนื้อหาเอกสารทั้ง 4 ข้อ มีดังนี้

ข้อ 1.สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะสร้างความสัมพันธ์ใหม่ตามความปรารถนาของประชาชนทั้งสองประเทศเพื่อสันติภาพ และความรุ่งเรือง

ข้อ 2.สหรัฐและเกาหลีเหนือจะร่วมกันสร้างระบอบสันติที่ยั่งยืนและมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลี

ข้อ 3.ยืนยันตามปฏิญญาปันมุมจอม วันที่ 27 เม.ย. 2018 เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าปลดนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลีอย่างสมบูรณ์

ข้อ 4.สหรัฐและเกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะค้นหาร่างเชลยสงครามและหรือทหารที่สูญหายขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งเร่งส่งคืนร่างที่พบแล้ว

ทั้งนี้ ตอนท้ายของแถลงการณ์ร่วมระบุว่า ทั้งสองประเทศจะจัดการเจรจาสานต่อโดยนายไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด

สรุปการสาระประชุมสุดยอดที่ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง รวมถึงการหารือกันแบบตัวต่อตัว โดยผ่านล่ามของแต่ละฝ่ายประมาณ 41 นาที หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เปิดแถลงข่าวเดี่ยว ในช่วงบ่าย หลังจากนายคิม จอง-อึน และคณะเดินทางกลับประเทศไปแล้ว

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้เวลาแถลงข่าวและตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวนานชั่วโมงเศษ เริ่มด้วยการกล่าวว่า วิดีโอที่เพิ่งเปิดให้สื่อมวลชนดูเป็นเทปที่สหรัฐผลิตและมอบให้ตัวแทนของผู้นำเกาหลีเหนือดูว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกาหลีเหนือสามารถทำได้

ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ ในความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอดีตศัตรูยุคสงครามเย็น พร้อมกับขอบคุณคิมที่เปิดทางไปสู่อนาคตใหม่ที่สดใส สำหรับชาวเกาหลีเหนือ และจะเป็นการนำพาเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่สังคมโลก

นายคิม จองอึน ได้บอกกับเขาว่าเกาหลีเหนือกำลังทำลายสถานที่ทดลองเครื่องยนต์ขีปนาวุธหลัก เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแถลงการณ์ร่วมแต่เขาและคิมเห็นพ้องกันหลังจากนั้น คิมย้ำกับเขาด้วยว่าต้องการปลดนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลีอย่างสมบูรณ์

ต่อข้อถามเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะเรื่อง นายออตโต วอมเบียร์ นักศึกษาอเมริกันที่เสียชีวิตหลังได้รับการปล่อยตัวจากเกาหลีเหนือ ทรัมป์ตอบว่า วอมเบียร์จะไม่ตายอย่างสูญเปล่า เขาได้หารือเรื่องสิทธิมนุษยชนกับคิม และจะหารือต่อในอนาคต

ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวต่อไปว่า จะยุติการซ้อมรบร่วมเพราะเป็นการยั่วยุอย่างมาก อีกทั้งจะช่วยประหยัดเงินสหรัฐลงได้อย่างมาก แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าหมายถึงการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้หรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่าหวังว่าจะพาทหารอเมริกันในเกาหลีใต้กลับบ้านได้ในที่สุด และหวังว่าสงครามเกาหลีเมื่อ 70 ปีก่อนจะสิ้นสุดอย่างเป็นทางการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามเรื่องคิมใช้วิธีการโหดร้าย ทรัมป์ ตอบว่า คิมเป็นคนมีพรสวรรค์ สามารถปกครองประเทศอย่างแข็งแกร่งได้ตั้งแต่อายุเพียง 26 ปี เขามั่นใจว่าคิมจะทำตามแถลงการณ์ร่วมที่ได้ลงนามร่วมกันในครั้งนี้เพราะมีความมุ่งมั่นมาก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไว้ใจคิมจริงหรือไม่ ทรัมป์ย้ำว่า ไว้ใจ แต่เขาจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือต่อเมื่อมั่นใจว่าไม่มีเรื่องนิวเคลียร์อีกแล้ว โดยจะผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุดแต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลา เชื่อว่าเกาหลีเหนือและญี่ปุ่นจะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายปลดนิวเคลียร์ให้เกาหลีเหนือโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐ

ส่วนเรื่องที่มีคนวิจารณ์ว่าสหรัฐไม่ได้อะไรจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขามองว่า การที่ผู้นำเกาหลีเหนือยอมมาพบก็ถือว่าอ่อนข้อให้มากแล้ว และอาจจะมีการพบกันอีก เพราะเข้ากันได้ดีกว่าที่คิดไว้ โดยเขาจะไปเยือนเกาหลีเหนือในเวลาที่เหมาะสม และคิมได้ตอบรับคำเชิญเยือนทำเนียบขาวของเขาแล้ว

มีรายงานว่า เครื่องบินแอร์ไชน่า ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อ เฉียง ของจีน และนายคิม ขอยืมมาก่อน เที่ยวบิน CCA062 ได้ออกเดินทางจากปักกิ่ง มารับนายคิม ที่เซนโตซา สิงคโปร์แล้วช่วงหลัง 14.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น คาดว่าน่าจะเป็นลำเดียวกันตอนเดินทางมา ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางออกจากสิงคโปร์เมื่อเวลา 18.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน แถลงหลังจากผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือลงนามแถลงการณ์ร่วม ปิดฉากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้ ว่า จีนปฏิบัติตามมติสหประชาชาติว่าด้วยเกาหลีเหนืออย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ผ่านความเห็นชอบระบุไว้ว่า หากเกาหลีเหนือเคารพและปฏิบัติตามมติ มาตรการคว่ำบาตรก็สามารถปรับแก้ไขได้ ซึ่งรวมถึงการระงับหรือยกเลิกการลงโทษที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จีนได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า การคว่ำบาตรไม่ใช่เป้าหมาย มาตรการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติควรสนับสนุน และสอดคล้องกับการเจรจาทางการทูตในปัจจุบันเพื่อนำไปสู่การปลดนิวเคลียร์คาบสมุทรเกาหลี และส่งเสริมการหาทางออกทางการเมืองบนคาบสมุทรเกาหลี

ด้าน ประธานาธิบดีมูน แจ อิน ของเกาหลีใต้ ติดตามข่าวการประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เจ้าตัวถึงกับบอกว่าตื่นเต้นจนแทบจะนอนไม่หลับ และคาดหวังว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและจะนำไปสู่ยุคใหม่ของการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ ตลอดจนสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีรวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือและสหรัฐ

ขณะที่ชาวเกาหลีใต้เองก็ให้ความสนใจติดตามชมข่าวการประชุมสุดยอดเช่นกัน ที่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ในสถานีรถไฟกรุงโซลมีคนรอชมข่าวกันเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละคนคนก็มีความคิดเห็นต่างกันไป หลายคนถึงกับปรบมือแสดงความยินดีทันทีที่ได้เห็นภาพประวัติศาสตร์เมื่อนายทรัมป์จับมือกับนายคิมก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น  บ้างก็คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยสร้างสันติภาพและความปรองดองขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่บางคนก็อยากให้การประชุมสุดยอดในครั้งต่อไป จัดขึ้นที่หมู่บ้านปันมุนจอมในเขตปลอดทหารบริเวณพรมแดนสองเกาหลี แต่บางคนก็บอกว่ายังไม่สามารถไม่วางใจเกาหลีเหนือได้ทั้งหมดเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์

เช่นเดียวกับชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีในนครลอสแอนเจลิส ที่ต่างพากันแสดงความยินดี และฉลองกันอย่างมีความสุขที่ได้เห็นการประชุมสุดยอดระหว่างนายทรัมป์กับนายคิม ทางด้านชาวญี่ปุ่นก็คาดหวังเช่นกันว่าการประชุมในวันนี้จะช่วยสร้างสันติภาพและเสถียรภาพขึ้นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้าน นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมจะช่วยแก้ปัญหานิวเคลียร์ ขีปนาวุธและการลักพาตัวชาวญี่ปุ่นได้

ทางด้านนักวิเคราะห์สรุปผลการประชุมสุดยอด ทรัมป์-คิม ที่สิงคโปร์ในครั้งนี้ว่า ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ดูเหมือนจะเป็นความตกลงค้นหาซากศพทหารสหรัฐ ที่สูญหายไประหว่างปฏิบัติการสู้รบในสงครามเกาหลีระหว่างปี พ.ศ. 2493 – 2496 และนำกระดูกกลับไปยังสหรัฐ ความตกลงนี้มีอยู่ในแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามโดยทรัมป์และคิม หลังเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งนี้ มีทหารสหรัฐสูญหายในสงครามเกาหลีเกือบ 7,800 นาย โดยประมาณ 5,300 นายในจำนวนดังกล่าวสูญหายในเขตแดนเกาหลีเหนือ

ส่วนนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัดของมาเลเซีย ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวนิตยสารนิคเคอิ เอเชียน รีวิว ว่า มาเลเซียเตรียมเปิดสถานทูตประจำเกาหลีเหนืออีกครั้ง หลังปิดไปนานหลายเดือนจากผลพวงความขัดแย้ง จากเหตุการณ์หญิงสาว 2 คนชาวเวียดนามและชาวอินโดนีเซีย ใช้สารพิษวีเอ็กซ์ป้ายใบหน้าสังหารนายคิม จอง-นัม พี่ชายต่างมารดาของคิม จอง-อึน ในสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือน ก.พ. 2560 ซึ่งทางการสหรัฐและเกาหลีใต้ระบุว่ารัฐบาลเปียงยางอยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลมาเลเซีย เรียกเอกอัครราชทูตประจำเกาหลีเหนือกลับประเทศ รวมทั้งสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปเกาหลีเหนือ และยกเลิกการเดินทางของชาวเกาหลีเหนือเข้ามาเลเซียโดยไม่ต้องขอวีซ่า ขณะที่เปียงยางตอบโต้ด้วยการห้ามชาวมาเลเซียเดินทางในประเทศ ส่งผลให้นักการทูตมาเลเซีย 3 คน และสมาชิกในครอบอีก 6 คนติดกับอยู่ในเกาหลีเหนือ แต่กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเดินทางกลับประเทศได้ หลังจากรัฐบาลมาเลเซียตกลงส่งมอบศพนายคิม จอง-นัม ไปให้เกาหลีเหนือ พร้อมกับชาวเกาหลีเหนืออีก 3 คนที่ถูกควบคุมตัวสอบลปากคำ. (แนวหน้า, เดลินิวส์)

 

 

Check Also

สะพานมอเตอร์เวย์ถล่มในอิตาลี สังเวยแล้ว 22 ศพ

เกิดโศกนาฏกรรมครั้งมโหฬาร “สะพานมอเตอร์เวย์ในเมืองเจนัวของอิตาลีพังถล่ม” มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 คน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2018 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นของอิตาลีว่า สะพาน “โมรันดิ” ของถนนมอเตอร์เวย์สายเอ 10 พังถล่มลงมาเป็นระยะทาง ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *