Tuesday , March 19 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / “เพื่อไทย” ไม่กล้าสานต่อ”จำนำข้าว” พิสูจน์แล้วว่าโกง? ตอกย้ำความจริง.. ทำชาติเสียหายหายแสนล้าน !!

“เพื่อไทย” ไม่กล้าสานต่อ”จำนำข้าว” พิสูจน์แล้วว่าโกง? ตอกย้ำความจริง.. ทำชาติเสียหายหายแสนล้าน !!

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายโครงการรับจำนำข้าวของเพื่อไทย กลับมาเป็นประเด็น Talk of the town อีกครั้ง หลังจากที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย อย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ออกมาสปฏิเธ ว่าเพื่อไทยจะไม่สานต่อนโยบายจำนำข้าว เพราะมีจุดที่มีปัญหา คนรู้สึกกับคำๆ นี้ ต้องยอมรับความจริงเอามาเป็นบทเรียน เพราะไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น

นั้นเท่ากับเป็นการยอมรับถึงความล้มเหลวของ โครงการจำนำข้าว เพราะคนระดับ นายชัชชาติ ดีกรีไม่ธรรมดาเป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลชุดที่เป็นผู้ปฏิบัต ลงมือทำ ตามสโลแกน “ทักษิณคิด..เพื่อไทยทำ” คือ การจำนำข้าวทุกเม็ด ที่ราคา 15,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าวขาว และ 20,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิ ซึงเป็นราคาที่สูงเกินจริงในราคาท้องตลอด โดยปราศจาการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือมารองรับ

การดำเนินนโยบายดังกล่าว ภายใต้ความคิดที่เชื่อว่าเมื่อรัฐบาลมาผูกขาดตลาดข้าวแล้วก็จะทำให้สามารถ ควบคุมราคาในตลาดโลกได้ โดยจะสามารถตั้งราคาบวกไปจากต้นทุนนิดหน่อยได้ ซึ่งในความเป็นจริง รัฐบาล/ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคาในตลาดโลกได้เลย อีกทั้งทำให้กลไกการตลาดเสียหาย ตลาดค้าข้าวของไทยเสียหาย และนำไปสู่การทุจริต…ล้มเหลวทั้งเชิงนโยบาย และทางตัวเลข

โครงการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะนอกจากใช้เงินหลายแสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลยังมีผลขาดทุนอีกหลายแสนล้านบาท

คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล ได้ทำการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 14 โครงการ โดยเป็นของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จำนวน 3 โครงการ คือ ข้าวเปลือกนาปี 2554/55 ข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และข้าวเปลือกนาปี 2555/56

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ 3 โครงการตามที่คณะอนุกรรมการสรุปได้ใน 3 ฤดูผลิต คือ

-โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 มีปริมาณรับจำนำ 6,924,485.91 ตัน รายได้ จำนวน 40,024.98 ล้านบาท ต้นทุนจากการดำเนินงาน เช่น มูลค่าผลิตผลที่รับจำนำ ค่าแปรสภาพ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น และต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินกู้ (ดอกเบี้ย) เป็นต้น รวมจำนวน 94,851.16 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิ 54,826.18 ล้านบาท หากรวมค่าเสื่อมสภาพสินค้า จำนวน 6,399.58 ล้านบาท จะมีผลขาดทุนสุทธิหลังหักค่าเสื่อมสภาพสินค้า จำนวน 61,225.76 ล้านบาท

-โครงการรับจำนำข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2555 มีปริมาณรับจำนำ 14,864,546.21 ตัน รายได้จำนวน 20,231.88 ล้านบาท ต้นทุนจากการดำเนินงาน เช่น มูลค่าผลผลิตที่รับจำนำ ค่าแปรสภาพ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น และต้นทุนในการจัดหาแหล่งเงินกู้ (ดอกเบี้ย) เป็นต้น รวมจำนวน 166,566.89 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสิทธิ 146,335.01 ล้านบาท

-โครงการรับจำนำนาปี ปีการผลิต 2555/56 มีปริมาณรับจำนำ 14,671,066.24 ตัน รายได้จำนวน 20,231.88 ล้านบาท ต้นทุนจากการดำเนินงาน รวม 166,566.89 ล้านบาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิ 146,335.01 ล้านบาท

สรุปปิดบัญชีในรัฐบาลนี้ 3 ฤดูผลิต มีรายได้ 61,741.45 ล้านบาท มีผลขาดทุน 220,968.78 ล้านบาท มีมูลค่าสินค้าคงเหลือ 226,851.58 ล้านบาท เมื่อเทียบกับตัวเลขปิดบัญชีในวันที่ 31 พ.ค. มีรายได้ 98,005.39 ล้านบาท ขาดทุน 332,372.32 ล้านบาท มีมูลค่าสินค้าคงเหลือ 161,434.02 ล้านบาท

โครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายที่มีโอกาสทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย พบมีการทุจริตในทุกขั้นตอน  ทั้งต้นน้ำมีการโกงความชื้น และน้ำหนักเพื่อกดราคาชาวนา การสวมสิทธิ์ รวมทั้งข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสวมสิทธิ์ การออกใบประทวนเท็จ การใช้เอกสารปลอม…“ความเสียหายขั้นตอนกลางน้ำ” มีข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวเน่า ข้าวไม่ได้มาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ ข้าวสูญหายจากโกดัง ความเสียหายในสองขั้นตอนนี้ ถือเป็นความเสียหายที่เกิดจากฝ่ายปฏิบัติ

และปลายน้ำ ที่ศาลได้ชี้ให้เห็นถึงการทุจริต นั่นคือการระบายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งศาลเคยวินิจฉัยว่า เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย เป็นการแอบอ้างสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อนำข้าวมาเวียนเทียนขายแก่ผู้ค้าในประเทศ เรื่องนี้ ทำเอา รัฐมนตรี  รัฐมนตรีช่วย ข้าราชการประจำ หรือแม้แต่ภาคเอกชน ต้องติดคุกกัยระนาว อาทิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะปธ.อนุกก.พิจารณาระบายข้าว 42 ปี , นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ในฐานะปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำนวน 36 ปี นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 40 ปี ,นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีต รองอธ.กรมการค้าต่างประเทศ 32 ปี,นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศและอดีตผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ 24 ปี และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง คนสนิทนายทักษิณ  48 ปี

และชี้ให้เห็นถึงกรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ว่า  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจให้นางสาวยิ่งลักษณ์ทราบรายละเอียด และวิธีขายที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติของรัฐต่อรัฐ

พาดพิงถึงผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าว ที่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตเกี่ยวกับการค้าข้าวในอดีต และบุคคลที่เป็นผู้ช่วยส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนรัฐวิสาหกิจจีนมาซื้อข้าว

ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐจริง  แม้นายบุญทรงจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่กรรมการก็ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายบุญทรง และการตรวจสอบก็ไม่ตรงประเด็นการอภิปราย แสดงว่าเป็นการตรวจสอบไม่จริงจัง

นางสาวยิ่งลักษณ์ปรับนายบุญทรงออกวันที่ 30 มิถุนายน 2556 หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนานถึง 7 เดือน ซึ่งนำไปสู่การทำสัญญาเพิ่มอีก พฤติการณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ทราบว่าการขายไม่ชอบด้วยกฏหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้งปล่อยให้มอบข้าวตามสัญญา

ศาลได้พิพากษาว่า การกระทำของนางสาวยิ่งลักษณ์ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตัดสินจำคุก 5ปี แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้หลบหนีออกนอกประเทศเสียก่อน ทิ้งลูกน้องบริวาร ให้ต้องชดใช้กรรม แต่ตัวเองกลับหนีออกไปเสวยสุขในต่างแดน

ดังนั้นหาก นโยบายรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาชาวนา ตามคำกล่าวอ้างของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด  ทำไมในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย ถึงไม่สานต่ออีกครั้ง แต่นายชัชาติกลับ บอกว่าต้องยอมรับความจริงเอามาเป็นบทเรียน เพราะไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น (ทีนิวส์)

 

 

Check Also

ส่องทิศทางการเมืองสองขั้ว

เหลืออีกเพียง 12 วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้ง ภาพใหญ่การเมืองจากที่มี 2 ฝ่าย พรรคฝั่งประชาธิปไตย กับ สืบทอดอำนาจ ให้ประชาชนตัดสินใจก่อนที่จะมีอีกทางเลือกชัดเจนขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย ทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่ต่างออกมาประกาศกันคนละจุดยืน แต่ปลายทางเดียวกัน เดิมที ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *