Thursday , September 21 2017
Home / ข่าว / ข่าวเมืองไทย / อลงกรณ์ ชี้ทีมเศรษฐกิจมีผลงาน แนะควรประเมินอย่างเป็นธรรม
4

อลงกรณ์ ชี้ทีมเศรษฐกิจมีผลงาน แนะควรประเมินอย่างเป็นธรรม

“อลงกรณ์” ชี้ทีมเศรษฐกิจมีผลงาน 5 ด้าน ควรประเมินอย่างเป็นธรรม ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางน้ำ เกรงงานปฏิรูปประเทศสะดุด

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง กล่าววันนี้ (19 เม.ย. 60) เกี่ยวกับการเรียกร้องให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า จากการประเมินผลงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นว่ามีผลงานเป็นรูปธรรมใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพต่อเนื่อง 2. ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจโมเดลใหม่คืบหน้า 3. สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ 4. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 5.พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งนับว่าเดินมาถูกทางแล้ว

ถ้ามองอย่างเป็นธรรมจะพบว่าวิกฤติการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ในปี 2557 รุนแรงมากส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพียงร้อยละ 0.8 แต่ทีมเศรษฐกิจชุดแรก นำโดย มรว.ปรีดียาธร เทวกุล และชุดปัจจุบันนำโดย ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาตั้งหลักขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2.8 ในปร ๒๕๕๘ และเติบโตต่อเนื่องเป็นร้อยละ 3.2 ในปี 2559 ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) เติบโตเกือบร้อยละ 5 เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่มีผลต่อการกระจายรายได้เติบโตกว่าร้อยละ 7 ขณะที่การส่งออกก็กลับมาเติบโตเป็นบวกได้ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทางด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ ได้ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล(Digital Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจชีวภาพ(Bio Economy) 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (First S-Curve New S-Curve) และส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic/Local Economy) เพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่(New Infrastructure)ให้กับประเทศ การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เช่นระเบียงเศรษฐกิจตะวันออ (Eastern Economic Corridor: EEC) 10 เขตเศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นการสร้างศักยภาพใหม่ๆให้กับประเทศ จนสถาบัน IMD จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในปีที่ผ่านมาดีขึ้น หลังปฏิรูปประเทศกว่า 2 ปี จากอันดับ 30 เป็นอันดับ 28 และแซงเกาหลีใต้ที่ตกไปอยู่อันดับ 29 เป็นครั้งแรก

ยิ่งกว่านั้นยังออกมาตรการใหม่และกฎหมายปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาตกทอดมานาน เช่น กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายแข่งขันทางการค้าขจัดการผูกขาด และกฎหมายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้การปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยแนวทางประชารัฐ ส่งเสริมพัฒนาธุรกิจท้องถิ่นชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับของสำนักข่าวบลูมสเบิร์กเหนือกว่าสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม การทำงานย่อมมีความผิดพลาดบ้างทำไม่ทันบ้าง เป็นธรรมดาของคนทำงานภายใต้ปริมาณปัญหาบางสาขาเศรษฐกิจ บางกลุ่มอาชีพ ยังฝืดเคืองก็ต้องช่วยกันเสนอแนะอย่าติเรือทั้งโกลน เพราะปัญหาของประเทศสะสมหมักหมมมานาน เวลาสั้นๆ แค่นี้ทำได้ขนาดนี้ ถือว่าสอบผ่านควรให้เครดิตมากกว่าจะเสนอให้โละทิ้ง

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า การประเมินผลงานต้องเป็นธรรมและมองอย่างรอบด้านพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วน ส่วนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับแนวทางของทีมเศรษฐกิจหรือไม่ ย่อมเห็นต่างกันได้เพราะการแก้ไขปัญหาหรือการปฏิรูปเศรษฐกิจมีหลากหลายวิธี ทั้งนี้ต้องดูที่ผลลัพธ์เมื่อผลออกมาดี ก็ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางน้ำหรือเปลี่ยนขุนพลกลางศึกจะทำให้งานปฏิรูปเศรษฐของชาติสะดุด

อลงกรณ์ ชี้ทีมเศรษฐกิจมีผลงาน

19 เม.ย.60 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวถึงการเรียกร้องให้เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า จากการประเมินผลงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เห็นว่ามีผลงานเป็นรูปธรรมใน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ทำให้เศรษฐกิจเติบโตมีเสถียรภาพต่อเนื่อง 2.ขับเคลื่อนปฏิรูปเศรษฐกิจโมเดลใหม่คืบหน้า 3.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ 4.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 5.พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งนับว่าเดินมาถูกทางแล้วถ้ามองอย่างเป็นธรรมจะพบว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ในปี 57 รุนแรงมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพียงร้อยละ 0.8 แต่ทีมเศรษฐกิจชุดแรก นำโดย มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล และชุดปัจจุบัน นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาตั้งหลักขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2.8 ในปี 58 และเติบโตต่อเนื่องเป็นร้อยละ 3.2 ในปี 59 ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) เติบโตเกือบร้อยละ 5 เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่มีผลต่อการกระจายรายได้เติบโตกว่าร้อยละ 7 ขณะที่การส่งออกก็กลับมาเติบโตเป็นบวกได้ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ทางด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจ ได้ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (First S-Curve New S-Curve) และส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic/Local Economy) เพื่อสร้างดุลยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (New Infrastructure) ให้กับประเทศ การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) 10 เขตเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นการสร้างศักยภาพใหม่ๆ ให้กับประเทศ จนสถาบัน IMD จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในปีที่ผ่านมาดีขึ้น หลังปฏิรูปประเทศกว่า 2 ปี จากอันดับ 30 เป็นอันดับ 28 และแซงเกาหลีใต้ ที่ตกไปอยู่อันดับ 29 เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยแนวทางประชารัฐ ส่งเสริมพัฒนาธุรกิจท้องถิ่นชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกติดต่อกัน 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เหนือกว่าสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐ และอังกฤษ อย่างไรก็ตาม การทำงานย่อมมีความผิดพลาดบ้างทำไม่ทันบ้าง เป็นธรรมดาของคนทำงานภายใต้ปริมาณปัญหาบางสาขาเศรษฐกิจ บางกลุ่มอาชีพ ยังฝืดเคืองก็ต้องช่วยกันเสนอแนะอย่าติเรือทั้งโกลน เพราะปัญหาของประเทศสะสมหมักหมมมานาน เวลาสั้นๆ แค่นี้ทำได้ขนาดนี้ ถือว่าสอบผ่าน ควรให้เครดิตมากกว่าจะเสนอให้โละทิ้ง

“การประเมินผลงานต้องเป็นธรรมและมองอย่างรอบด้านพิจารณาข้อมูลให้ครบถ้วน ส่วนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยกับแนวทางของทีมเศรษฐกิจหรือไม่ ย่อมเห็นต่างกันได้เพราะการแก้ไขปัญหาหรือการปฏิรูปเศรษฐกิจมีหลากหลายวิธี ทั้งนี้ ต้องดูที่ผลลัพธ์เมื่อผลออกมาดี ก็ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางน้ำหรือเปลี่ยนขุนพลกลางศึก จะทำให้งานปฏิรูปเศรษฐของชาติสะดุด” นายอลงกรณ์ กล่าว

“สาธิต”เตือนเก็บค่าสมาชิกพรรคฯ อย่าซ้ำรอยปมห้ามนั่งท้ายกะบะ

19 เม.ย. 60 นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ. ส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่กำหนดให้เก็บเงินค่าสมาชิกพรรคปีละ100 บาท หรือตลอดชีพไม่เกิน2,000 บาทนั้นว่า  พรรคในฐานะเป็นผู้เล่น หากกติกาออกมาอย่างไรก็พร้อมจะปฏิบัติตามและเคารพตามนั้น แต่กติกาที่ดีต้องออกมาแล้วบังคับใช้ได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายสำคัญเพราะพรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักในการรวมคนที่มีอุดมการณ์ เป็นแบบจำลองในการฝึกคน สร้างประสบการณ์ในการบริหารพรรคแล้วมาบริหารประเทศ ดังนั้น พ.ร.บ.นี้จึงจำเป็นที่ต้องบังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎี ข้อเสนอที่ กรธ.กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินบำรุงพรรค

โดยอ้างว่าเพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนั้นๆเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองในทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงในทางปฎิบัติแล้ว ประเทศไทยยังเป็นชาติกำลังพัฒนามีคนจน คนด้อยการศึกษามากกว่าคนรวยและชนชั้นกลางที่เป็นเป้าหมายจะดึงเข้ามาในระบบ เราจึงจำเป็นต้องเขียนกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเมือง ฉะนั้นการกำหนดค่าสมาชิกจึงเป็นกำแพงกีดกั้นประชาชนกลุ่มนี้แต่มีอุดมการณ์ และโดยข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่ค่าสมาชิก แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการเข้าถึงสาขาพรรค และพรรคการเมืองที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดบังคับให้มีแค่4 สาขาทั่วทุกภาคของประเทศ คนเหล่านี้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสมัครเพื่อเข้าเป็นสมาชิกพรรค  ข้อกำหนดนี้จึงเป็นอุปสรรค จึงขอเตือนว่าอย่าให้ซ้ำรอยกับกรณีการห้ามนั่งท้ายรถกะบะ หรือในกะบะแค็ปหลังทึ่เกิดจากความหวังดี แต่ไม่เข้าใจแบะไม่เข้าถึงในสิถีชีสิตของคนชนบท พี่น้องเกษตรกร ผู้ทีรายได้น้อยและผู้ด้อยการศึกษา

 

 

Check Also

1

แม้วโหยหวน19กันยา.ไม่ลืมวันถูกถอนเขี้ยว

“มาร์ค” อัดแกนนำ นปช.ฟื้นคดีสลายชุมนุม 53 หวังผลทางการเมืองชัด ชี้คราวออก พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอยทำไมเงียบกริบ ซัด “รัฐบาลปู” ไม่เล่นแร่แปรธาตุป่านนี้จบไปนานแล้ว “ทั่นเต้น” สวมวิญญาณนักโต้วาที จับแพะชนแกะดึงคดีสลายพันธมิตรฯ เทียบเคียง พ่วงไล่บี้ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>