Wednesday , September 18 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / ฝ่ายค้านไม่ถอยอภิปรายถวายสัตย์แน่ แม้ศาล รธน.ไม่คำร้องไว้วินิจฉัย

ฝ่ายค้านไม่ถอยอภิปรายถวายสัตย์แน่ แม้ศาล รธน.ไม่คำร้องไว้วินิจฉัย

จากกรณีที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 หรือไม่ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 (1) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้

นอกจากนั้นคำวินิจฉัยยังอ้างถึง เมื่อมีการเข้าเฝ้าฯ และถวายสัตย์ฯ จบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายกรัฐมนตรีและ ครม.ก็ได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย การถวายสัตย์ฯ จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักกฎหมายมหาชน การกระทำทางรัฐบาลหรือ การกระทำทางการเมือง คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล การกระทำเหล่านี้อาจหลุดพ้นไปจากการตรวจสอบทางกฎหมายโดยองค์กรตุลาการ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้องค์กรตุลาการหรือศาลได้เข้ามาตัดสินชี้ขาดประเด็นทางการเมืองหรือทางนโยบาย จนเกิดสภาพ “การปกครองโดยผู้พิพากษา” เว้นแต่ รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจการตรวจสอบการกระทำทางการเมืองเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับการกระทำทางรัฐบาลหรือการกระทำทางการเมืองจะถูกตรวจสอบได้โดยกลไกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุล

กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ด้วยถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยให้เหตุผลว่า การถวายสัตย์ฯเป็น “การกระทำทางการเมือง” หรือ “การกระทำทางรัฐบาล” จึงไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบองค์กรใด เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญยิ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในทางการเมือง โดยผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ตลอดจนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง

การอภิปรายในญัตติตามมาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จึงเป็นหนทางที่ยังพอเหลืออยู่ในการตรวจสอบทางการเมืองและหาทางออกร่วมกันต่อกรณีนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่เพียงแต่เป็นช่องทางในการช่วยกันขจัดปัญหาข้อสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่โดยสมบูรณ์หรือไม่ แต่ยังเป็นไปเพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายว่า ฝ่ายค้านจะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องคือ การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบขัดต่อกฎหมายหรือไม่, การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่ไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณ และการเรียกร้องให้ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงของดัชนีเศรษฐกิจว่าสถานะการคลังของประเทศกำลังประสบปัญหาหรือไม่

ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานรัฐสภาว่าจะยังเดินหน้าตามระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 18 ก.ย.หรือไม่ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐพร้อมไม่ว่าจะเดินหน้าต่อ หรือฝ่ายค้านจะถอนระเบียบวาระ

ทั้งนี้มีรายงานว่า จะมีการหารือเรื่องนี้ในวันที่ 12 ก.ย. นี้อีกครั้ง (WORKPOINTNEWS)

 

Check Also

“ธรรมนัส” ยืนยันไม่เคยสารภาพ ไม่มีคำพิพากษาคดีขนยาเข้าออสเตรเลีย

วันที่ 11 ก.ย. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระกระทู้ถามสด พล.ต.ท.วิศณุ ม่วงแพรสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ถามนายกรัฐมนตรี ถึงเรื่องคุณสมบัติของ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กรณีที่ถูกดำเนินคดีที่ออสเตรเลีย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *