Tuesday , June 18 2019
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / อภิสิทธิ์ ย้ำ วิษณุ ให้เกียรติ กรธ. จี้เขียนเพื่อ ปชช. อย่าตามใบสั่ง

อภิสิทธิ์ ย้ำ วิษณุ ให้เกียรติ กรธ. จี้เขียนเพื่อ ปชช. อย่าตามใบสั่ง

23 ก.ย. 58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการตอบโต้กันไปมาระหว่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับกรอบเวลาของโรดแม็ป โดยนายวิษณุเสนอสูตร 6-4-6-4 แต่นายจาตุรนต์ เสนอสูตร3-3 3-2  ว่า ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าควรมุ่งไปที่สาระของรัฐธรรมนูญ เพราะเวลาหยิบเรื่องลอยๆมาพูดทำให้เกิดประเด็นความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ทุกอย่างอยู่ที่เนื้อหาสาระ เนื่องจาก ยังไม่ทราบเลยว่า 21 คนจะเป็นใคร จะมาพูดแทนได้อย่างไรว่าจะต้องเสร็จกี่เดือน พอคนเข้ามาทำงานมีการแสดงกระบวนการทำงานที่ชัดเจนก็จะได้คำตอบที่เหมาะสมในตัวของมันเอง ส่วนสูตร6-4-6-4   คือกรอบของกฎหมายว่าอย่าเกิน ส่วนจะเป็นไปตามนั้น หรือไม่ก็อยู่ที่วิธีการทำงานในแต่ละขั้นตอน ตรงนี้ต้องมาดูกันตอนนั้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ถ้าคณะทำงานชุดใหม่เข้ามาฉบับเดิมดีอยู่มากมายก็ไม่ต้องไปยุ่งเลย ภายใน2 วันก็ได้ตั้ง 100 กว่ามาตรา ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลว่าจำเป็นจะต้องทำกันถึง6 เดือนหรือไม่ แต่ถ้าคณะทำงานเข้ามาแล้วพูดว่าจะต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด ก็อาจจะเป็น6 เดือน ทุกอย่างต้องเอาเหตุและผลมาว่ากันว่าอะไรเหมาะสม ดูจากเนื้อหาสาระ เช่นสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน นำเขาข้อทักท้วงข้อติติง ประเด็นต่างๆมาพิจารณา มีการระดมความเห็นหาข้อยุติและดำเนินการเดินหน้าต่อไป ส่วนเรื่อง คปป.ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ หากจะให้มีในรัฐธรรมนูญต้องดูว่า มีแบบไหน อย่างไร อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ค้านคปป. แต่ไม่ปฏิเสธแนวคิดที่บอกว่าอาจจะต้องมีกลไกที่มา คือ สามารถระงับยับยั้งหรือถ่วงดุลไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจในทางที่ผิดเหลวไหล แต่คนที่จะมาทำตรงนี้จะต้องมีที่มาที่ไปที่รับกันได้ คือมีความรับผิดชอบต่อประชาชน หรือมีกลไกที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีความเป็นกลางจนเป็นที่ยอมรับ และผมไม่ปฏิเสธว่าในสถานการณ์คับขันอาจจะต้องมีการใช้อำนาจพิเศษบางอย่างเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ใช่การทำกลไกถาวรในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ และหากจะใช้กลไกเหล่านี้มาทำเรื่องการปฏิรูปก็ต้องบอกให้ชัดว่าจะปฏิรูปอะไรไม่ใช่พุดลอยๆ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปในทิศทางไหน แต่สร้างกลไกบังคับให้รัฐบาลเดินซ้าย ขวา ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอย่างไรเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ตนอยากให้ กรธ.มีความอิสระในการร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาตนย้ำว่า กรรมการจะทำงานอะไรตามใจใคร ต้องให้ประชาชนเห็นชอบ ฉะนั้นการจะไปตามใจหรือใครกำหนดธงอย่างไรไม่ได้ช่วยให้กรธ.ทำงานได้ เพราะเขาต้องเป็นคนเอาร่างนี้ไปให้ประชาชนเห็นชอบ ที่ผ่านมากมธ.ยกร่างฯชุดที่แล้วยังทำงานตามคำขอของทางครม. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าผลที่ออกมามันสะท้อนว่าเกิดปัญหาขึ้น ฉะนั้นน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ.ชุดใหม่ว่าถ้าทำตามคำขอและประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย สิ่งที่ทำไปก็จะสูญเปล่า  ส่วนจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ.ชุดใหม่ หรือคสช.และรัฐบาล หรือไม่ ตรงนี้จะไปห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ว่าคนที่มีหน้าที่ที่จะเขียนต้องรับผิดชอบตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ถ้ารัฐธรรมนูญที่จะร่างไม่ผ่านคนมีอำนาจก็ยังอยู่ในอำนาจ และร่างรธน.ต่อไปเรื่อยๆ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตรงนั้นเป็นการมองในมุมของกฎหมาย แต่ควรจะต้องมองสภาพความเป็นจริงของสังคมและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศ อย่าไปมองแค่เพียงว่าเมื่อรธน.ไม่ผ่านแล้วเราก็อยู่ได้ ไม่ต้องตั้งใจให้มันผ่านหรืออะไรอย่างนั้น ต้องมองว่าถ้ามันไม่ผ่านอีกสภาพของสังคมจะเป็นอย่างไร ประชาคมโลกจะมองเราอย่างไร ปัญหาที่จะตามมาอย่างเรื่องเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างไร

” ส่วนถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านใครจะต้องรับผิดชอบนอกจากคสช.นั้น ผมมองว่า คงไม่ใช่คสช. แต่คนรับผิดชอบคือคนที่เขียนรธน. ซึ่งก็จะเหมือนในยุคก่อนๆที่เราเคยพูดว่าเวลาที่ฝ่ายเรื่องไปบอกให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือราชการทำในสิ่วงที่ไม่ถูกต้อง แล้วไปคิดว่าเขาขอมาเขาสั่งมา แล้วก็ไปทำตาม สุดท้ายคุณก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำตามอำนาจหน้าที่ ตรงนี้ก็เช่นกัน หากใครไปขออะไรแล้วคุณไปทำ คุณต้องรับผิดชอบการตัดสินใจตัวเอง 21 คนต้องคิดแบบนี้ ต้องดูความเจ็บปวดของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯเป็นตัวอย่าง ดังนั้น 21 คนจะมีความหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแม้จะมีการร้องขอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนเขียนว่าจะเขียนอย่างไร ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า สำหรับกรณีที่นายกฯเองก็ตั้งสเปกและมีธงไว้ชัดเจนว่าจะทำอะไรจะต้องตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจะทำให้ กรธ.ขาดอิสระหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตรงนี้ตนไม่ทราบ แต่กลไกเหล่านี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทำความเห็นและรัฐธรรมนูญชั่วคราวเองก็เปิดโอกาสให้หลายองค์กรทำความเห็นไปได้ แต่ก็เป็นแค่ความเห็น อำนาจหน้าที่อยู่ที่ผู้เขียนและผู้ร่าง

เมื่อถามว่าแต่ประเด็นคือเขาไม่ใช่แค่มีอำนาจ แต่เขามีอำนาจที่จะควบคุมทุกอย่างได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าคนที่ตัดสินใจมาทำงานตรงนี้ก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ  และหากจะไปเขียนตามคนนั้นคนนี้สั่งก็ให้คนสั่งมาเขียนเองเลย ทั้งนี้เห็นว่าที่ผ่านมาอาจจะมีกระบวนการเจรจาต่อรองกันอยู่ คนที่เป็นคนร่างจะเป็นคนยืนยันข้อเท็จจริงได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายคนอนุมัติก็คือประชาชน เพราะหากไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทุกอย่างก็สูญเปล่าและไม่เป็นประโยชน์กับใคร

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีประวัติศาสตร์การเมืองมาแล้วว่าประเทศไทยใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญกว่า10 ปีแล้ว ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า แล้วตอนนี้มันยุคไหนแล้ว เราอยากจะกลับไป ยาวนานขนาดนั้นหรือ เวลานี้มีแต่ทุกคนอยากให้ประเทศเดินหน้า แต่ประเทศถ้าจะเดินหน้าไม่ได้เดินอยู่ตัวคนเดียวจะต้องเดินไปกับสังคมโลก เราต้องรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตนไม่เชื่อว่าใครอยากจะย้อนกลับไปแบบนั้น

“ผมคิดว่ายาก ที่จะเดินไปในเส้นทางแบบนั้น  เพราะดูได้จากสภาพสังคม บ้านเมืองจะต้องเดินหน้าอย่างสงบ ประชาชนต้องมีความหวัง ได้รับการตอบสนอง ถ้าเราเดินวนเวียนไปมาไม่จบสิ้น จะไม่ตอบโจทย์ใครเลย  แต่ผมไม่เชื่อและเชื่อความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ที่บอกว่าอยากให้ประเทศชาติเดินหน้า ประเทศสงบ ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของสังคม หากจะปฏิรูปพรรคการเมือง ควรทำ1. อนุญาตให้พรรคการเมืองไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกันตั้งแต่วันนี้  และ2. เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองประชุมทำกิจกรรมเพื่อปฏิรูปพรรคตัวเอง ห้ามทำกิจกรรมที่กระทบกับความมั่นคง  ถึงจะเรียกว่ามาช่วยกันปฏิรูปพรรคการเมืองเพื่อให้การเมืองเดินไปข้างหน้า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกควำไปก็ยังมีการลดทอนอำนาจป.ป.ช.ในเรื่องการไต่สวนข้อเท็จจริง ทำให้มีการแยกส่วนจนอาจส่งผลต่อระบบการไต่สวนที่ทำให้อาจถูกตัดตอนจนหาผู้บงการไม่ได้ และยังมีการเปิดโอกาสให้นักการเมืองทุจริต มีช่องทางต่อสู้ที่ยืดเยื้อมากขึ้น ทั้งนี้การจะเขียนกฎหมายต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย แต่ถ้าไปแยกกันก็จะทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการเอาคนผิดมาลงโทษ

Check Also

เปิดโผ “ครม.ประยุทธ์ 2/1” จบศึกแย่งชิงเก้าอี้!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเย็นวานนี้ มีความคืบหน้ากรณีกระแสข่าวปัญหาจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พยายามทวงคืน 3 กระทรวงเกรดเอ คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ...