Wednesday , March 20 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / ส่องทิศทางการเมืองสองขั้ว

ส่องทิศทางการเมืองสองขั้ว

เหลืออีกเพียง 12 วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้ง ภาพใหญ่การเมืองจากที่มี 2 ฝ่าย พรรคฝั่งประชาธิปไตย กับ สืบทอดอำนาจ ให้ประชาชนตัดสินใจก่อนที่จะมีอีกทางเลือกชัดเจนขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย ทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่ต่างออกมาประกาศกันคนละจุดยืน แต่ปลายทางเดียวกัน

เดิมที เกจิ-กูรูการเมือง มองว่าขั้วสืบทอดอำนาจจะมี พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเกิดใหม่อย่าง รวมพลังประชาชาติไทย กับ ประชาชนปฏิรูป เป็นกลุ่มหลักที่จะต่อสู้กับฝ่ายประชาธิปไตยที่มี เพื่อไทย ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ และเพื่อธรรม ก่อนที่อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ กลุ่มประชาธิปไตยเสียขุมกำลังไปส่วนหนึ่ง และกระทบแผนจัดตั้งรัฐบาล 376 เสียงไปพอสมควร

แต่แล้วเหมือนโอกาสของฝ่ายประชาธิปไตยจะเปิดกว้างขึ้น เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกุล” ผู้นำแห่งพรรคภูมิใจไทย มาประกาศกร้าวว่านายกฯ ต้องเป็นคนที่ ส.ส.เลือกเท่านั้น จะมาใช้เสียงของ ส.ว. จัดตั้งไม่ได้ เสมือนเป็นการบอกกลายๆ ว่าหากพลังประชารัฐไม่ชนะเลือกตั้ง ก็อย่าดันทุรังฝืนมติประชาชนนั่นเอง เท่ากับภูมิใจไทยตีกรรเชียง ฉีกตัวเองออกไปจากข้อครหาหนุนเผด็จการไปในตัว แต่ก็ไม่ปิดตายในการร่วมรัฐบาลกับทั้ง 2 ขั้ว เพราะทิ้งท้ายไว้ว่า จะเคารพเสียงประชาชน

แล้วก็ตามติดมาด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำค่ายสีฟ้าประชาธิปัตย์ ที่แพ้เลือกตั้งมาตลอดเกือบ 20 ปี ส่งสัญญาณ 2 รอบ คือ ไม่เอาพรรคทุจริตคอร์รัปชันในครั้งแรก และรอบที่ 2 ชัดๆ กันไปเลยว่าไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อบ่งบอกว่าประชาธิปไตยก็ไม่ใช่นั่งร้านของเผด็จการเช่นกัน

จากที่ 2 พรรคประกาศแยกตัวออกจากฝ่ายสืบทอดอำนาจ เปรียบเหมือนเป็นการสร้างขั้วใหม่-ทางเลือกใหม่ให้ประชาชนในช่วงโค้งสุดท้าย ใครจะบอกว่า 2 พรรคนี้ชิงจังหวะ หวังเก็บแต้มเพิ่มจากพลังเงียบ หรือจากกลุ่มหนุนไทยรักษาชาติเดิม ก็สุดแต่จะคิดและคาดการณ์กันไป แต่ที่แน่ๆ การประกาศออกมาแบบนี้ของ “อภิสิทธิ์” มาถูกที่ ถูกเวลา พอเหมาะพอดีที่ทำให้ประชาธิปัตย์เก็บแต้ม จากพลังเงียบและชนชั้นกลางที่ไม่เอาเพื่อไทยมาแต่แรก กับคนที่ไม่เอาทหารมาแต่ต้นได้พอสมควร ส่วนสาเหตุการแสดงจุดยืนนั้นน่าจะมาจากความไม่ลงตัวที่พยายามหารือกันก่อนหน้านี้ หรือหมดความเกรงใจต่อผู้มีอำนาจแล้วจริงๆ ของ “อภิสิทธิ์” นั่นเอง

แต่ทั้งหมดนี้ สะท้อนภาพใหญ่ของการเมืองในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ได้เป็นอย่างดีว่า หากประชาชนเลือกพลังประชารัฐมาเป็นอันดับ 1 ทุกปัญหาก็จะจบ แต่ถ้าเลือกฝ่ายประชาธิปไตย ก็ต้องให้เด็ดขาด ไปให้ถึง 376 เสียง ถึงจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีทางออกที่ 3 คือ ขั้วที่ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เปิดทางไว้ เพราะหาก 2 พรรคนี้รวมกันแล้วมีเสียงมากกว่า 2 ขั้วข้างต้น ก็คงไม่ยากที่จะหาแนวร่วมอื่นมาค้ำยันเสียงให้เกินกึ่งหนึ่งของสภา เพื่อตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน อาจเกิดสมการเป็น ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย อนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ เกิน 250 เสียง ก็เป็นได้!!!

 

Check Also

ศาลตัดสินคดีเปรมชัย จำคุก 16 เดือน คดีล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวร หลุดข้อหาครอบครองซากเสือดำ

ศาลจังหวัดทองผาภูมิ พิพากษาจำคุกนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นเวลา 16 เดือน ใน 3 ข้อหา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (ไก่ฟ้าหลังเทา) ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *