Monday , January 20 2020
Home / บทความ / บทความพิเศษ “เจตน์ณรงค์ คำเป็ง” / “พ่อแม่รังแกฉัน” แบบฉบับยุคแห่งเทคโนโลยี

“พ่อแม่รังแกฉัน” แบบฉบับยุคแห่งเทคโนโลยี

หากพูดถึงวรรณกรรมสุดคลาสสิคที่คนไทยคุ้นเคยกันมากอีกเรื่องหนึ่ง คือ พ่อแม่รังแกฉัน และคงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าจากตำราเรียนในวัยเด็กและสื่อพิมพ์ต่างที่ผ่านตากันมาในเรื่องดังกล่าว ผมก็เช่นกันที่ได้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้จนนำไปเป็นคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และที่สำคัญเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองที่สอนบุตรหลานได้เป็นอย่างดี จนมาถึงตอนนี้หลังจากที่ได้มีโอกาสทำงานด้านเยาวชนทำให้เห็นปัญหาต่างๆมากมายในด้านของเยาวชน จึงมาถึงเรื่องที่เล่าดังต่อไปนี้เป็นเรื่องประสบการณ์ตรงที่ผมอย่างแบ่งปันและเป็นข้อคิดสำหรับผู้ปกครองที่กำลังรังแกลูกหลานอยู่อย่างไม่รู้ตัว !!

สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านตากับเรื่องพ่อแม่รังแกฉันนั้น โดยสรุปของเรื่องจะเล่าถึงชีวิตของครอบครัวเศรษฐีที่มีฐานะระดับมหาเศรษฐี แต่ด้วยฐานะและเงินตราที่มีมหาศาลขนาดที่ใช้ไปหลายสิบปีไม่มีวันหมดได้ จึงเลี้ยงลูกด้วยการตามใจเป็นอย่าง ในวัยเรียนที่ลูกไม่สามารถไปเรียนที่โรงเรียนได้ ด้วยปัจจัยต่างๆ ต้องทำการจ่ายครูมาสอนที่บ้าน แต่ครูสอนให้ทำงานต่างๆ ลูกเศรษฐีกลับไม่สนใจเลย พอครูกล่าวตักเตือนหรือลงโทษลูกเศรษฐี เศรษฐีต้องไล่ออกทุกคนไป ทำให้ลูกเศรษฐีไม่มีวิชาความรู้และเอาแต่ใจตัวเองเป็นอย่างมาก พอถึงวันที่พ่อแม่ของลูกเศรษฐีจากโลกไป ลูกเศรษฐีไม่สามารถทำธุรกิจของครอบครัวได้และล้มเหลวในเรื่องธุรกิจ เมื่อรายได้ไม่มีจึงใช้สมบัติของครอบครัวที่เหลืออยู่จนหมด ขายบ้านขายของจนสิ้นเนื้อประดาตัว ในที่สุดลูกเศรษฐีก็ต้องกลายเป็นขอทานเร่ของเงินและเศษอาหารเรื่อยไป จนตระหนักได้ในที่สุดว่าที่ตนต้องมาถึงจุดนี้ เพราะพ่อแม่ไม่สอนให้เป็นคนดีแต่กลับตามใจ จึงพูดกับตัวเองว่า “พ่อแม่รังแกฉัน”

ในปัจจุบันโลกได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทุกบ้านต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย หลายครอบครัวต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้เงินมาจูนเจือครอบครัวให้สามารถดำรงได้ในโลกที่มีใช้จ่ายอย่างมหาศาล ทุกบ้านต้องมีสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตหรือแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ต ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคนี้ เพราะทุกคนล้วนแต่สรรหาจนต้องมีเหมือนทุกครอบครัว สิ่งเหล่านี้เองทำให้วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนไป ในอดีตพ่อแม่หรือผู้ปกครองใช้เวลาส่วนมากกับการดูแลบุตรหลาน ให้เด็กได้เล่นตามประสาเด็ก ได้ฝึกทักษะร่างกายในการวิ่งเล่น การปีนป่าย ฝึกพัฒนานาสมองไปกับการก่อกองทราย เล่นซ่อนแอบ ควบคู่ไปกับการเรียนในโรงเรียน ทำให้ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองเปลี่ยนการเลี้ยงไปอย่างสิ้นเชิง โดยการซื้อสมาร์ทโฟนให้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ ซื้อคอมพิวเตอร์ให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากกว่าการดูแลอย่างเอาใจใส่ ซึ่งต้องบอกได้เลยว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่หากเกิดใช้ในทางที่ผิดก็กลายเป็นอาวุธทำร้ายได้เช่นกัน เหมือนกับเหตุการณ์ที่จะเล่าไปต่อไปนี้ครับ และต้องบอกว่าเรื่องที่เล่าต่อไปนี้ต้องขออนุญาตเจ้าของเรื่อง ไม่มีเจตนาในการลบหรู่หรือต้องการให้เกิดผลกระทบแต่อย่างใด แต่ต้องการนำมาเป็นข้อคิดให้ผู้คนที่ได้อ่านครับ

มีครอบครัวของคนใกล้ตัวผมครอบครัวหนึ่งครับ มีฐานะปานกลางไม่ได้ร่ำรวยแต่อย่างใด ครอบครัวนี้โชคดีเป็นอย่างมาก คุณพ่อและคุณแม่เริ่มจากการไม่มีอะไรเลย มีฐานะที่ยากจนมากแต่ด้วยความพยายามและความขยันหมั่นเพียรทำให้สามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก คุณพ่อเริ่มจากการทำงานเป็นพ่อบ้านที่มีเงินเดือนเพียงน้อยนิด แต่ด้วยความเพียรทำให้ทำงานไปเรื่อยๆจนไม่ถึงกับมีตำแหน่งใหญ่โต แต่มีค่าตอบแทนในระดับหนึ่ง คุณแม่ทำงานทีมีค่าตอบแทนระดับหนึ่งเช่นกัน แต่ด้วยงานของทั้งสองทำให้เวลาของครอบครัวมีน้อยมากเหลือเกิน เพราะต้องออกจากบ้านตอนเช้าและกลับเข้ามาตอนดึกทำให้เวลาของครอบครัวมีเพียงวันหยุดเท่านั้น

ทำให้เวลาส่วนใหญ่ของลูกไม่ได้รับข้อแนะนำที่ดีในแต่ละวัน โดยมีคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตเป็นเพื่อนและเรียนรู้จากสื่อดังกล่าว เมื่อเวลาผ่านไปพฤติกรรมของเด็กเริ่มรุนแรงมากขึ้น สมาธิสั้นมากจนไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้ ถึงขั้นพูดถ้อยคำรุนแรงกับผู้ใหญ่จนทำให้คุณพ่อและคุณแม่ต้องตักเตือนเป็นอย่างมากจนกว่าจะพูดได้น่าฟังยิ่งขึ้น แต่ยังมีบางคำที่เผลอพูดออกมาบ่อยครั้งเพราะที่ผ่านมาเรียนรู้การพูดมากจากสื่อในอินเทอร์เน็ตทั้งหมด ทำให้กลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคำไหนควร คำไหนรุนแรง เรียกได้ว่าตลอด 24 ชม. ถ้าไม่ไปโรงเรียนนั้น ลูกเวลาในหน้าจอถึง 16 ชม. วันที่ไปโรงเรียนหลังจากกลับมา ใช้เวลาถึง 5-6 ชม.กับการเล่นคอมพิวเตอร์และดูวีดีโอต่างๆที่เรียกได้ว่ามีถ้อยคำรุนแรงเต็มไปหมด ถึงขั้นสามารถพูดภาษาอังกฤษและร้องเพลงภาษาอังกฤษได้ แต่ทั้งหมดแทบจะไม่มีประโยคไหนที่ไม่มีถ้อยคำรุนแรงเลย

พฤติกรรมก้าวร้าวขนาดที่หากมีคนมาขัดจังหวะการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ต้องถูกโวยและโมโหใส่ทุกรายไป จนไม่เป็นดูแลตัวเอง ไม่อาบน้ำเอง ไม่หาอาหารกินเอง ต้องมีคนที่คอยหาให้ทาน กินอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดจั๊งค์ฟู้ดเป็นส่วนใหญ่ พอไม่พอใจก็แสดงออกอย่างชัดเจน หากเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ชนะก็จะกระโดดไปทั่วบ้านและส่งเสียงดังราวกับนักรบที่ชนะสงครามเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเดินทางไปบ้านญาติต่างถิ่น หรือกินข้าวต้องมีแท็บเล็ตเปิดวีดีโอดูตลอดเวลา จนตอนนี้กำลังจะจบชั้นประถมศึกษาแต่ติดศูนย์ในหลายวิชา ทำให้ต้องสอบซ่อมและทำงานเสริมเพื่อให้มีคะแนนเพียงพอในการสำเร็จการศึกษา อีกไม่นานจะเรียนในระดับมัธยมศึกษา(เทียบเท่าเกรด 10-12 ในอเมริกา) ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่มีท่าทีลดลงเลย มิหนำซ้ำยังส่อทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย

แต่เนื่องด้วยคุณพ่อคุณแม่ของครอบครัวดังกล่าวไม่สามารถมีเวลาที่จะมาเลี้ยงดูจึงต้องจำใจปล่อยให้เทคโนโลยีเหล่านี้คอยเลี้ยงดูให้เติบโตไปในทิศทางนี้ ผมกังวลใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมากแต่ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปแก้ไขได้มากนัก ได้แต่อยากนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้ปกครองที่กำลังจะหยิบยื่นเทคโนโลยีมหัตภัยเหล่านี้ให้บุตรหลาน เพราะหากใช้ในทิศทางที่ถูกถือว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถช่วยให้บุตรหลานมีความรู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ มีความสามารถและพัฒนาการที่มากกว่าการเติบโตในยุคก่อน มีโอกาสในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น แต่หากใช้ในทางที่ผิดแล้วเทคโนโลยีเหล่านี้ก็พร้อมจะทำลายล้างเด็กได้เช่นเดียวกัน

ผมเคยอ่านบทความหนึ่งได้เขียนบอกว่า บิล เกตส์ ผู้รังสรรค์เทคโนโลยีระดับโลกไว้มากมายได้ห้ามให้ลูกใช้สมาร์ทโฟนจนกว่าจะอายุ 14 ปี ถึงแม้ในเพื่อนรุ่นเดียวกันจะมีสมาร์ทโฟนทุกคนแล้วก็ตาม เพราะพัฒนาการของเด็กในวัยนี้ เป็นช่วงของการหัดเขียน อ่านและสมองกำลังพัฒนาได้ดีที่สุด หากนำเทคโนโลยีมาสร้างผลกระทบอาจจะเกิดข้อเสียให้กับสมองได้ ทำให้ผมเห็นด้วยกับการให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมมากกว่าการหยิบยื่นอุปกรณ์เทคโนโลยีให้เด็ก ถึงแม้จะง่ายในการดึงความสนใจในเด็กและยังมีผลร้ายมากมาย และในกรณีที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ผมไม่กล้าจะจินตนาการได้เลยว่า หากเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วไม่สามารถเลิกพฤติกรรมเหล่านี้แล้วนั้น อนาคตของเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไร เด็กจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างไรหากไร้ซึ่งทักษะชีวิตในทุกด้านยกเว้นการค้นหาและจ้องมองจอเพียงอย่างเดียว

เด็กไม่ได้ต้องการเงินทองที่จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นมีใช้จับจ่ายอย่างสุขสบาย เพราะท้ายที่สุดเด็กทุกคนต้องการเพียงความรัก ความอบอุ่น การใช้ชีวิตที่รายรอบไปด้วยครอบครัวที่อบอุ่น มีคำแนะนำ มีการช่วยเหลือ สามารถให้เขามีการเติบโตและเรียนรู้อย่างถูกต้อง สำหรับผมในฐานะเด็กและเยาวชนคนหนึ่งขอเป็นอีกหนึ่งเสียงสะท้อนเพื่อยืนยันว่า เวลาของครอบครัวสำคัญกว่าเงินทองที่กองอยู่ตรงหน้า ความรักความอบอุ่นสำคัญกว่าคฤหาสน์หลังใดในโลกนี้

 

โดย… เจตน์ณรงค์   คำเป็ง

Check Also

เยาวชนไทยกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

จากอดีตถึงปัจจุบันความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่ามหาศาล มีสิ่งก่อสร้างที่อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง เช่นกับข่าวที่พึ่งออกไปไม่นานคือ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดีโฮปเวลล์รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายให้เอกชนถึง 1.2 หมื่นล้านบาท นับเป็นหนึ่งในโครงการที่มูลค่ามหาศาล เป็นต้น และยังมีอีกหลายโครงการเล็กใหญ่ที่เป็นการทุจริต ทำให้ความสูญเสียดังกล่าว ควรกลับกลายมาเป็นโครงการที่พัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของไทยได้มากกว่านี้ ดังนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมกันต่อต้าน เป็นหูเป็นตาเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นอีก เมื่อวันที่ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *