Saturday , May 25 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี

นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในเมื่อ 5 พ.ค. 2493 ประเทศไทยก็ได้ว่างเว้นจากพระราชพิธีนี้มานานถึง 69 ปี

บีบีซีไทย สรุปเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยดังต่อไปนี้

4 พ.ค. 2562 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นการดำเนินการตามคตินิยมของศาสนาพราหมณ์ เพื่อ “ป่าวประกาศให้เทวดารู้ว่าบัดนี้จะมีพระมหากษัตริย์ หรือพระผู้เป็นเจ้าเกิดขึ้นอีกพระองค์หนึ่งแล้ว”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์” หลังเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์

หลังเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ         สมเด็จพระราชินีสุทิดาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

พระปฐมบรมราชโองการ ในหลวง รัชกาลที่ 10

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ในโอกาสนี้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี”

ในการเสด็จออกมหาสมาคม พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบพระบรมวงศ์และประมุข 3 ฝ่าย มีใจความตอนหนึ่งว่า “ขอเชิญชวนทุกท่านทุกฝ่ายในมหาสมาคมนี้ และประชาชนชาวไทยทุกคนได้ตั้งความปรารถนาร่วมกันกับข้าพเจ้า ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติงานตามฐานะและหน้าที่ของตนโดยยึดเอาประโยชน์ คือความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด”

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระแก้วมรกตที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วมีพระราชดำรัสประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก

ในการเฉลิมพระราชมณเฑียร และเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนการขึ้นบ้านใหม่ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ข้าราชบริพารฝ่ายหน้าได้เชิญเครื่องราชูปโภคและสิ่งมงคล รวมถึงสัตว์อย่างวิฬาร์หรือแมว และไก่ขาว เข้าพิธีด้วย

5 พ.ค. 2562

พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ รวม 10 พระองค์ ดังต่อไปนี้

  • พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
  • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
  • สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน ขัตติยราชนารี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
  • สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

สมเด็จพระสังฆราชถวายพระธรรมเทศนา “ทศพิธราชธรรม”

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ช่วงเช้า วันที่ 5 พ.ค.ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ถวายทศพิศราชธรรมจริยากถา หรือธรรมะ 10 ประการที่พระราชาพึงทรงยึดถือปฏิบัติ แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หนึ่งในธรรมะ 10 ประการที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงแสดง คือ คือ มัททวะ ความอ่อนโยน พระมหากษัตริย์พึงมีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยน ละมุนละม่อม มีความอ่อนน้อม ไม่ถือพระองค์ด้วยความดื้อรั้น เมื่อมีผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยเหตุผลของบัณฑิต ก็ควรทรงพึงสดับตรับฟังโดยถี่ถ้วน

ในช่วงเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคตามโบราณราชประเพณี ระยะทาง 6.77 ก.ม.เพื่อให้ประชาชนเฝ้าชมพระบารมี เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จออกจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท จากนั้นขบวนพระราชอิสริยยศได้ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรีเข้าสู่ถนนหน้าพระลานและถนนราชดำเนินเพื่อไปยังพระอารามหลวง 3 แห่ง คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตลอดเส้นทางมีพสกนิกรเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก

6 พ.ค. 2562 

ในวันสุดท้ายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 6 พ.ค.2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสต่อประชาชนเป็นครั้งแรก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงขอบใจคำอวยพรซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในนามของประชาชน และตรัสว่าการที่ประชาชนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงนั้น “เป็นที่จับตาจับใจและทำให้ข้าพเจ้าอิ่มใจอย่างยิ่ง”

เวลา 16.59 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ท่ามกลางการเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” จากประชาชนชาวไทยที่พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองมารอเข้าเฝ้าฯ เพื่อชื่นชมพระบารมี

พล.อ.ประยุทธ์ กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลแทนราษฎรทุกหมู่เหล่า ความว่า

“ในกาลปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างประจักษ์แก่ใจดียิ่งว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงบำเพ็ญปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยมีพระราชประสงค์เพื่อประสิทธิ์ความผาสุกศิริสวัสดิ์ ทั้งความไพบูลย์วัฒนสถาพรแก่บ้านเมือง ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ น้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทยังความปลาบปลื้มปีติสุขแก่ผองพสกนิกรทั้งปวง พระบรมเดชานุภาพและพระบารมียังให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ เป็นพลังหนุนนำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และปวงประชาชนทุกหมู่เหล่ามีศรัทธาเชื่อมั่นที่จะร่วมกันบำรุงรักษาและพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองสืบไป

“ปวงข้าพระพุทธเจ้า เหล่าข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน จิตอาสาและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า จะถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ด้วยชีวิต โดยจะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่สนองพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษาและต่อยอด ตามพระปฐมราชโองการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะสร้างความสงบสุข ความมีเสถียรภาพ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนสืบไป”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบนายกรัฐมนตรี และต่อประชาชนที่มาเฝ้าฯ ความว่า

“ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกยินดีและปลื้มใจมากที่ได้เห็นประชาชนทั้งหลายมีไมตรีจิต พร้อมเพรียงกันมาร่วมแสดงความปรารถนาดีในวาระบรมราชาภิเษกของข้าพเจ้าครั้งนี้

ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลายที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ เพื่ออวยชัยให้พรแก่ข้าพเจ้าด้วยน้ำใจไมตรีและความปรารถนาดีอย่างจริงใจนั้น เป็นที่จับตาจับใจ และทำให้ข้าพเจ้าอิ่มใจอย่างยิ่ง ขอให้ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลายในการแสดงไมตรีจิตแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ จงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกคนทุกฝ่ายจะพร้อมใจกับบำเพ็ญกรณียกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติเราต่อไป

ขอขอบใจคำอวยพรซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในนามของทุกคน และขอกล่าวสนองพรให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดี และความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาโดยทั่วกัน”

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชโอรสและพระราชธิดาเสด็จออกทักทายประชาชนร่วมกัน ณ สีหบัญชร ขณะที่ประชาชนพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

จากนั้นเวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางฉั่ว ซิ่ว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย คณบดีคณะทูต กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามของคณะทูตานุทูต

นางฉั่ว ซิ่ว ซาน กล่าวถวายพระพร สรุปความว่า “ข้าพระพุทธเจ้าถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ว่า เป็นความปรารถนาดีและยินดีอย่างจริงใจของคณะทูตานุทูต ในวโรกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งที่มีศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบสูงสุดของประเทศ บรรดาบุคคลที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เป็นตัวแทนกล่าวถวายพระพรในวันนี้ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงครองราชสมบัติอย่างยั่งยืนและผาสุก และปวงชนชาวไทยซึ่งได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จะได้มีความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าสืบไป”

ข้าพระพุทธเจ้าขอให้คำมั่นอีกครั้งถึงการจะสืบสานความสัมพันธ์อันยั่งยืนและแข็งแกร่งระหว่างราชอาณาจักรไทยและประเทศต่าง ๆ ขอให้ราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้จงมีแต่ความผาสุก รุ่งเรืองภายใต้รัชกาลอันเป็นมงคลของพระองค์ และขอน้อมถวายพระพรแสดงความยินดีและความปรารถนาดีแด่สมเด็จพระราชินี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบความว่า “ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความชื่นชมและประทับใจมากในคำอวยพรอันเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ซึ่งท่านคณบดีทูต ได้กล่าวในนามคณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศ ในวาระบรมราชาภิเษกของข้าพเจ้าในครั้งนี้

ขอขอบใจในน้ำใจไมตรีของท่านทั้งหลายที่ได้แสดงความปรารถนาดีต่อเราทั้งสอง ประเทศ และประชาชนชาวไทย ทั้งยังแสดงความตั้งใจจริงที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในประการนี้ ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่า ท่านจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลและประชาชนชาวไทย และข้าพเจ้าเองก็จะพยายามส่งเสริมสัมพันธไมตรีที่มีอยู่ให้ยิ่งเจริญงอกงาม และธำรงยั่งยืนสืบไป ขอสนองพรทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั้งขอให้ประเทศและประชากรซึ่งท่านเป็นผู้แทนอยู่ในราชอาณาจักรนี้มีความรุ่งเรืองไพบูลย์ตลอดไป”

หลังเสด็จฯ กลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร นับเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ส่วนในช่วงค่ำ มีการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ท้องสนามหลวง โดยสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ สำหรับการแสดงประกอบโดรน 235 ลำ แบ่งเป็น 2 ชุดการแสดง ประกอบบทเพลง โดยโดรนทำการแปรเป็นภาพและข้อความต่าง ๆ อาทิ พระบรมสาทิสลักษณ์ ร.10, ราชวงศ์จักรี, พระปรมาภิไธยย่อ วปร., ทรงพระเจริญ, รูปช้าง, เลข 10 ไทย รวมถึงรูปดอกราชพฤกษ์

หลังจากนี้ในปลายเดือน ต.ค. 2562 จะมีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย คือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไปยังวัดอรุณราชวราราม

 

 

Check Also

นายกฯ เตรียมหารือภาคเอกชน รับมือสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

นายกฯ ประชุมภาคเอกชน วันที่ 22 พ.ค. หารือรับมือผลกระทบสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ เชื่อขณะนี้ไทยได้รับผลกระทบไม่มาก วันที่ 21 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *