Friday , July 28 2017
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / ต่างชาติอย่าจุ้น “บิ๊กตู่” ลั่นไม่ยกระดับ “บีอาร์เอ็น”เป็นองค์กรก่อการร้าย
1

ต่างชาติอย่าจุ้น “บิ๊กตู่” ลั่นไม่ยกระดับ “บีอาร์เอ็น”เป็นองค์กรก่อการร้าย

16 พ.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ฮิวแมนไรตส์วอตช์ เสนอให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประกาศให้กลุ่มแนวร่วมปฎิวัติแห่งชาติมลายู (บีอาร์เอ็น) เป็นองค์กรก่อการร้าย เพื่อให้นานาประเทศได้เข้ามาเพิ่มแรงกดดัน ว่า รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ในส่วนของการกระทำความผิดเพื่อป้องกันความรุนแรง แต่การจะเอาองค์กรต่างๆ เข้ามาในประเทศเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะต่างประเทศอาจเข้าใจปัญหาของไทยไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้สนับสนุนการแก้ไขปัญหา เหมือนกับที่ทำในประเทศอื่นและมีปัญหาตามมา ปัญหานี้มีหลายอย่างที่ซับซ้อนไม่ใช่เฉพาะการก่อเหตุความรุนแรง แต่ยังมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี เพราะเมื่อในพื้นที่วุ่นวาย ผู้ก่อเหตุก็เคลื่อนไหวได้สะดวก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวด และประชาชนในพื้นที่ต่างเข้าใจในปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐมากขึ้น แต่หากมีการให้เครดิตแก่ผู้ก่อเหตุมาก ก็จะเพิ่มแรงกดดันแก่ฝ่ายรัฐ เพราะองค์กรที่ก่อเหตุที่ยูเอ็นเอ่ยชื่อมานั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยกระดับ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศในอาเซียน คือจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน แต่พร้อมจะให้การสนับสนุน เช่นที่มาเลเซียให้การสนับสนุนการพูดคุยสันติสุข

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาคือแนวทางการพัฒนา โดยจะส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความรักและปกป้องพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวันนี้ประชาชนในพื้นที่ต่างไม่เชื่อคำบิดเบือน แต่ยังมีความหวาดกลัว ดังนั้น มาตรการทางทหารและกฎหมายจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้นักวิชาการนำเสนอมุมมองของปัญหาเพียงแค่ด้านเดียว เพราะการนำต่างชาติเข้ามาจะแก้ไขปัญหาไม่จบสิ้น เพราะปัญหาในพื้นที่นี้ไม่เหมือนที่อื่น

ขอร้องอย่าหาเรื่อง “บิ๊กตู่”ยั้ว พยาบาล ปมไม่พอใจบรรจุขรก.

“บิ๊กตู่”ยั้วหลังสหพันธ์วิชาชีพพยาบาลไม่พอใจมาตรการรัฐบาลทยอยบรรจุ ขอร้องอย่าหาเรื่องให้เกิดขัดแย้ง แนะภาคเอกชนต้องลงทุนสร้างพยาบาลวิชาชีพด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาอีก

17 พ.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางสหพันธ์วิชาชีพพยาบาล และพยาบาลบางส่วน ยังไม่พอใจมาตรการที่รัฐบาลแก้ปัญหา ว่า ไม่พอใจแล้วจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า ทางกลุ่มพยาบาลดังกล่าวต้องการให้มีการบรรจุทั้งหมด 10,992 คน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มันจะบรรจุได้อย่างไร จะเอาเงินที่ไหนมาบรรจุ วันนี้ก็ได้มีการบรรจุมีเงินเดือนไปส่วนหนึ่งแล้ว วันหน้าก็ไล่ลำดับตามมา ซึ่งทุกกระทรวงก็เป็นแบบนี้ ที่ไม่ใช่มีข้าราชการอย่างเดียว ต้องมองถึงส่วนอื่นๆ ด้วย อย่าออกมาชี้นำกับแบบนี้ ใครที่ทำแบบนี้มันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ วันหน้าจะอยู่กันอย่างไร ถ้าถามว่าสำคัญไหมมันก็สำคัญ แต่ได้มีการเป้าหมายไว้แล้วว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องมีพยาบาลจำนวนเท่าไร แล้วค่อยผลิตให้ได้ตามความต้องการ โดยต้องมีเงื่อนไขว่าเมื่อผลิตแล้วจะต้องไม่ลาออก ซึ่งถึงเวลาจริงก็บังคับกันไม่ได้ส่วนใหญ่ลาออกไปทำงานกับภาคเอกชน ถึงได้บอกว่าต้องแก้ทั้งระบบ ถ้าจะให้บรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการทั้งหมดหมื่นกว่าอัตรา ไม่นึกถึงกระทรวงอื่นบ้างหรือ พยาบาลทำงานหนักคนเดียวหรืออย่างไร มันไม่ใช่

ส่วนตัวเชื่อว่าพยาบาลและหมอส่วนใหญ่เข้าใจ มีเพียงส่วนน้อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าไปสร้างประเด็นเหล่านี้ออกมา ไม่เช่นนั้นจะยุ่งไปกันใหญ่ ข้าราชการก็จะเสียหายกันหมด วันนี้ก็เป็นลูกจ้าง พนักงาน พนักงานชั่วคราว พนักงานข้าราชการ จากนั้นถึงไล่เป็นข้าราชการ มันต้องเป็นอย่างนี้ วันนี้มาบอกว่าข้าราชการเยอะจำเป็นต้องลดข้าราชการากส่วนอื่นลงมาก็ถูกต้อง ทุกกระทรวงก็ทำแบบนี้

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะพยาบาลก็ให้มากหน่อยเพราะเห็นว่าจำเป็น แต่ถ้าทุกคนเรียกร้องจะเอาให้ได้ทั้งหมด เราทำให้ไม่ได้ เมื่อวานนี้กลุ่มสหพันธ์วิชาชีพพยาบาลออกมาเรียกร้องก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง พยาบาลที่เหลือส่วนใหญ่เชื่อว่าเข้าใจ ถ้าเรียกร้องแสดงความไม่พอใจกันเช่นนี้ก็คงบรรจุไม่ได้เลย จะยังไม่บรรจุจนกว่าเรื่องจะเรียบร้อย เอากันหรือไม่แบบนี้ ปีนี้ก็บรรจุได้ 2 พันกว่าตำแหน่ง ตามโควตาที่มีการเกษียณอายุ และตำแหน่งว่าง ในส่วนที่เหลือก็ทยอยทำในอีก 3 ปีข้างหน้า จะทำอะไรให้คิดถึงคนอื่นบ้าง ขอร้องว่าอย่าหาเรื่องให้มันขัดแย้งกันนักเลย ผมพยายามทำให้ดีที่สุดก็ทำได้แค่นี้ แล้วก็รอดูวันข้างหน้าต่อไปทุกอย่างต้องเดินไปตามโรดแมป เรื่องคน เรื่องทรัพยากรมนุษย์ เรื่องทุนการศึกษา การเรียนแพทย์พยาบาล จะผลิตมากหรือน้อยก็ต้องดูตามความต้องการ และความจำเป็น เพราะต้องผลิตให้กับภาคเอกชนด้วย ซึ่งภาคเอกชนก็ต้องมาลงทุนตรงนี้ด้วย ถ้าไม่มาลงทุนพยาบาลก็จะหนีไปข้างนอกหมด

นายกฯ คาดหวัง ขรก.รุ่นใหม่ ซื่อสัตย์-สุจริต-คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

นายกฯ คาดหวังให้นักบริหารเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ตระหนักถึง “ความซื่อสัตย์ – สุจริต – คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน” สู่การปฏิรูปสู่ข้าราชการ 4.0 นำประเทศเปลี่ยนแปลงตามโรดแม็ป

17 พ.ค.60 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวมอบโอวาทข้าราชการที่สำเร็จจากโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ พร้อมมอบประกาศนียบัตรและเข็มที่ระลึกแก่ข้าราชการที่สำเร็จจากโครงการพัฒนา นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ รุ่นที่ 9 จำนวน 39 คน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะผู้บริหาร อาจารย์ ที่ปรึกษา และข้าราชการผู้สำเร็จโครงการเข้าร่วม โดยนายกฯกล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการรุ่นใหม่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของภาครัฐ และจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล รวมทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเสริมการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ภาครัฐที่จะต้องบริหารงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และจะต้องปรับตัวในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล รวมทั้งการเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการในการดำเนินการและบริหารจัดการ รวมทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์การเพิ่มประสิทธิภาพงานและการบริการ การสร้างความโปร่งใส และสร้างให้ภาคราชการมีขีดสมรรถนะสูง มีระบบการบริหารงานที่ดีมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาและเป็นที่พึ่งของประชาชน และผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง

นายกฯ กล่าวว่า การที่ทุกท่านได้ปฏิบัติงานจริง รวมถึงการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการนำร่องให้ทุกท่านได้เข้าใจระบบและบริบทการบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลไกการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กรต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน ในบางหน่วยงานที่ท่านอาจจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายข้าราชการการเมือง ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ขอให้นำหลักการประชารัฐซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประสานการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม ในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จะต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน โดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละของทุกๆ ท่าน โดยคาดหวังให้นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ทุกคนนำความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับการบ่มเพาะจากโครงการฯ ไปใช้พัฒนาปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบในหน่วยงานของตนเองให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ภารกิจภาครัฐตามเป้าหมาย และผลักดันการดำเนินนโยบายสาธารณะและบริการให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง พร้อมทั้ง ขอให้ทุกคนตระหนักในเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริต” และ “คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน” อยู่เสมอ และปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล ทุ่มเท เสียสละและอุทิศเวลาให้แก่ราชการอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ที่สำคัญ คือ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองและเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาเพื่อให้เป็นผู้ที่รอบรู้ รู้จริง รู้กว้าง การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคราชการ และเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ อีกทั้งขอให้ทุกท่านได้น้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลักการทรงงานมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ราชการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทต่อไป

จากนั้น นายกฯ ได้ร่วมถ่ายรูปร่วมกับข้าราชการและผู้ร่วมงานครั้งนี้รวมทั้งร่วมถ่ายเซลฟี่ด้วย ต่อมานายกฯ ได้ให้สัมภาาณ์ว่า ถือเป็นโอกาสดีได้พบปะผู้จบหลักสูตรดังกล่าว จากการคัดเลือกข้าราชการรุ่นใหม่จากหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมาก็มีการอบรมทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการเก่า แต่ตั้งระดับปลัดกระทรวงลงมา เป็นการอบรมเพื่อให้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะประเทศชาติต้องการเปลี่ยนแปลง โดยการมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีการคิด วิเคราะห์ มีการทำงานอย่างบูรณาการ มีการจัดทำแผนงานอย่างบูรณาการ การใช้งบประมาณร่วมกัน การทำงานร่วมกันในระยะเวลาที่กำหนด ทุกอย่างคือโรดแม็ปในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายกฯกล่าวว่า โดยเป็นสาระสำคัญในการปฏิรูปที่ต้องนำพาโดยรัฐบาล ซึ่งข้าราชการทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ต้องพัฒนาไปเป็นข้าราชการ 4.0 ต้องเดินไปทีละขั้น เพราะไปไม่ได้ง่ายๆ ในส่วนภาคเอกชนเองก็ต้องทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาคน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะเรามีความคิด พื้นฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องของทุกรัฐบาล ที่ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ ตนทำได้ระดับหนึ่ง วันหน้าก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเป็นประเทศชาติที่มีความก้าวหน้า พ้นจากประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องพัฒนาให้สูงสุดเพื่อเราจะได้อยู่ได้ในสังคมโลกวันนี้

ตบปากนักการเมือง “บิ๊กตู่ ย้อนถามเคยทำผลงานอะไรบ้าง

นายกฯ เซ็งโดนถล่ม 3 ปีไร้ผลงาน สั่งเลื่อนแถลงอีกทีเดือนกันยายน ลั่นทำงาน 200 เปอร์เซ็นต์ยังโดนด่าอีก ย้อนถามนักการเมืองที่ผ่านมาเคยทำผลงานอะไรไว้บ้าง ทำไมต้องให้มาตามล้างตามเช็ดจนถึงทุกวันนี้

16 พ.ค.60  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เรื่องการทำงานอย่าแยกระหว่าง คสช.กับรัฐบาล ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเป็นฝ่ายทำงานและเป็นไปตามโรดแมป พร้อมกำหนดนโยบายเพื่อบริหารราชการแผ่นดินโดย ครม. ส่วน คสช.เป็นผู้สนับสนุนไม่เป็นผู้บังคับบัญชา ถือเป็นหน่วยสนับสนุนตามกฎหมาย โดยดูแลเรื่องความมั่นคง เป็นเครื่องไม้เครื่องมือของรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานต่างๆ พร้อมสร้างความเข้าใจการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน เพราะบางอย่างระบบราชการเดินช้า

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องการแถลงผลงานดูจะเป็นประเด็น จึงไม่ขอชี้แจง โดยจะไปชี้แจงในช่วงเดือนกันยายน ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2560 ช่วงนี้จะสร้างความเข้าใจไปก่อนว่าหลักคิดของรัฐบาลมีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาแล้ว โดยขับเคลื่อนทุกภาคส่วนภายใต้โครงการประชารัฐ แต่ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกันก็ไปไม่ได้ ภาครัฐตนควบคุมได้ แต่ถ้าภาคส่วนอื่นขัดแย้งกันการทำงานก็จะไปไม่ได้ เพราะทุกภาคส่วนต้องทำงานเชื่อมโยงกัน รัฐบาลรู้ปัญหาจึงต้องการเข้ามาทำให้สำเร็จ ซึ่งก็ต้องมีทั้งสำเร็จมากหรือน้อย

“สิ่งที่ผมไม่พอใจเพราะทำให้เสร็จตามเวลาไม่ได้ แต่ก็ทำทุกอย่างได้ดีที่สุดตราบเท่าที่มีงบประมาณและมีเวลาทำ ส่วนใครจะทำต่อวันข้างหน้าก็ไปว่ากันมา เราพยายามทำทุกอย่างให้ต่อเนื่องเพื่อวันข้างหน้า หลายคนไม่เข้าใจและไม่พอใจ หาว่าจะสืบทอดอำนาจ ผมก็จะสืบทอดปัญหาให้ท่านไง เพราะถ้าผมทำไม่เสร็จก็จะส่งปัญหาเหล่านี้ไปให้พวกท่านแก้ต่อ นั่นแหละเขาเรียกว่าสืบทอด สิ่งที่จะต้องทำให้กับประเทศชาติ อันไหนที่เขาคิดว่าทำดีกว่าก็ให้ไปหาวิธีการใหม่ทำ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่รัฐบาลให้ความสนใจคือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งไม่อยากให้มองประเด็นที่รัฐบาลจะต้องอุดหนุน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาให้ แต่ก็ต้องดูแลเท่าที่มีงบประมาณ ซึ่งคงไม่ได้ตามมาตรฐาน เพราะรัฐบาลคงไม่มีเงินจากไหนมาให้ ถ้าจะให้ปูพื้นแบบเท่าเทียมกันรัฐบาลต้องใช้เงินมหาศาล

อย่างไรก็ตามรัฐบาลพยายามหาช่องทางแต่อย่าไปปลุกระดม เรื่องสิทธิที่ต้องเท่าเทียมกัน หากทุกคนมีรายได้พอเพียงแล้วยังต้องรับอยู่อีกเหรอ จึงอยากฝากสื่อมวลชนให้ช่วยสร้างความเข้าใจด้วย เพราะประเทศไทประกอบด้วยคนหลายอาชีพ หลายระดับ หลายรายได้ และรัฐบาลก็มีมาตรการดูแลแต่ละระดับ จะให้อุดหนุนทุกอย่างในโลกใบนี้เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาถ้าไม่ไว้วางใจกันถามว่าใครจะทำได้ ถ้ารัฐบาลนี้ทำไม่ได้มันไม่มีรัฐบาลไหนทำได้อีกแล้ว

“ผมไม่อยากพูดเดี๋ยวหาว่าให้ความสำคัญตัวเองมันไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเราเอาทุกปัญหามาดู และทำให้ได้เท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ไม่ทำ หากไม่ทำก็เกิดปัญหายาวนานสะสมไปอีก วันหน้าก็จะกลับมาที่เก่า นี่คือสิ่งที่เป็นห่วงจึงอยากฝากประชาชนทั้งในชนบทและในเมืองให้ฟังรัฐบาลบ้าง และว่าอย่าไปฟังคำพูดที่สัญญาว่าวันหน้ากลับมาแล้วจะให้อะไร ผมไม่ได้สัญญาแบบนั้น ตนเพียงแต่ให้ทุกคนวาดอนาคตร่วมกัน มองปัญหาและร่วมกันแก้ดีกว่า”นายกฯระบุ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงก็คือ ถ้าเลือกตั้งกันแบบนั้น ตนถามว่าได้อะไรกลับมา นี่คือสิ่งที่กังวล เพราะตนห่วงประเทศไทย ไม่ได้ห่วงประชาธิปไตย เพราะยังไงประชาธิปไตยก็ต้องเป็นประชาธิปไตย แต่ประชาธิปไตยที่ถูกต้องมันเป็นอย่างไร การเลือกตั้งที่ได้คนมีปัญหาเข้ามาจะทำอย่างไรกับเขา ตนเข้าใจว่าการเลือกตั้งคงไม่ต่างจากของเดิมเท่าไร แต่มันก็ต้องเลือกตั้ง ประเทศไทยมีอิสรภาพเยอะแยะ เราไม่ใช้อิสรภาพเหล่านี้เลย มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง มัวแต่มีปัญหา แล้วยังไม่เข้าใจปัญหา และยังให้เป็นปัญหาต่อไป ให้นึกถึงลูกหลานกันบ้าง เขาจะโตอย่างไรในวันข้างหน้า ถ้าเจอปัญหาแบบนี้

“รัฐบาลนี้พยายามจะวางพื้นฐานให้ก็ขอให้เข้าใจกันหน่อย ใครที่มาพูดบิดเบือนทุกคนก็รู้อยู่ว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ แต่ทุกคนก็เสนอข่าว กลายเป็นว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลว ไม่ทำอะไร ไม่มีผลงาน ประชาชนลองจับดูว่าได้อะไรบ้าง แต่ถ้าถามว่าจะได้สตางค์หรือไม่ ผมบอกเลยว่าไม่ได้ทุกคน เพราะทุกคนต้องออกแรงร่วมมือช่วยตัวเองบ้าง ถ้าคิดว่าให้เป็นหน้าที่รัฐบาลโดยอยู่เฉยๆ มันไปไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนทำได้ ต้องร่วมมือไปด้วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลในอดีตเคยพูดหรือไม่ว่าจะทำอะไร มีแผนหรือโครงการอะไร แต่รัฐบาลยิ่งบอกไปกลายเป็นเป้าหมายให้โจมตีกลับมา ตนคิดว่ามันไม่ใช่ คนที่โจมตีเขาทำหรือไม่ ถ้าเขาไม่ทำคงไม่เกิดปัญหาแบบนี้ แม้แต่การประเมินผลงานองค์กรระหว่างประเทศ ตนได้นำมาดูเพื่อนำมาแก้ไข เพราะมีผลต่อการค้าการลงทุนในต่างประเทศ และการลงทุนในไทย ตนทำให้ทุกอย่างขับเคลื่อนได้ แต่ที่ผ่านมาเคยทำกันหรือไม่ มันเป็นสิ่งที่ยากเขาถึงไม่ทำ

“รัฐบาลแก้ปัญหาที่โครงสร้าง แก้กฎหมาย แต่คนก็ไม่ชอบผม ซึ่งผมยอมรับว่ามีความขัดแย้งสูง เพราะคนเราคิดไม่เหมือนกัน แต่จะหาทางร่วมมือกันได้อย่างไร ถ้าไม่ร่วมมือตีตกทุกอัน ผมว่าไปไม่ได้ การจัดลำดับยูเอสนิวส์ไทยดีขึ้นหลายอย่าง ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยบังคับควบคุมเสรีภาพใคร เข้าใจหรือไม่อะไรคือควบคุม อะไรคือบังคับ อะไรคือการให้แสดงความคิดเห็น ผมไม่เห็นจะบังคับอะไรใคร แม้จะมีกฎหมายมีอำนาจเยอะแยะ ยังไม่ได้บังคับใครมากมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนขอฝากแนวคิดมากไปนิด แต่ไม่ใช่ว่าตนไม่ฟังใครเลย น้ำเต็มแก้วมันไม่ใช่ เป็นเพราะตนฟังจนรู้ว่าปัญหาเยอะไปหมด จึงนำปัญหามารวมแล้วแก้ และเกิดปัญหาใหม่ จึงแก้ไม่จบสักอัน เพราะไม่เข้าใจและยังมีคนมาพูดจาให้เกิดความเสียหายอยู่ทุกวัน ขอร้องเถอะหากจะให้เครดิตเขาต่อไปตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ตนคิดว่าต้องลดการให้เครดิตเขาบ้าง ถ้าทุกคนคาดหวังจะให้ลูกหลานมีความสุขในวันข้างหน้า ซึ่งวันนี้ผมทำงานเกือบ 200 เปอร์เซ็นต์ อย่ามาว่าตนไม่มีผลงาน ต้องไปถามที่ผ่านมาพวกเขามีผลงานอะไร ถูกต้องชอบธรรมเท่าเทียมจริงหรือไม่ แล้วเหตุใดยังมีงานมาให้ตนทำอีกเยอะ

ม.44 ผ่าทางตัน คตง. คสช.งัดคำสั่งใหม่ขยายเวลาให้เสร็จใน 180 วัน

16 พ.ค.60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 23/60 ว่าด้วยการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ทั้งนี้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีวงรอบครบวาระในเดือน ก.ย.ที่จะถึง โดยปัญหาที่ผ่านมาคือ คำสั่ง คสช.ที่ 23/60 กำหนดการสรรหา คตง.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกคณะกรรมการสรรหา ภายใน 15 วัน จากนั้นจึงดำเนินการสรรหาภายใน 180 วัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาได้ โดยเตรียมออกคำสั่ง คสช.เพื่อขยายระยะเวลาการคัดเลือกคณะกรรมการชุดดังกล่าว และคณะกรรมการองค์กรอิสระที่จะส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการที่จะสรรหา ซึ่งทาง คตง.ตีความไปว่าสามารถส่งตัวแทนเข้ามาในฐานะองค์กรอิสระได้ จึงต้องมีการแก้ไขให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ตีความคลาดเคลื่อน

ทั้งนี้ กรณีที่กำหนดให้ต้องสรรหาให้ได้ภายใน 180 วันนั้น ให้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่คำสั่งที่ 23/60 ประกาศใช้ ซึ่งทาง คตง.ตีความว่า 180 วันนั้น เริ่มนับตั้งวันที่หมดวาระในเดือน ก.ย.ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการตีความที่คลาดเคลื่อน จึงต้องเขียนส่วนนี้ให้ชัดเจน ในคำสั่ง คสช.ฉบับใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีปัญหาสับสนในการดำเนินการสรรหา คตง.โดย นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง.พร้อมกรรมการ คตง.อีก 3 ราย ทำหนังสือถึงเลขาธิการวุฒิสภาให้ชะลอการสรรหาไว้ก่อน โดยอ้างว่าเพื่อรอให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนเนื่องจากต้องดูความชัดเจนเรื่องคุณสมบัติ ในขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับทำหนังสือให้เร่งสรรหา คตง.รวมทั้ง คตง.ชุดปัจจุบันยับมองว่าการเร่งรีบสรรหา คตง.ใหม่ครั้งนี้เท่ากับต้องการโล๊ะ คตง.ชุดปัจจุบันให้พ้นจากตำแหน่งคุณสมบัติใหม่ในรัฐธรรมนูญ

พล.ท.สรรเสริญ ยังแถลงด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช.เห็นชอบในหลักการของคำสั่ง คสช.อีก 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องการส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา การจัดการศึกษาในภาคเอกชนของไทยยังมีปัญหาที่บางสาขาไม่สามารถเปิดได้ จึงจะชักชวนสถาบันอุดมศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาเติมเต็ม ในสาขาที่เราขาดแคลน โดยสถาบันศึกษาฯที่จะเข้ามาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และตามที่เราพิจารณาว่าเหมาะสม ส่วนเรื่องที่ 2 การพัฒนาการศึกษาของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา เช่น อาชีวะ ในส่วนนี้เราจะมีมาตรการที่เข้มกว่าระดับอุดมศึกษาข้างต้น เพื่อจะได้ไม่เป็นคู่แข่งขันของสถาบันการศึกษาของเราเองในประเทศ

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 การดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งในส่วนนี้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ที่มีคณะกรรมการอยู่ 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟู คณะกรรมการบริหารกองทุน และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรดูแลอยู่ แต่จากการสำรวจเกษตรกรยังมีหนี้สินอยู่ถึง 15,000 ราย วงเงิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในช่วงกำลังจะถูกบังคับคดี วันนี้ คสช.จึงเห็นชอบหลักการให้คณะกรรมการทั้ง 3 คณะจบภารกิจไป และจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาใหม่ 1 คณะ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมให้ศึกษาจุดอ่อนของกฎหมายฉบับเดิมที่มีอยู่ เพื่อเสนอ ครม.ให้แก้ไขในคราวเดียวกัน โดยคณะกรรมการชุดนี้มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานเบื้องต้น 6 เดือน และหากยังดำเนินงานไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถขอขยายระยะปฏิบัติงานจาก ครม.ได้

 

Check Also

1

“บิ๊กตู่”แจงยึดทรัพย์ “ปู” แค่เตรียมการ ฮึ่มจัดการพวกปลุกระดม

“นายกฯ”ชี้ยึดทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์”ยังแค่ขั้นเตรียมการ รอศาลชี้ขาดก่อน เตือนพวก”ปลุกระดม-เขียนเท็จขึ้นเว็บ”ระวังโดนผิดก.ม. ระบุการปรองดองเขียนชัดทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาทุกรัฐบาล แต่ถ้าสถานการณ์ไม่สงบจนแก้ไขไม่ได้ คนใช้อาวุธห้ำหั่นกันเอง ก็จำเป็นต้องออกควบคุม 26 ก.ค.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>