Saturday , December 16 2017
Home / ข่าว / ข่าวไทยในสหรัฐ / สังเวยเลือดท่วมคอนเสิร์ตเมืองเวกัส สังหารหมู่สุดสยองในประวัติศาสตร์
las+vegas18

สังเวยเลือดท่วมคอนเสิร์ตเมืองเวกัส สังหารหมู่สุดสยองในประวัติศาสตร์

ชีวิตผู้บริสุทธ์ต้องสังเวยถึง 59 ศพ และอีก 527 รายบาดเจ็บ จากมือปืนบ้าคลั่ง ใช้ฐานปืนตั้งระดมยิงใส่ฝูงชนกว่า 22,000 คนที่ชมคอนเสิร์ตคันทรี่มิวสิคกลางแจ้ง “Route 91 Harvest” ในนครลาสเวกัส มือปืนชายอเมริกันวัย 64 ปีจ่อยิงผู้ชมจากชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay Resort and Casino ก่อนฆ่าตัวตาย นับเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้านเอฟบีไอ ยืนยันไม่พบมูลเหตุบ่งชี้เป็นการก่อการร้าย แม้กลุ่ม ISIS จะออกมาเคลมผลงานก็ตาม ด้าน “บิ๊กตู่” แสดงความเสียใจ / กงสุลใหญ่แอล.เอ. ระบุไม่พบคนไทยเสียชีวิต

เหตุกราดยิงในงานคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ในช่วงคืนวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 59 คน และบาดเจ็บ 527 คน นับเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ สำนักข่าวทุกแห่งได้รายงานเหตุโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นตรงสนามหญ้าสถานที่จัดเทศกาลดนตรีคันทรี Route 91 Harvest และโรงแรม Mandalay Bay Resort and Casino ซึ่งเป็นจุดก่อเหตุจากชั้น 32 โดยผู้ก่อเหตุลงมือ คือ นายสตีเฟ่น แพดด็อก ชายอเมริกันวัย 64 ปี

เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างการแสดงคอนเสริ์ตเทศกาลดนตรี Route 91 Harvest ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 29 กันยายนถึง 1 ตุลาคม 2017 โดยปีนี้มีผู้คนเข้าร่วมถึง 22,000 คน นายสตีเฟ่น แพดด็อก ผู้ก่อเหตุได้เปิดห้องพักตรงหัวมุมบนชั้น 32 ของโรงแรม Mandalay Bay ที่มองเห็นพื้นที่จัดงานคอนเสิร์ตได้เป็นอย่างดี และในคืนวันอาทิตย์ที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของคอนเสิร์ต ก่อนที่นายสตีเฟ่นจะลงมือ เขาทุบกระจกหน้าต่างของโรงแรม 2 ด้านให้แตก แล้วติดขาตั้งปืน 2 จุด เพื่อใช้สำหรับกราดยิงลงมา

เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นในเวลาประมาณ 22.08 น. ในตอนแรกผู้คนที่มาชมคอนเสิร์ตยังไม่ทราบว่าเสียงที่ดังต่อเนื่อง คือ เสียงปืน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้มาชมคอนเสิร์ตส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเสียงจุดดอกไม้ไฟ ก่อนที่วงดนตรีบนเวทีจะหยุดเล่น แต่เสียงปืนยังดังต่อไป ผู้คนจึงเริ่มแตกตื่น พากันวิ่งหนี ซึ่งแทบไม่มีใครรู้เลยว่ากระสุนปืนมาจากทิศทางใด

หลังจากนั้น เสียงปืนได้หยุดลง พร้อมกับภาพผู้คนที่ลงไปหมอบกับพื้น แต่ก่อนที่ผู้คนจะรู้ตัวและกำลังลุกขึ้นเพื่อจะหาที่กำบัง นายสตีเฟ่น ได้สาดกระสุนลงมาอีกครั้ง ครั้งนี้ผู้คนต่างกรีดร้อง วิ่งหนีอลหม่าน และมีผู้ถูกยิงและได้รับบาดเจ็บนอนจมกองเลือดอีกจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ Las Vegas Police Department พร้อมหน่วย SWAT ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงกว่าที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ พวกเขาบุกขึ้นไปบนห้องพักของผู้ก่อเหตุบนชั้น 32 ภายหลังเข้าตรวจสอบห้องพัก พบปืน 23 กระบอก พร้อมกับศพของนายสตีเฟ่น ชายวัย 64 ปี ซึ่งฆ่าตัวตาย ส่วนปืนที่พบในพื้นเป็นปืนกลกึ่งอัตโนมัติ AK-47 และ AR-15 ที่นาย สตีเฟ่น ได้นำไปดัดแปลงเป็นปืนกลอัตโนมัติมีขีดความสามารถยิงได้นาทีละนับร้อยนัด

หลังจากการสืบสวน พบว่า นายสตีเฟ่น เป็นอดีตนักบัญชีวัย 64 ปี มีธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ มีใบอนุญาตซื้อปืน นายอีริก แพดด็อก ซึ่งเป็นน้องชายบอกว่า สตีเฟ่นนั้นไม่ได้ดูมีความผิดปกติอะไร นอกจากเรื่องชอบเล่นการพนัน เขาก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป

นายอีริก น้องชายของมือปืน ซึ่งอาศัยอยู่ที่รัฐฟลอริดา กล่าวต่อไปว่า รู้สึกตกใจมากกับเรื่องที่ เกิดขึ้น และไม่ทราบว่าพี่ชายมีปัญหาการเงินหรือไม่ หลังมีรายงานว่าสตีเฟ่นติดการพนันอย่างหนัก และจากการเปิดประวัติอาชญากรรมในรัฐเนวาดา พบว่าเขาเหมือนคนดีคนหนึ่งด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่ประวัติด้านการฝ่าฝืนกฎจราจรยังไม่มี ทางตำรวจสืบสวนเพิ่มเติมก็ไม่พบแนวคิดด้านการเมืองหรือศาสนาอย่างสุดโต่งที่จะฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นพิเศษ

น้องชายผู้ก่อเหตุยังระบุด้วยว่า พี่ชายเพิ่งส่งของขวัญไปให้มารดาวัย 90 ปี เป็นไม้เท้าค้ำยัน เมื่อไม่นานมานี้ แต่บิดาของสตีเฟ่น คือ นายเบนจามิน ฮอสกินส์ แพดด็อก เป็นอาชญากรชื่อกระฉ่อน ที่อยู่ในบัญชีดำของเอฟบีไอ จากการมีประวัติก่อเหตุปล้นธนาคารเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางกลุ่ม ISIS ก็มาเคลมว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ และชายคนดังกล่าวเพิ่งเปลี่ยนศาสนาเมื่อไม่นานมานี้

สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของกลุ่ม ISIS ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่นครลาสเวกัส โดยบอกว่านายสตีเฟ่น เป็น “ทหารศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “อาบู อับเดล บาร์ อัล-อัมริกี” และเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่นายโจนาธาน หลิว โฆษกของสำนักข่าวกรองกลาง กล่าวว่า ซีไอเอกำลังวิเคราะห์ท่าทีดังกล่าวของกลุ่ม ISIS อยู่

ส่วนการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในรัฐเนวาดา ที่เชื่อว่าเป็นบ้านของนายสตีเฟ่น พบอาวุธปืนเพิ่มอย่างน้อย 18 กระบอก นอกเหนือจากอาวุธปืน 23 กระบอกที่พบภายในห้องพักที่โรงแรม Mandalay Bay ระเบิดจำนวนหนึ่ง และเครื่องกระสุนปืนอีกหลายพันชุด

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประณามเหตุการณ์ที่นครลาสเวกัสอย่างหนักและแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยทรัมป์ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุในวันพุธที่ผ่านมา และสั่งให้สถานที่ราชการทุกแห่งของสหรัฐลดธงชาติลงครึ่งเสาจนถึงวันศุกร์ที่ 6 ต.ค. ด้วย

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งอยู่ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิดเหตุ ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์ดังกล่าวกับปธน.ทรัมป์ ในการต้อนรับที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ต.ค. และหลังจากนั้นได้ส่งสารแสดงความเสียใจถึงนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงฝูงชนในงานแสดงคอนเสิร์ตที่นครลาสเวกัส อย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยระบุว่า ตนในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เคราะห์ร้ายที่บริสุทธิ์ รวมทั้งครอบครัวจากเหตุการณ์กราดยิงที่โหดร้ายที่นครลาสเวกัส ประเทศไทยขอยืนหยัดเคียงข้างผู้เคราะห์ร้ายและชาวอเมริกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และขอภาวนาให้ผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นคืนเป็นปกติได้ในเร็ววัน

ขณะเดียวกันเว็บไซต์สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา แจ้งความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า สถานกงสุลใหญ่ไทยฯ ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายชุมชนไทย และสื่อมวลชนไทยในนครลาสเวกัสแล้ว ยังไม่พบคนไทยที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้สถานกงสุลใหญ่ไทยฯ ได้ประสานงานขอรับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากมีรายงานเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามหากคนไทยมีข้อมูลหรือต้องการตรวจสอบชื่อคนไทยที่อาจเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ขอให้แจ้งชื่อภาษาอังกฤษได้ที่โทรศัพท์สายด่วน 24 ชั่วโมงของสถานกงสุลใหญ่ไทยฯ หมายเลข (323)580-4222.

ภายหลังเหตุการณ์ได้สรุปยอดผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 59 ราย และบาดเจ็บ 527 ราย นับเป็นเหตุกราดยิงที่ มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา นับตั้งแต่การกราดยิงที่ Pulse night club เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 49 ราย มีการออกมาเรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายครอบครองอาวุธปืนอีกครั้ง ซึ่งต้องรอติดตามดูต่อไปว่าจะมีการทบทวนเรื่องนี้หรือไม่

 

 

 

Check Also

694940094001_5677976012001_5677961170001-vs

ทรัมป์เล็งยกเลิกให้ “วีซ่าครอบครัว” หลังเกิดระเบิดนิวยอร์ก

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ล้มเหลวในการแก้ปัญหาก่อการร้าย แต่ความซวยตกเป็นของผู้อพยพ! จากเหตุระเบิดที่นิวยอร์ค ที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังศาลสูงสุดฯ อนุญาตให้คำสั่งพิเศษในการห้ามพลเมืองจาก 8 ประเทศเข้าสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ล่าสุดทรัมป์เล็งยกเลิก “วีซ่าครอบครัว” โดยอ้างว่า ชายชาวบังกลาเทศผู้ก่อเหตุเข้าอเมริกาด้วยวีซ่าอพยพตามเครือญาติ! พี่น้องคนไทยที่ถืออเมริกันซิติเซ่นส์และวางแผนที่จะสมัครวีซ่าให้กับสมาชิกครอบครัว ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>