Tuesday , May 21 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / “พันธมิตร” ชนะคดีล้อมรัฐสภา 7 ต.ค. 51 ศาลชี้ผู้ชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่กระทำก่อน

“พันธมิตร” ชนะคดีล้อมรัฐสภา 7 ต.ค. 51 ศาลชี้ผู้ชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่กระทำก่อน

ศาลยกฟ้องคดีพันธมิตรชุมนุมล้อมรัฐสภา ไม่ให้รัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย ชี้แกนนำปราศรัยสมเหตุผลและห้ามไม่ให้เกิดความวุ่นวายแล้ว แต่เพราะเจ้าหน้าที่สลายชุมนุมโดยใช้แก๊สน้ำตา ทำให้ผู้ชุมนุมไม่ทันตั้งตัวระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงตอบโต้เพราะถูกละเมิดสิทธิ์ก่อน

วันที่ 4 มี.ค. 2562 เวลา 08.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว นายสุริยะใส กตะศิลา, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายพิภพ ธงไชย และนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมายังศาลอาญา เพื่อฟังคำพิพากษาคดี พธม.ปิดล้อมรัฐสภา หมายเลขดำ อ.4924/55 ที่ พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง แกนนำ พธม. พร้อมแนวร่วม รวม 21 เป็นจำเลยร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปก่อความวุ่นวาย ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 309 , 310 ที่ ห้องพิจารณาคดี 701

จากกรณีระหว่างวันที่ 25 พ.ค. -7 ต.ค. 2551 พวกจำเลยซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อกดดัน นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อมาเคลื่อนการชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาลไปปิดล้อมอาคารรัฐภา ไม่ให้ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าทีรัฐสภา เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อไม่ให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย คดีนี้จำเลยกลุ่มแกนนำถูกขังในเรือนจำ ส่วนแนวร่วมได้รับการประกันปล่อยตัวชั่วคราว

ตามฟ้องโจทก์บรรยายความผิดสรุปว่า วันที่ 7 ต.ค.51 กลางวัน จำเลยกับพวกใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนพร้อมนำลวดหนามชนิดหีบเพลง และแผงกั้นเหล็ก ยางรถยนต์ ผ่านไปทางลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อขวางบริเวณรอบรัฐสภาทำให้ประชาชนไม่สามารถผ่านไปได้ และปราศรัยปลุกระดมให้ล้อมรัฐสภา เป็นเหตุเหตุให้ ส.ส.และสว.บางส่วนเดินทางเข้าไปประชุมสภาไม่ได้ และจำเลยกับพวกยังร่วมกันข่มขืนใจนายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล , นายมณฑล ไกรวัตนุสรณ์ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย ,นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และข้าราชการฝ่ายการเมืองหลายคน โดยไล่ให้กลับบ้านและขู่ให้กลัวว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และยังมีการโห่ร้อง ด่าทอ ใช้หนังสติ๊ก อาวุธปืนยิง มีดฟัน ใช้ปลายธงทำด้วยเหล็กปลายแหลมแทงเจ้าหน้าที่รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน และนำโซ่ไปล็อกกุญแจทางเข้า – ออกสภาทุกด้าน พร้อมประกาศขู่ว่าหากไม่ยุบสภาในเวลา 18.00 น.จะจับตัวประธานสภา และประธานวุฒิสภา รวมทั้งสมาชิกทั้งหมด ซึ่งสมาชิกรัฐสภาบางส่วนได้ปีนกำแพงหนีออกทางด้านพระที่นั่งวิมานเมฆขณะที่เจ้าหน้าที่หลายคนถูกขังอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง

ต่อมาเวลากลางคืน จำเลยกับพวกยังได้ปราศรัย ยุยงให้กลุ่มพันธมิตร ฯ จำนวนหลายพันคน โดยมีอาวุธ มีด ปืน ไม้กระบอง ธง หนังสติ๊ก ฯลฯ เคลื่อนไปหน้าอาคารรัฐสภาและปิดล้อมทางเข้าออก และได้นำน้ำมันราดบนถนนหน้ารัฐสภาและขู่ว่าจะใช้กำลังประทุบร้าย ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งใช้รถกระบะ ทะเบียน วพ1968 กทม. ที่ขับขี่โดยนายปรีชา ตรีจรูญ ขับรถพุ่งไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งอัยการได้แยกฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาไปแล้ว

ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธโดยโจทก์ได้ขอให้ศาลพิพากษานับโทษ นายสนธิ จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีหมิ่นประมาท 4 สำนวนและ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 อีก 1 สำนวนด้วย โดยศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.4924/2555 ซึ่งศาลสอบคำให้การจำเลยแล้ว ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่จำเลยบางส่วนได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี คนละ 200,000 บาท

เมื่อถึงเวลาศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่นำสืบของคู่ความทั้งสองเเล้ว เห็นว่าการที่เเกนนำปราศรัยให้ประชาชนมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเเทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นการปราศรัยให้ความรู้ต่อประชาชนในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาล โดยมีการตั้งข้อสังเกตุถึงการขึ้นสู่ตำเเหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช ที่มีการพยายามเเก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ประโยชน์ในเรื่องที่ถูก คตส.ตรวจสอบเรื่องทุจริตเเละกรณีที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค รวมถึงคดีที่ทำให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

อีกทั้งการชุมนุมจองจำเลยทั้ง 21 เป็นการชุมเเสดงสัญลักษณ์ มีการปราศรัยที่สมเหตุผล ห้ามปรามไม่ให้ก่อความรุนเเรง ถือเป็นการชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาตรา63 ได้รองรับไว้ เเละเเม้จะมีการกีดขวางกระทบการจราจรไปบ้างเเต่ก็เป็นปกติของการชุมนุมเเสดงออกตามสิทธิ การชุมตั้งเเต่วันที่ 5-7 ต.ค.ไม่ปรากฎว่ามีความรุนเเรงหรือมีผู้ใดฝ่าฝืนทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

เเต่ความวุ่นวายในการชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.เริ่มจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังยิงเเก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเปิดทางให้นายสมชาย เข้าไปเเถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยพลันด่วน ทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งไม่ทันตั้งตัวเเละได้รับบาดเจ็บความเสียหายไม่สามารถระงับอารมณ์ขว้างปาขวดน้ำสิ่งของโต้ตอบกรณีเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการถูกละเมิดสิทธิ ไม่ใช่ว่าการชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มจำเลยก่อนหน้านั้นจะไม่สงบ อีกทั้งเหตุการอื่นตามฟ้องของอัยการก็ไม่ปรากฎว่ามีเเกนนำไปอยู่บริเวณที่เกิดเหตุที่จะเกี่ยวข้อง เเละเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ชุมนุมถูกสลายการชุมนุมเมื่อช่วงเช้าวันวันที่ 7 ต.ค.การกระทำของจำเลยทั้ง 21 จึงเป็นการชุมนุมโดยสงบ ตามรัฐธรรมนูญพิพากษายกฟ้อง (เวิร์คพอยท์)

 

 

 

Check Also

“บิ๊กตู่” พร้อมเป็นนายกฯต่อ เผย การทำงานต่อไป หายใจเข้าไว้ เพื่อคนไทยทั้งประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 15พ.ค.62  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความหวังที่จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งว่า “ก็ไม่ได้หวังอะไร อย่ามาถามความหวังของผม มันอยู่ที่ประชาชน” เมื่อถามว่า กระแสพรรคพลังประชารัฐมีเสียงสนับสนุนจากหลายพรรคทำให้เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งรู้สึกอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *