Monday , November 18 2019
Home / บทนำ / บทนำ วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018

บทนำ วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2018

ศุกร์ที่ 25 พ.ค. 2018 ผู้เขียนได้ไปเข้าร่วมฝึกอบรมการกู้ชีพเบื้องต้น หรือ การทำ CPR ที่จัดโดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ร่วมกับสมาคมพยาบาลไทยแห่งแคลิฟอร์เนีย คริสตจักรไทยเอ้าท์รีชฮอลลีวู้ด และคณะแพทย์จาก Department of Emergency Medicine, University of California, Irvine สภากาชาดไทย โรงพยาบาลศิริราช โดย พญ. วิราชิน ฮุนพงษ์สิมานนท์, พญ. ขวัญศิริ นราจีนรณ, พญ. ธันยพร นครชัย และคุณวไลรัตน์ เสถียรวันทนีย์

งานอบรมในครั้งมีพี่น้องคนไทยไปเข้าร่วมเป็นจำนวนพอสมควรเลยทีเดียว คือ ราวๆ 50 คน แอบเสียดายอยู่อย่าง คือ ไม่ค่อยเห็นคนหนุ่มสาวซักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุทั้งนั้น

การอบรมมีวัตถุประสงค์ที่ดีมาก และเป็นประโยชน์อย่างสูง เป็นความรู้ติดตัวที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหากเกิดกรณีฉุกเฉิน “การกู้ชีพเบื้องต้น” ได้สอนทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ การนวดหัวใจและผายปอด การฝึกตัดสินใจหากเกิดสถานการณ์จริง และการฝึกใช้อุปกรณ์กระตุ้นหัวใจ (Automate External Defibrillators : AED)

มีการจำลองเหตุการณ์และให้ผู้เข้าร่วมอบรมปฏิบัติจริง โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ผู้เขียนได้สอบถามเพิ่มเติมกับคุณหมอ ซึ่งเป็นวิทยากรประจำกลุ่ม เกี่ยวกับการจัดท่าทางของผู้ทำการปั๊มหัวใจ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เท่าๆกับแรงกดและแรงปล่อยสันมือจากการปั๊มในแต่ครั้ง ซึ่งคุณหมอบอกว่ามีความจำเป็นมากที่จะต้องทำให้ถูกต้องที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการช่วยชีวิต

การกู้ชีพเบื้องต้น (Cardiopulmonary resuscitation : CPR) ซึ่งหมายถึง การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนโลหิตไปสู่อวัยวะส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากการขาดออกซิเจน

ปัจจุบันนี้สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคหัวใจล้มเหลวนั้น อยู่ที่อันดับ 4 จากสถิติทุกๆ หนึ่งชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว 2 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนมีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะมีทั้งแสดงอาการและไม่แสดงอาการ แต่อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว คือ แน่นหน้าอกตรงกลาง เหนื่อย หอบ หายใจไม่สะดวก เป็นลม หมดสติ

เมื่อพบผู้หมดสติ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ สำรวจผู้หมดสติ ด้วยการปลุกและเขย่าตัว ดูลมหายใจหากรวยริน และยังคงนอนแน่นิ่ง ให้โทร. 911 และ “อย่าลืม” ขออุปกรณ์กระตุ้นหัวใจที่เรียกว่า AED ทันที

ให้แน่ใจว่าผู้หมดสตินอนอยู่กับพื้นแข็ง จากนั้นให้เริ่มทำการปั๊มหัวใจ… ย้ำว่า ขอให้เริ่มทำโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้หลังสำรวจผู้หมดสติ เพราะหากหมดสติไปเกิน 4 นาที โอกาสการปั๊มหัวใจเพื่อกู้ชีพให้รอดชีวิตจะลดลง เหลือเพียง 7-10 % เท่านั้น ผู้หมดสติอาจจะกลับฟื้นขึ้นมาได้แต่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน

การปั๊มหัวใจ ต้องทำต่อเนื่องจนกว่าอุปกรณ์กระตุ้นหัวใจจะมาถึง โดยการปั๊มหัวใจควรอยู่ที่ระดับ 120 ครั้ง/นาที เมื่ออุปกรณ์กระตุ้นหัวใจมาถึง…จึงปฏิบัติปั๊มหัวใจตามที่เครื่องบอก

เมื่อถามถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่กังวล คือ กลัวว่าหากปั๊มหัวใจจะทำให้ซี่โครงของผู้หมดสติหัก คุณหมอบอกว่า การที่ซี่โครงหักเพราะปั๊มหัวใจนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ แม้แต่ตัวคุณหมอเองก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้ซี่โครงของผู้หมดสติหักได้เช่นกัน

ดังนั้นขอให้ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้ แต่ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ท่านกำลังทำการช่วยชีวิตคนที่อยู่ในภาวะเสียชีวิตหรืออาจจะเสียชีวิตไปแล้วให้กลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง

คุณหมอยังฝากถึงคนที่กลัวว่า การเข้าไปช่วยปั๊มหัวใจอาจนำปัญหามาให้ เช่น เมื่อไม่สามารถกู้ชีวิตผู้หมดสติได้ ก็กลัวว่าตัวเองจะมีโทษทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

คุณหมอบอกว่า ท่านผ่านการฝึกอบรมและรู้วิธีปั๊มหัวใจ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นขอให้ช่วยชีวิตผู้หมดสติก่อน เพราะถึงแม้จะเกิดอะไรจากนั้น ไมว่าผู้หมดสติจะกลับคืนมาปกติหรือไม่ปกติ หรือไม่กลับคืนมา กฏหมายก็จะคุ้มครองผู้ช่วยชีวิตโดยมีเจตนาช่วยชีวิตผู้อื่น

ปัจจุบันตามโรงเรียนและสถาบันการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมการกู้ชีพเบื้องต้น โดยมีการจัดสอนในห้องเรียน คุณหมอบอกว่า สิ่งที่ทางการแพทย์หวัง คือ “ผู้ที่จะกล้า” ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ได้ฝึกอบรมไป เพราะการทำ CPR จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีสติหากเจอกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่คนส่วนใหญ่มักจะขาดจุดนี้  

ผู้เขียนเองก็เห็นด้วย…และอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องคนไทย หาโอกาสไปฝึกอบรมกู้ชีพ CPR และขอส่งเสริมให้เป็นความรู้หลักพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้และสามารถปฏิบัติได้เพื่อช่วยเหลือคนรอบข้างและสมาชิกในครอบครัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

Check Also

เรื่องของเด็กนักเรียนที่อยู่อย่างผิดกฏหมายเพราะมากับพ่อแม่โรบินฮูด

ย้อนไปเมื่อปีคศ.๒๐๑๒​ในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ได้ออกตั้งโครงการ ช่วยเหลือเด็กที่เดินทางเข้าประเทศสหรัฐฯ อย่างผิดกฏหมายเพราะมาตั้งแต่เด็กกับพ่อ แม่ที่ไม่มี”ใบเขียวทำให้เด็กไม่มีใบเขียวไปด้วย เด็กเหล่านี้เติบโตและได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับพลเมืองอเมริกัน ประมาณกันว่ามีจำนวนกว่า ๗ ​แสนคน ปธน.โอบาม่า เรียกเด็กเหล่านี้ว่า “ดรีมเมอร์” และได้ออกกฏหมายเรียกว่า Deferred ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *