Tuesday , August 20 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / ประยุทธ์ นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังได้รับเสียงโหวตจาก ส.ส. – ส.ว. 500 ต่อ 244 เสียง

ประยุทธ์ นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หลังได้รับเสียงโหวตจาก ส.ส. – ส.ว. 500 ต่อ 244 เสียง

พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย หลังได้เสียงโหวตจาก .. และ .. เป็นจำนวน 500 เสียง ด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ 244 เสียง 

ในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยเริ่มต้นการประชุมตั้งแต่เวลา 11.00 น. โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อเสนอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาในเวลา 20.30 น. มีกำหนดการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย และผลการโหวตปรากฎว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับเสียงโหวตมากกว่า เป็นจำนวน 500 เสียง ทำให้ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนนายธนาธร ได้รับคะแนนโหวต 244 เสียง โดยมีผู้ที่ไม่ออกเสียง 3 คน ( KAPOOK)

เปิดชีวิต “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

เปิดประวัติ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 อีกครั้ง หลังชนะผลโหวตสมาชิกสภา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 มิ.ย. 62

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายของพันเอก (พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา และเข็มเพชร จันทร์โอชา มารดาซึ่งรับราชการครู เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน จบการการศึกษาสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จากโรงเรียนสหะกิจวิทยา จังหวัดลพบุรี ซึ่งมารดาเป็นครูสอนอยู่ ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้ได้ยุบไปแล้ว

ต่อมาได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ลาออกเนื่องด้วยบิดาเป็นนายทหารจำต้องโยกย้ายไปในหลายจังหวัด และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพมหานคร จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร จนสำเร็จเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) และเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 23 และเป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ในคอลัมน์ “เรียนดี” นิตยสารชัยพฤกษ์ เมื่อปี 2512 ได้กล่าวว่า ประยุทธ์สอบได้คะแนนดีมาก มีอุปนิสัยเงียบขรึมและเป็นคนที่มีวินัยสูง ด้วยความที่เป็นพี่ชายคนโตจึงต้องทำตัวเป็นพี่ที่ดี ในวัยเยาว์เขาเป็นคนเรียนเก่ง มีความถนัดและความชอบในวิชาคณิตศาสตร์ , ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ จากการสนับสนุนของบิดามารดา

หนังสือที่อ่านเป็นประจำได้แก่ “ชัยพฤกษ์” ประวัติการเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นั้น ไม่เคยได้เกรดต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถูกถามว่า “ถ้าสอบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว จะสอบเข้าเรียนต่อที่ไหน”

พลเอกประยุทธ์ รับราชการทหารอยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “ทหารเสือราชีนี” มาโดยตลอด โดยเริ่มมาจากตำแหน่งผู้บังคับการกองพัน จนถึงผู้บังคับการกรม จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และรับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 1 เขาเป็นสมาชิก “บูรพาพยัคฆ์” ในกองทัพ เช่นเดียวกับพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งทั้งสองยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งผู้ บัญชาการทหารบก เมื่อปี พ.ศ. 2553

บทบาททางการเมือง

วันที่ 19 กันยายน 2549 เมื่อเกิดรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) พลตรีประยุทธ์เป็นผู้รับคำสั่งตรงจากพลโท อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 พลตรีประยุทธ์ได้เลื่อนชั้นยศเป็น “พลโท” และรับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ระหว่างวันที่ 4 กันยายน 2551 ถึง 14 กันยายน 2551 พลเอกประยุทธ์ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินและรองผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในเหตุการณ์ นปช. ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2552 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการทหารบก และต่อมาเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2553

วันที่ 13 เมษายน 2552 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงานในกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 เนื่องจากดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบกในขณะนั้นจนสิ้นสุดการประกาศสถานการณ์ในวันที่ 24 เมษายน 2552

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกต่อจาก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เกษียณอายุราชการ

ในเดือนตุลาคม 2553 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะลงนามแต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2553 ถึง 22 ธันวาคม 2553 ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในนายทหารที่ควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 พลเอกประยุทธ์ ได้ออกคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 141/2553 เรื่อง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ออกคำสั่งยึด หรือ อายัด สินค้าหรือวัตถุอื่นใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามคำสั่งนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 คำสั่งดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจนต้องยกเลิกในที่สุด

เขายังเป็นหนึ่งในคณะดำเนินคดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี 2554 และในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ภายหลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเป็นบุคคลที่หลายฝ่ายคาดว่า จะพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกโดยอาจเปลี่ยนโยกย้าย เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน เนื่องจากเป็นผู้อยู่ตรงข้ามฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลในขณะนั้น แต่ก็ไม่ได้มีการปรับย้ายตามที่ถูกคาดการณ์ นับได้ว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นผู้บัญชาการทหารบกภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีถึง 3 ราย ได้แก่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และตัวพลเอก ประยุทธ์เองตามลำดับ

รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอก ประยุทธ์ ได้ประกาศกฏอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อดูแลสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นแทนศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ตั้งขึ้น โดยแต่งตั้งตัวเองเป็น ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย อีก 2 วันต่อมาเขาได้ทำการ รัฐประหาร ในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังการหารือกับตัวแทน 7 ฝ่ายไม่เป็นผล ด้วยประโยคที่ว่า “หากเป็นแบบนี้ ผมขอโทษด้วยนะที่ต้องยึดอำนาจ”

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในคราวประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 191 เสียงจากสมาชิกในที่ประชุม 194 คน ลงมติให้พลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 และดำรงตำแหน่งได้ 5 ปี ล่าสุด วันที่ 6 มิ.ย. 62  จากผลโหวตของสมาชิกรัฐสภา ปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ ชนะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ด้วยคะแนน  500 ต่อ 244 ทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศ อีกครั้ง (WORKPONITNEWS)

 

 

Check Also

จ่อพิพากษาอีก 2 คดีเปรมชัย ครอบครองอาวุธปืน – งาช้าง

วันที่ 14 ส.ค. ที่ ห้องพิจารณา 709 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายคดีครอบครองงาช้าง หมายเลขดำ อ.1143/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ ฟ้อง ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *