Tuesday , November 12 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / ฝ่ายค้านไม่ถอยอภิปรายถวายสัตย์แน่ แม้ศาล รธน.ไม่คำร้องไว้วินิจฉัย

ฝ่ายค้านไม่ถอยอภิปรายถวายสัตย์แน่ แม้ศาล รธน.ไม่คำร้องไว้วินิจฉัย

จากกรณีที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 หรือไม่ โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณฯ เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 (1) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้

นอกจากนั้นคำวินิจฉัยยังอ้างถึง เมื่อมีการเข้าเฝ้าฯ และถวายสัตย์ฯ จบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายกรัฐมนตรีและ ครม.ก็ได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย การถวายสัตย์ฯ จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักกฎหมายมหาชน การกระทำทางรัฐบาลหรือ การกระทำทางการเมือง คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล การกระทำเหล่านี้อาจหลุดพ้นไปจากการตรวจสอบทางกฎหมายโดยองค์กรตุลาการ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้องค์กรตุลาการหรือศาลได้เข้ามาตัดสินชี้ขาดประเด็นทางการเมืองหรือทางนโยบาย จนเกิดสภาพ “การปกครองโดยผู้พิพากษา” เว้นแต่ รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจการตรวจสอบการกระทำทางการเมืองเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับการกระทำทางรัฐบาลหรือการกระทำทางการเมืองจะถูกตรวจสอบได้โดยกลไกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เป็นไปตามหลักการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุล

กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ด้วยถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยให้เหตุผลว่า การถวายสัตย์ฯเป็น “การกระทำทางการเมือง” หรือ “การกระทำทางรัฐบาล” จึงไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบองค์กรใด เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญยิ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลในทางการเมือง โดยผ่านกลไกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ตลอดจนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง

การอภิปรายในญัตติตามมาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จึงเป็นหนทางที่ยังพอเหลืออยู่ในการตรวจสอบทางการเมืองและหาทางออกร่วมกันต่อกรณีนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่เพียงแต่เป็นช่องทางในการช่วยกันขจัดปัญหาข้อสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่โดยสมบูรณ์หรือไม่ แต่ยังเป็นไปเพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญอีกด้วย

ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายว่า ฝ่ายค้านจะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องคือ การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบขัดต่อกฎหมายหรือไม่, การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่ไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณ และการเรียกร้องให้ นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงของดัชนีเศรษฐกิจว่าสถานะการคลังของประเทศกำลังประสบปัญหาหรือไม่

ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานรัฐสภาว่าจะยังเดินหน้าตามระเบียบวาระการประชุมในวันที่ 18 ก.ย.หรือไม่ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐพร้อมไม่ว่าจะเดินหน้าต่อ หรือฝ่ายค้านจะถอนระเบียบวาระ

ทั้งนี้มีรายงานว่า จะมีการหารือเรื่องนี้ในวันที่ 12 ก.ย. นี้อีกครั้ง (WORKPOINTNEWS)

 

Check Also

“บิ๊กตู่” นำถกอาเซียน+3 ร่วมจีน เกาหลี ญี่ปุ่น พร้อมเสนอ 2 แนวทางเชื่อมโยงทุกมิติ

การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น โดยพลเอก ประยุทธ์ เสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ พร้อมแสดงความเสียใจต่อญี่ปุ่น ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *