Thursday , December 14 2017
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / “มีชัย” ชี้ช่องพธม. ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์โดยมิชอบผิดม.157
4d9660e2f7ec403a84786b08e6924404_620

“มีชัย” ชี้ช่องพธม. ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์โดยมิชอบผิดม.157

นายมีชัย ฤชุพันธ์ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงช่องทางกฎหมายในการกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) ที่กระทำผิดต่อหน้าที่ว่า สามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นถอดถอนได้หากเป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือถ้าทำให้บุคคลใดเสียสิทธิ์ ผู้เสียสิทธิ์สามารถฟ้องศาลได้

ส่วนกรณีตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ช.อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ หากป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์แล้วพบว่าเป็นการไม่ยื่นอุทธรณ์โดยไม่สุจริต ก็สามารถดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือเข้าชื่อถอดถอนได้ ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็เปิดช่องให้ดำเนินการได้หลายกรณี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทำผิดมาตรฐานจริยธรรมเท่านั้น เพราะ ป.ป.ช. ก็อยู่ภายใต้กฎหมายเช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่น แต่ต้องไม่กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน เพราะจะถูกฟ้องกลับได้

“กลไกที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้ามีการกล่าวหามายังสภาฯ สภาก็ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากนั้นศาลฯจะตั้งคณะผู้ตรวจสอบอิสระไปสอบ หากพบว่า มีมูลความผิด ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีได้ แต่ก่อนที่เรื่องจะไปถึงศาลฯ ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา จะทำการกลั่นกรอง หากกล่าวหาลอยๆ ไม่มีหลักฐาน ก็สามารถใช้ดุลพินิจไม่ส่งศาลได้ เพราะไม่เช่นนั้น หากมีคนร้องมากว่า 500 ราย แล้วส่งศาลให้ตั้งคณะผู้ตรวจสอบ ศาลก็ตายพอดี” นายมีชัย กล่าว

สมชัย ท้า มีชัย แก้ชื่อเสียงไม่ได้รับผิดชอบอย่างไร

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงถึงกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.โดยกำหนดให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองจับแยกเบอร์รายเขต ว่า  เป็นวิธีการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งจากที่ได้รวบรวมสถิติการเลือกตั้ง ส.ส.ย้อนไปตั้งแต่ปี 2544 – 2557 รวม 6 ครั้ง มีเพียงครั้งเดียวคือครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.50 ที่หมายเลขผู้สมัครรายเขต กับหมายเลขผู้สมัครบัญชีรายชื่อเป็นคนละหมายเลขเนื่องจากรูปแบบการเลือกตั้งมีการแบ่ง ส.ส.เขตออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ฉะนั้นถ้ามองย้อนหลังไป 20 ปีถือว่าประชาชนชินกับการที่ผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมืองใช้หมายเลขเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จะเห็นบรรยากาศว่าถนนสายเดียวกัน ผู้สมัครจากพรรคเดียวกัน แต่จะมีเบอร์ต่างกัน

นายสมชัย กล่าว ส่วนตัวเห็นว่า หลักการดังกล่าว ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญถ้าใช้บังคับ กกต.ก็สามารถปฏิบัติได้ แต่จะปฏิบัติได้ยากโดยอาจจะมีปัญหาใน 3 ส่วน 1.กรณีการรับสมัคร จับสลากหมายเลขผู้สมัครจากที่เคยจับสลากเพียงแค่จุดเดียว กกต.ก็ต้องจัดชุดแยกดำเนินการใน 350 เขต หากเกิดกรณีการปิดล้อมจับสลากไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาไม่สามารถจัดเลือกตั้งภายในวันเดียวได้ เพราะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย ก็ต้องมีการเลื่อนวันเลือกตั้งเพื่อให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

2.การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ยากที่จะควบคุมในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานการปลอมแปลงบัตรเพราะเมื่อพรรคและผู้สมัครไม่ใช้หมายเลขเดียวกัน และหลักการใหม่ให้ใช้บัตรใบเดียว ดังนั้น ในหนึ่งบัตรก็จะต้องมีทั้งหมายเลขผู้สมัคร สัญลักษณ์และชื่อพรรคการเมือง ก็เท่ากับว่าแบบของบัตรก็จะมี 350 แบบตามแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่ใช่บัตรรูปแบบเดียวอย่างที่เคยใช้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดพิมพ์เพื่อให้ทันกับเวลา จึงต้องแยกพิมพ์เป็นของแต่ละจังหวัดในโรงพิมพ์ของท้องถิ่นนั้น ไม่สามารถใช้โรงพิมพ์ส่วนกลางที่เดียวได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดมาตรฐานบัตรเพื่อป้องกันการปลอมแปลงสูง เช่นการใช้ลายน้ำ การกำหนดรหัสลับ สีของบัตรเลือกตั้ง ไม่สามารถทำได้ เพราะโรงพิมพ์ท้องถิ่นไม่มีศักยภาพเพียงพอ

“ผลก็คือพอถึงเวลาเปิดหีบ 08.00 น.ของวันเลือกตั้ง เมื่อประชาชนเข้าแสดงตนรับบัตรเลือกตั้งแล้ว สีและลักษณะของบัตรเลือกตั้งถูกเปิดเผยเชื่อว่าไม่เกิน 12.00 น.บัตรปลอมก็พิมพ์เสร็จแล้วก็จะถูกหัวคะแนนแจกให้กับประชาชนเพื่อไปกากบาทแล้วพกเข้าหน่วยเลือกตั้งไปหย่อน สลับกับเอาบัตรเลือกตั้งจริงออกมา นี่คือสิ่งที่ กกต.เป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดการรั่วไหลในการพิมพ์แล้วเกิดการโกงกันทั้งประเทศ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ยกเว้นว่าอยากทำให้โกงกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็ทำกระบวนการนี้” นายสมชัย กล่าว

และว่า 3.การรวมคะแนน เจ้าหน้าที่ กกต.ยืนยันว่ารูปแบบที่กรธ.คิดยังสามารถเขียนโปรแกรมประมวลผลได้ แต่ปัญหาคือตรวจสอบของภาคประชาชน หรือองค์กรที่ร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งจะทำให้ได้ยาก ซึ่งเท่ากับว่า การเลือกตั้งจะอยู่ภายใต้มือกกต. ไม่ใช่กกต.ต้องการโกง แต่ต้องการให้ภาคประชาชนตรวจสอบได้ง่าย และรูปแบบใหม่ก็จะทำให้ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น

“คนที่บอกว่าทำแบบนี้แล้วการซื้อเสียงจะหมดไป กล้าไหมที่จะบอกว่า ถ้าการซื้อเสียงยังเกิดขึ้นมากกว่าเดิม จะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเราเทียบกับการเลือกตั้งระดับเล็กๆ ในท้องถิ่นเช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เบอร์ไม่มีความหมาย จำแค่หน้า จะเห็นว่าการซื้อเสียงกลับรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้นคิดว่าในการเลือกตั้ง เมื่อเราให้พรรคใช้ระบบไพรมารี่โหวต แต่ละพื้นที่ประชาชนเป็นฝ่ายเลือกผู้สมัครแล้ว ถ้าที่สุดเขาจะเลือกเสาไฟฟ้าเราก็ต้องยอมรับ” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย ยังกล่าวอีกว่า ที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ ตนเองไมได้อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์อะไร เพราะการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่ ซึ่งเป็นห่วงว่ากกต.ชุดใหม่ และสำนักงานจะต้องทำงานลำบากมากขึ้น แต่ถ้าใช้รูปแบบเดิมซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสม การจัดการก็สะดวก พรรคการเมืองก็ไม่เหนื่อย การทำเอกสารหาเสียงก็ง่าย ไปหาเสียงแต่ละเวทีก็ไม่ต้องจำว่าเขตนี้เบอร์อะไร เพราะพรรคไม่ได้ว่างมากเท่าคนร่างกฎหมาย อีกทั้งเห็นว่าบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่อยากจะคิดอะไรเขียนอะไรใหม่ ก็เอามาลองไปเรื่อยๆ ข้อดีมีอยู่แน่นอน แต่ก็ต้องพิจารณาวันมันคุ้มเสียหรือไม่

Check Also

1-1

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์หลังอียูหันหน้าจับมือทางการเมืองกับไทยในทุกรูปแบบ

วันที่ 13 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ กรณีที่ข้อมติของที่ประชุมคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 รวม 14 ข้อ (“ข้อมติ”) โดยระบุว่าจะติดต่อทางการเมืองกับประเทศไทยนั้น โดยทางพรรคเพื่อไทยได้แถลงดังนี้ 1.พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงคุณค่าของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งมีมายาวนาน ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>