Thursday , September 21 2017
Home / ข่าว / ข่าวไทยในสหรัฐ / ผู้ขอวีซ่ายูเอสอาจถูกตรวจประวัติการใช้สื่อออนไลน์หากต้องสงสัย
NIAGARA FALLS, ONTARIO - SEPTEMBER 20: (NEWSWEEK AND US NEWS AND WORLD REPORT OUT)  A Canadian Customs and Immigration official waits at a passport control window on September 20, 2005 in Niagara Falls, Ontario. Nearly 14 million tourists visit Niagara Falls each year.  No truck or cargo traffic is permitted across the Rainbow Bridge. Trade between the U.S. and Canada totalled $500 billion usd in 2005. (Photo by Robert Nickelsberg/Getty Images)
NIAGARA FALLS, ONTARIO - SEPTEMBER 20: (NEWSWEEK AND US NEWS AND WORLD REPORT OUT) A Canadian Customs and Immigration official waits at a passport control window on September 20, 2005 in Niagara Falls, Ontario. Nearly 14 million tourists visit Niagara Falls each year. No truck or cargo traffic is permitted across the Rainbow Bridge. Trade between the U.S. and Canada totalled $500 billion usd in 2005. (Photo by Robert Nickelsberg/Getty Images)

ผู้ขอวีซ่ายูเอสอาจถูกตรวจประวัติการใช้สื่อออนไลน์หากต้องสงสัย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เสนอมาตรการสอบสัมภาษณ์ผู้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และบางรายอาจถูกถามประวัติสื่อสังคมออนไลน์หากเข้าข่ายต้องสงสัย

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2017 เว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในสหรัฐฯ หรือ Thai Business Information Center (http://thaibicusa.com) เปิดเผยรายงานของกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุว่า ผู้ยื่นขอวีซ่าสหรัฐฯ อาจถูกถามประวัติสื่อสังคมออนไลน์หากเข้าข่ายผู้ต้องสงสัย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ยื่นเสนอต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ให้มีการตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นในการสัมภาษณ์สำหรับออกวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับผู้ที่เข้าข่ายต้องเพิ่มการพิจารณาเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นไปตาม “การตรวจสอบคุมเข้ม” ที่ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันสหรัฐฯ จากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย

หนึ่งในมาตรการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เสนอ คือ การตั้งชุดคำถามเกี่ยวกับบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมของผู้ยื่นขอวีซ่าสหรัฐฯ จากทุกประเทศทั่วโลก เพื่อป้องกันการก่อการร้าย รวมถึงผู้ที่ถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยไม่ได้เจาะจงไปยังประเทศใดเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจมีมากถึง 65,000 รายต่อปี และใช้เวลาการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อผู้ยื่นขอวีซ่าหรือ 65,000 ชั่วโมงทำการต่อปี

ผู้ยื่นขอวีซ่าเหล่านี้จะต้องระบุหมายเลขหนังสือเดินทางทั้งหมดที่เคยมี บัญชีผู้ใช้และกิจกรรมสื่อสังคมออนไลน์ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ตลอดจนข้อมูลชีวประวัติ 15 ปีล่าสุด โดยเจ้าหน้าที่กงสุลจะไม่ขอรหัสผ่านผู้ใช้สำหรับบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเสนอให้ผู้ยื่นขอวีซ่าในกลุ่มนี้ระบุวันเดินทางเพิ่มเติมหากเจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ เห็นว่าผู้ยื่นขออาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรก่อการร้าย

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องผ่านประชาพิจารณ์ และจะส่งให้สำนักงานบริหารงบประมาณสหรัฐฯ (Office of Management and Budget – OMB) พิจารณาต่อไปในวันที่ 18 พ.ค. 2017

บรรดาทนายความที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจคนเข้าเมืองและผู้คัดค้านเห็นว่าการขอข้อมูลชีวประวัติ 15 ปี รวมถึงการคาดหวังให้ผู้ยื่นขอวีซ่าจดจำกิจกรรมสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการจับกุมผู้บริสุทธิ์ที่กรอกข้อมูลผิดพลาดอย่างไม่ตั้งใจ

อย่างไรก็ตามยังคงต้องคอยติดตามดูอย่างใกล้ชิดว่าข้อเสนอเหล่านี้จะผ่านการพิจารณาจากสำนักงานบริหารงบประมาณสหรัฐฯหรือไม่ และจะส่งผลต่อระยะเวลาในการสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐฯ ในประเทศไทยเพียงใดและอย่างไร

 

Check Also

01

ด่วน!!ผู้นำเดโมแครตแจ้ง “โรบินฮูดน้อย” ได้อยู่ต่อ

กระแสต้านหนักทั่วประเทศหลังนายเจฟฟ์ เซสชันส์ รมว.กระทรวงยุติธรรมรับบทผู้ร้ายเล่นงานโรบินฮูดรุ่นเยาว์ประกาศยกเลิกโครงการ DACA ล่าสุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมเจรจากับผู้นำสภาบนและสภาล่างจากพรรคเดโมแครต นายชัค ชูเมอร์ และนางแนนซี่ พิโลซิ ที่ออกมาแถลงหลังพบทรัมป์ “ให้ออกกฏหมายคุ้มครองโรบินฮูดน้อยและให้เงินเพิ่มเพื่อป้องกันชายแดนให้เข็มแข็งยิ่งขึ้นแต่ไม่รวมการสร้างรั้วกันโรบินฮูด” ด้าน“ทรัมป์” ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>