Wednesday , May 27 2020
Home / บทความ / รู้จักพ่อ / บทที่ 3 ทรงงาน (สัมผัส+เมตตา)

บทที่ 3 ทรงงาน (สัมผัส+เมตตา)

โดย ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

ถอดบรรยาย/เรียบเรียง..ศฬรรธร มงคลคุณ

untitled

ต่อจากฉบับที่แล้ว

บทที่ 3 ….ทรงงาน (สัมผัส+เมตตา)

ด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯหลังครองราชย์ พูดภาษาชาวบ้าน อยู่ดีดีปุ๊บปั๊บมีพระราชพิธีต่างๆ เยอะแยะ พอตอนนี้เริ่มแล้ว เอาใกล้ๆ ก่อน เพราะตอนนั้นวังสักวังนึงในต่างจังหวัดยังไม่มีเลย มีแต่ “วังไกลกังวล” ก็เลยไปประทับที่ไกลกังวล ก็เสด็จออกเยี่ยม…พระองค์ทรงเล่าให้ฟังอีกแหละ…ถึงบอกว่าผมโชคดีได้รับพระราชทานโดยตรงเลยจากพระโอษฐ์เลย

ท่านรับสั่งว่า ….ฉันก็อยากออกไปดูบ้านดูเมืองเหมือนกัน เพราะว่าจากไปอยู่เมืองนอกมานาน…ก็เสด็จไปใกล้ๆ ก่อน ที่ “ห้วยมงคล” ถ้าท่านผู้ใดอยู่แถวบริเวณดังกล่าว วันนี้นะครับ จากหัวหินไปที่ห้วยมงคล แค่ 7 นาที ในสมัยนั้นออกเช้าไปถึงบ่าย เพราะมันไม่มีถนนครับ เข็นไปลุยไป ก็รับสั่งแบบ… อย่าว่าแต่รถไปเลย รถยังไม่มีเลย รถจิ๊บที่เห็นในภาพนี้ไปยืมตำรวจเขามา พระเจ้าแผ่นดินยังไปยืมรถเขาเลยในยุคนั้น ยังไม่มีการเตรียมการอะไรเลย ซึ่งรถคันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่เป็นอนุสรณ์

วันนั้นมีเด็กคนหนึ่งมาช่วยเข็นรถ วันนี้แก่แล้ว เมื่อหลายเดือนก่อนผมยังพบแกอยู่ โอ้ยแกยังประทับใจอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ใช้ภาษาเพชรบุรี “โอ้ยยย ได้ไปหลุน (เข็น) รถพระเจ้าอยู่หัว”  บอกว่ายังซาบซึ้ง พอถามสมัยก่อนเนี่ยลุงทำอะไร?…ก็ทำไร่ทำนา…แล้วไปขายที่ไหน?…ก็ไปขายหัวหิน…ใช้เวลาเท่าไหร่?…ก็เข็นเช้าไปถึงเย็น แค่จากห้วยมงคลวันนี้ไป 7 นาทีนะ สมัยยุคนั้นเข็นรถไปบรรทุกกล้วย มะเขือ ผัก ใช้เวลาทั้งวัน วันดีคืนดีก็มีช้างป่ามายืนอยู่หน้าบ้าน เพราะมันเป็นป่าเป็นดงครับ หลังจากนั้นพระองค์ก็ขอยืมรถแท็กเตอร์ตำรวจไปไถ่จนเป็นถนน นี่ถือว่าเป็นโครงการแรกที่เริ่มทรงงาน และได้มีโอกาสได้ “สัมผัส” กับประชาชนแล้ว

109841454

แถวนั้นบ้านผมมีแต่กระเหรี่ยง ใครอยู่เพชรบุรีจะรู้ ผมจำได้เลย เพราะตอนนั้นผมยังเด็กอยู่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปแก่งกระจาน ตอนนั้นยังไม่มีเขื่อนเป็นแก่งเฉยๆ กระเหรี่ยงพอรู้พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ก็ไปทำซุ้มไว้สำหรับรับเสด็จ ขวางทางค่อมทางไว้แล้วก็เด็ดดอกไม้ป่า มะเขือ ถั่วฝักยาว อะไรต่ออะไรไม่รู้แล้วแต่จะคิดว่าสวยเอามาแต่งประดับซุ้มไว้แล้วรอพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ

พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรถจิ๊บคันนี้แหละครับแล่นมา สมัยยุคนั้น…คิดดูสิครับพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้เสด็จออกไปข้างนอก ประชาชนก็รู้ว่ามีพระเจ้าแผ่นดิน แต่พอทรงรถมา ขบวนอะไรก็ไม่ได้มีแบบสมัยนี้นะครับ กระเหรี่ยงกระโดดขวางเลย ไม่ให้ผ่าน ถามทำไมหละ? เตรียมซุ้มรับพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นรถคนอื่นผ่านไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ไม่ว่าอะไรนะครับ ทรงรับสั่งให้อ้อมซุ้มไป แล้วถึงจะเข้าไปในป่า พวกกระเหรี่ยงก็รอแล้วรออีก ทำไมพระเจ้าอยู่หัวบอกจะผ่านมา ถึงไม่ผ่านมาเสียที ก็รอไปตั้งนาน จนกระทั่งตกบ่ายกลับมา อ้าว….พระเจ้าอยู่หัว เมื่อเช้าเห็นองค์นี้แหละ ก็องค์นี้แหละห้ามไม่ให้ท่านผ่าน ก็ตกใจกันใหญ่ ก็เป็นเรื่องขำขันที่เล่าสู่กันฟังนะครับ พระองค์ก็รับสั่งเล่าเอง

แต่สรุปก็คือว่า เริ่มได้มีการสัมผัสประชาชนได้รู้ทุกข์สุขของประชาชน และสมัยยุคก่อนนี้พระเจ้าแผ่นดินคือ ศูนย์กลาง มีทุกข์ มีสุข อะไรก็เข้ามาถวายขอความช่วยเหลือ นี่แหละครับคือ “ต้นตอของโครงการพระราชดำริฯ” ที่จะต้องไปช่วย เพราะชาวบ้านนึกอะไรไม่ออกหรอก กระทรวง ทบวง กรม ไกลโพ้น …พอนึกถึงอะไรก็ต้องพระเจ้าอยู่หัว

พอโครงการที่ 2 ก็คือ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ซึ่งมีอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นโครงการน้ำแห่งแรกในโครงการพระราชดำริฯ ทั้งหมด พระองค์ท่านบอกว่า ไปส่องๆ ดู เห็นว่ามีช่องเขาอยู่ ท่านเรียนวิศวะนะอย่าลืม ท่านรู้เรื่อง ท่านบอกว่าถ้าปิดตรงนี้ก็ได้อ่างน้ำ เพราะฉะนั้นจะได้มีน้ำมาใช้ แล้วตอนนั้นจะทำไง งบประมาณก็ไม่มี รัฐบาลไม่ได้ตั้งหน่วยงานอะไรต่ออะไรขึ้นมารองรับเลย พระองค์ท่านบอกมีเงินอยู่ 6 หมื่นบาทในตอนนั้น ตอนนั้นเงิน 6 หมื่นเยอะเหมือนกันนะ ท่านก็เลยพระราชทานให้กรมชลประทานทำอ่างเก็บน้ำนั้น

เชื่อไหมครับว่าท่านทรงงานอยู่ 30 ปีไม่มีงบประมาณอะไรทั้งสิ้นเลยนะครับ ทรงใช้เงินส่วนพระองค์ จนกระทั่งพลเอกเปรม ขึ้นมาเป็นนายกฯ เลยได้ตั้งสำนักงานกปร. ที่ผมเป็นเลขาธิการคนแรก เมื่อปี 2524 ตอนนั้นรัฐบาลถึงจัดงบให้ แต่ก่อนหน้านั้นแล้วแต่หน่วยงานไหนจะสนองก็สนอง เอกชนอยากจะสนับสนุนก็นำเงินมาถวาย และใช้เงินส่วนพระองค์ นอกจากนี้บางทีท่านก็ทรงหาเงินเอง ”…เนี่ยฉันแต่งตำราดนตรีไปขายกระทรวงศึกษาฯ ได้เงินมา 40,000 บาทหรืออะไรก็ไม่รู้ก็นำมาสร้างโรงนมที่สวนจิตรฯ…” นี่คือท่านทรงเริ่มงานอย่างนี้นะครับไม่ใช่ทรงตั้งขึ้นมาแล้วมีเงินมีทองมีหน่วยงานมาสนับสนุนไม่ใช่เลย และน้ำที่อยู่ที่หัวหินก็ยังใช้ได้อยู่จนกระทั่งบัดนี้ นี่เป็นโครงการแรกและต่อจากนั้นก็เริ่มเลย

เริ่มเสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรก็รับปัญหาต่างๆ งานก็เริ่มเป็นระบบแล้ว และผลสุดท้ายท่านทั้งหลายครับเนื่องจากบ้านของเราเป็นบ้านเกษตร ก็ไม่หนีพ้น “น้ำ” ครับ “น้ำคือชีวิต” เพราะฉะนั้นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯเกี่ยวกับน้ำทั้งนั้น

เวลาเสด็จก็ทรงรถเอง ลุยน้ำลุยท่า ตากฝน ตากแดด อะไรต่ออะไรไม่รู้ ไม่ยอมถอย แล้วมีพระเจ้าแผ่นดินที่ไหนบุกน้ำลุยโคลนอย่างนี้ เจอห้วยก็ลุยห้วย เปียกปอน ได้กินข้าวตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วท่านทำอย่างนี้ประจำนะครับ ไม่ใช่นานๆ ที

ในหลวงทรงงาน 08

มีครั้งนึงเสด็จที่นาราธิวาส ผมเข้าไปรอก่อน ฝนลงกระหน่ำอย่างแรงเลยนะครับ น้ำท่วมหมู่บ้านหมดเลย ถนนหนทางกลายเป็นคลองหมด ก็วิทยุไปบอกเปลี่ยนจุดเสด็จเถอะพระเจ้าค่ะเพราะเข้าไปไม่ไหวแล้ว ทรงวิทยุตอบมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ “….รออยู่ตรงนั้นแหละ…” เราก็หง่อยเลยพูดไม่ออก ตากฝนสั่นงั่กๆ ต่อไป พอเสด็จมาก็เดินลุยกันไปเลย โดนทากกัด แล้วพระเจ้าอยู่หัวเว้นไหม ไม่ครับพระเจ้าอยู่หัวก็โดดทากกัดเหมือนกัน แล้วพวเรากันเองโดนทากกัดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บางคนโตจนบัดนี้ยังไม่เคยเจอทากซักตัวใช่หรือเปล่าครับ  แต่พระองค์ท่านไม่เคยฆ่าเลย มีทีได้ยินเสียงวิทยุมา “เอ้า…หยุดขบวนรถสักประเดี๋ยว ขอหยุดจับตัวยึกยือก่อน” ทรงมีพระอารมณ์ขันถึงขนาดนั้นนะครับ แล้วทากมันตกมาจากต้นไม้ แล้วกระโดดเข้ามาเกาะพระศอ เลือดโชกเลย ทรงเด็ดออก แล้วพระองค์ทรงจอดรถก่อนที่จะปล่อยทากลงข้างทาง

“ปาณติบาต” ไม่ฆ่า ท่านถือศีล

อาจารย์สุเมธ โดนไหม? เรียบร้อยครับ พระเจ้าอยู่หัวยังโดน แล้วเราจะเหลืออะไร มันกลมดิกเลย มันกัดเราใหม่ๆ ตัวมันยาวๆ นะครับ แต่พอเลือดเต็มตัวแล้วมันกลมเป็นลูกชิ้นเลย ก็ปริดออกมา เสร็จแล้วเรามองส่งสายตาด้วยความเมตตาธรรมแล้วไปวางที่ขอนไม้ แล้วก็เหลือบอีกทีแล้วกระทืบเปรี้ยงเลย มันโมหะอ่ะนะผมจะทำไงไหว มึงกินเลือดกู กูก็ต้องเอาเลือดคืน คือ ก็คิดแบบสามัญไง แล้วพอได้สติกลับคืนมาว่า การที่เราบอกว่าจะเอาเลือดคืน ความจริงแล้วเราก็ไม่ได้ก้มลงเลียหรือดูดเอาเลือดเราคืนเสียหน่อย

เห็นด้วยไหมครับ ผมเชิญให้ไปดูที่จานข้าวของพวกเราครับเรากินอะไร? เราก็กินชีวิตเขาทุกวัน เช้าจรดเย็น ในจานของเราชีวิตเขาเลยนะ ก็กินกันหน้าตาเฉย พอเทียบกับทาก เขาขอเลือดเราแค่ไม่ถึงCC ยุงยิ่งแล้วใหญ่ หยดนิดเดียว เราให้เขาไม่ได้หรอ? ก็ปัดๆ ไปซะ แต่ไม่จำเป็นต้องไปฆ่าเขา ชีวิตใครก็ย่อมรักใช่ไหม นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติให้เห็น พระองค์รักษาศีลอย่างเคร่งครัด

1193993706

ครั้งหนึ่งท่านเห็นคุณยายรอรับเสด็จ พอเห็นปั๊บท่านรี่เข้าใส่เลย เพราะรู้ว่าคุณยายคนนี้รอมานานแล้ว ดูตรงไหน ก็ดอกไม้ตอนแรกมันตูมอยู่ในมือ รอจนกระทั่งเหี่ยวคามือเลย เสร็จแล้วทำไมรู้ไหมครับ ท่านพระราชทาน “ความเมตตา” ก้มลงไปรับดอกไม้ ผมถวายงานมา 36 ปีพระพักตร์ไม่เคยใกล้หน้าเท่ากับคุณยายคนนี้เลย บุญวาสนาไม่ถึงคุณยายคนนี้จริงๆ

เพราะฉะนั้น “ความเมตตา” ผมคิดว่าเป็นเรื่องหลักของชาวพุทธ เมตตาเป็นเรื่องสำคัญ แต่สังคมยุคนี้ไม่ค่อยเมตตากัน ก็ให้เรียกกลับมาเถิดครับ…เมตตากันเถิด

อ่านต่อฉบับหน้า

Check Also

บทที่ 11บทสรุป “พญาควาย”

โดย ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ถอดบรรยาย/เรียบเรียง..ศฬรรธร มงคลคุณ ต่อจากฉบับที่แล้ว บทที่ 11….บทสรุป “พญาควาย” ไม่มีใครรู้เลยว่าดินถล่ม น้ำหลาก เรื่องภัยพิบัติเหล่านี้เป็นงานหลักของมูลนิธิชัยพัฒนาด้วย พระองค์ท่านทรงพระราชทานความช่วยเหลือ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *