Monday , January 20 2020
Home / บทความ / บทความพิเศษ “เจตน์ณรงค์ คำเป็ง” / ฝึกใจแกร่งด้วยการชนะใจตน กับประสบการณ์วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก

ฝึกใจแกร่งด้วยการชนะใจตน กับประสบการณ์วิ่งมินิมาราธอนครั้งแรก

“ชนะอะไร ไม่เท่าชนะใจตนเอง” เป็นวลีที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าชนะใจตนเองนั้นจะยากขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ทำในสิ่งที่เป็นหน้าที่และสิ่งที่อยากทำในเวลาที่เหมาะสม จนกลายเป็นความเคยชินที่ปฏิบัติเสมอมา แต่การตัดสินใจสมัครวิ่งมาราธอนการกุศลครั้งแรก จะเป็นการต่อสู้กับจิตใจของตนเองอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน จนได้รู้ว่าการชนะใจตนเองนั้นยากและเกิดความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งสามารถชนะใจตนเองได้ นี่คือความท้าทายที่ไม่ยาก แต่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย

ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้รอบตัวเราขึ้นอยู่ที่ทัศนคติและมุมมองของแต่ละคน ความสุขของทุกคนมักจะเกิดขึ้นตามความชอบหรือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขครับ ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่ไม่ชอบที่จะฝืนร่างกายมากนัก ทำตามที่ต้องการเท่านั้น แต่เมื่อย้อนไปประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับสมัครการวิ่งมาราธอนเพื่อนำรายได้จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลหางดง ด้วยความที่ต้องการอยากสร้างกุศลด้วยและอยากลองทำในสิ่งที่ไม่เคยด้วยครับ ทราบข่าวว่าท่าทางมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่บริจาคให้โรงพยาบาลจำนวนหนึ่งแสนบาทและมีบุคคลากรของมหาวิทยาลัยวิ่งเป็นจำนวนมากและยังทราบอีกว่าท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ เข้าร่วมวิ่งด้วยยิ่งทวีความสนใจในการลงสมัครครับ การวิ่งในครั้งนี้มีด้วยกันสองประเภทได้แก่ FUN RUN คือการวิ่งที่ระยะทาง 4.5 กิโลเมตร และ มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร ด้วยอายุและความท้าทายจึงเลือกมินิมาราธอนเพื่อจะได้ฝึกร่างกายให้ทันเพราะคิดว่ามีเวลาเกือบหนึ่งเดือน แต่ด้วยภาระงานทำให้ไม่มีเวลาซ้อมวิ่งบ่อยครั้งและมีปัญหาการเจ็บหัวเข่าจากการเล่นฟุตบอลทำให้เป็นอุปสรรคในการฝึกซ้อมร่างกาย ทำให้ทุกครั้งที่ซ้อมได้แค่ 3 กิโลเมตร และซ้อมได้ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างกายไม่ฟิตต่อการวิ่ง 10 กิโลเมตรอย่างที่ตั้งใจไว้ครับ

เมื่อถึงวันวิ่งจริงๆปรากฏว่ามีนักวิ่งทั้งสองประเภทกว่าสองพันคนครับ ณ จุดปล่อยตัวมีผู้ที่ลงสมัครมินิมาราธอนกว่าพันคน ถือว่าเป็นการวิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากครับ เพราะเวลาปล่อยตัวคือเวลา 6.00 น. เช้ามาก แต่ผมกลับมีความกังวลเรื่องร่างกายของตนเองที่ฝึกซ้อมไปถึง ทำให้ต้องหาวิธีที่จะวิ่งยังไงให้ได้ระยะและเวลาที่กำหนดไว้ของกติกา คือ วิ่งระยะ 10.5 กิโลเมตรในเวลา 90 นาที ซึ่งทางออกที่ผมคิดได้คือการวิ่งด้วยความเร็วไม่มาก แต่ใช้วิธีการวิ่งไปเรื่อยๆโดยไม่หยุดพักครับ ความรู้สึกในตอนปล่อยตัวรู้สึกว่าความกังวลทำให้กดดันตัวเองครับ และมีเพื่อนคือพี่ต่อ บุคลากรศูนย์คอมพิวเตอร์ฯที่วิ่งด้วยทำให้ยิ่งกังวลว่าจะทำให้เพื่อนต้องช้าไปด้วยหรือไม่ แต่ถึงเวลาปล่อยตัวจริงๆกลับกลายเป็นว่าทุกคนไม่ได้วิ่งอย่างรวดเร็วกัน ทุกคนพยายามวิ่งในความเร็วที่เหมาะสม ทำให้ความกังวลที่เกิดขึ้นคลายและหายไปอย่างปลิดทิ้ง และวิ่งมาใน 2 กิโลเมตรแรกรู้สึกว่าเข่าไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆเลย ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่โชคเข้าข้างตนเองเหมือนเป็นอานิสงค์จากการทำกุศลในครั้งนี้

ในระยะแรกใช้การวิ่งตามความเร็วที่เหมาะสมจนมาถึงกิโลเมตรที่ 3 รู้สึกว่าเริ่มมีความเหนื่อยล้าของกล้ามขาพอสมควรครับ ด้วยร่างกายที่ไม่ฟิตสมบูรณ์ทำให้เกิดความล้าได้ง่ายแต่ไม่ถึงกลับอยากหยุดวิ่ง ยังวิ่งยิงระยะไปเรื่อยๆครับ ตลอดทางที่วิ่งมาได้มองเห็นคุณลุงที่วิ่งอย่างสนุกสนาน ได้เห็นผู้หญิงที่วิ่งเหมือนยังไม่มีความเหนื่อยล้าเท่าไหร่ และเห็นหลายคนที่ร่างกายที่ใหญ่แต่ยังวิ่งอย่างไม่ลดความเร็วเลย จึงเกิดแรงกำลังใจให้วิ่งต่อไป และข้างทางเห็นการบริการน้ำดื่ม รอยยิ้มจากผู้ที่จับจ่ายตลาด รอยยิ้มจากชาวบ้านที่มารอดูกลุ่มคนที่มาร่วมวิ่งการกุศล บางคนก็ส่งยิ้มให้ บางคนก็หยิบกล้องมือถือมาถ่ายวิดีโอ บางคนก็พูดให้กำลังใจทำให้ระยะทางเป็นเหมือนมีเครื่องเติมกำลังใจตลอดทาง จนเข้ากิโลเมตรที่ 4 เริ่มมีผู้คนจำนวนมากที่ลดความเร็ว มีคนหลายคนที่เริ่มเดินตลอดทาง แต่ด้วยกำลังใจที่อยากเข้าจุดหมายด้วยเวลาที่กำหนดทำให้พยายามบอกกับเพื่อนว่าจะวิ่งความเร็วนี้ไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดวิ่ง และที่สำคัญเส้นทางวิ่งเริ่มมาทางชมุชนที่ไม่มีผู้คนพลุพล่าน สองข้างทางเริ่มเป็นทุ่งนาสองข้างทางในกิโลเมตรที่ 5 ตอนนี้ร่างกายเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด อาการล้าที่สะสมมาทั้งหมดเริ่มแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่ด้วยเพื่อนที่วิ่งด้วยความพยายามทำให้มีแรงกำลังใจที่อยากวิ่งต่อไป สิ่งที่เห็นคือคนจำนวนมากที่ลดความเร็วทำให้วิ่งแซงไปได้ทีละคน ทีละสองคน จนได้พบเจอผู้อื่นที่วิ่งอย่างไม่หยุดยั้ง มีทั้งผู้ใหญ่ที่เป็นวัยกลางคน มีทั้งเด็กผู้ชายที่อายุน่าจะไม่เกินมัธยมต้น ทำให้เป็นแรงบันดาลใจที่อยากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ

ในกิโลเมตรที่ 6 รู้สึกเหมือนอยากจะหยุดวิ่งตลอดเวลา ร่างกายเริ่มไม่ไหวอย่างเห็นได้ชัดครับ ทุกก้าวที่ก้าวขาไปเหมือนร่างกายเหวี่ยงไปตามแรงเหวี่ยงที่เคยชินมากกว่าการที่สมองสั่งให้วิ่ง ผมได้หยุดเดินรับน้ำดื่มแล้วจิบน้ำ แหล่ะนั่นเองผมได้รู้ว่าร่างกายของผมเกินขีดความสามารถที่รับได้แล้ว เพราะเกินระยะทางที่ซ้อมมาเยอะมากแล้ว ระหว่างที่ผมเดินจิบน้ำไม่กี่ก้าวนั้น ร่างกายรู้สึกเบาหวิว ขาที่ยกแต่ละก้าวหนักอึ้งเป็นสัญญาณว่าต่อจากนี้ไปไม่ควรหยุดอีกแล้ว ผมจึงออกวิ่งอีกครั้งโดยที่เพื่อนไม่หยุดวิ่งแต่ใช้วิธีการลดความเร็วเพื่อรอผม ผมวิ่งโดยใช้ธรรมชาติข้างทางให้เป็นประโยชน์โดยการมองธรรมชาติวิวทุ่งนาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น เป็นบรรยากาศที่หาชมได้ยากในสังคมสมัยนี้โดยไม่มองทางที่วิ่งเพื่อเบี่ยงความสนใจของสมองออกจากระยะทางที่ได้ และมันได้ผลจนในที่สุดก็วิ่งมาถึงป้ายระยะทางกิโลเมตรที่ 8 และนี่เป็นการต่อสู้กับจิตใจของตนเองอย่างแท้จริง เนื่องจากร่างกายล้าเป็นอย่างมาก และในสมองมีเสียงก้องขึ้นหลายครั้งให้หยุดเดิน ผมพยายามมองไปข้างหน้าเพื่อมองหาผู้ที่มีอายุมากกว่า และผู้หญิงที่ไม่น่าวิ่งได้ถึงขนาดนี้ และผมก็เจอได้ไม่ยากเพราะข้างหน้ามีทั้งวัยกลางคนทั้งหญิงชายวิ่ง ทำให้เป็นแรงหักล้างกับจิตใจว่าคนเหล่านี้ยังมาถึงตรงนี้ได้ เราอายุแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้ ตอนนี้ร่างกายของผมบอกให้หยุดวิ่งดังไปหมด ในหัวมีแต่คำสั่งเดิมๆวนเวียนซ้ำไปมาเหมือนฟังเพลงเดิมหลายๆครั้ง ร่างกายที่พยายามวิ่งไปเรื่อยๆเริ่มส่งผลให้เกิดอาการล้าทั้งขาไป เกิดอาการเจ็บจากการเหนื่อยล้า บริเวณเอวและหน้าท้องมีอาการเจ็บเหมือนเกร็งกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน

ด้วยอาการเหล่านี้ผมเริ่มวิ่งไปเรื่อยๆ ด้วยความคิดที่อยากทำเวลาให้ได้ตามที่กำหนดไว้ และคิดเสมอว่าต้องทำได้ ต้องทำได้ ต้องทำได้ เพื่อหักล้างเสียงก้องในหัวตัวเองอีกครั้ง จนมาถึงกิโลเมตรสุดท้าย สมองและร่างกายแทบจะกลายเป็นสิ่งเดียวกันคือหยุดวิ่ง ผมมองไปข้างหน้าอย่างเดียว พยายาามไม่คิดสิ่งใดๆและก้าวขาวิ่งไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดเหลี้ยวที่จะเข้าจุดสิ้นสุดอีกแค่ 500 เมตร พอบอกกับเพื่อนที่วิ่งมาด้วยกันว่าหากไหววิ่งเข้าเส้นชัยไปก่อนเลย เพราะต้องนี้ผมไม่สามารถคุมความเร็วของร่างกายได้ ทำได้เพียงแค่วิ่งไปเรื่อยอย่าหยุด ต่อสู้กับความคิดของตัวเองอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ในใจพยายามวิ่งอย่างเต็มกำลังแต่รู้ได้เลยว่าความเร็วช้ามาก เมื่อเห็นจุดสิ้นสุดใกล้เข้ามาจึงลองพยายามเพิ่มความเร็วอีกครั้งแต่ก็ไม่สามารถทำได้จนวิ่งเข้าเส้นชัยในที่สุด หลังเข้าเส้นชัยมีการเช็คอินและมีเจ้าหน้าที่มอบเหรียญผู้ที่วิ่งและเข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนดได้ โดยเวลาที่ผมใช้ไปคือ 77 นาทีโดยประมาณ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในหัวหลุดไปหมดสิ้น ไม่เหลือความคิดใดๆ ร่างกายที่มีความล้ามากกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา ขาหนักอึ้ง ร่างกายเบาหวิวเหมือนสามารถลอยขึ้นไปได้ในอากาศ ผมหันไปดูเวลาอีกครั้ง และไม่น่าเชื่อผมสามารถวิ่งระยะทาง 10.5 กิโลเมตรด้วยเวลา 77 นาที นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำได้ ความคิดในหัวคือขอบคุณทุกท่านที่วิ่งมาด้วยกันตลอดทาง ขอบคุณเพื่อนที่วิ่งไม่หยุดทำให้มีแรงกดดันให้เราต้องวิ่งต่อไปได้

ขอบคุณทุกๆคนที่วิ่งทำให้รู้สึกว่าทุกคนยังทำได้ และขอบคุณร่างกายที่พยายามจนสามารถพิชิตระยะทางขนาดนี้มาได้ ขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้จัดกิจกรรมดีๆขึ้นมา ผมรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งนี้เป็นอย่างมาก ผมเดินไปหาพี่ๆที่รู้จักโดยแทบจะไม่รู้เหนื่อยเลยนอกจากอากาศล้าที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อ เป็นความภาคภูมิใจที่สามารถทำได้ ถือเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากและที่สำคัญเป็นการต่อสู้กับจิตใจของตนเองที่ยากลำบากมาก และสิ่งที่ทำได้นอกจากวิ่งมาราธอนสำเร็จคือการชนะใจตัวเอง และเป็นการฝึกใจให้แข็งแกร็งอย่างไม่เคยทำมาก่อน ที่สำคัญคือผู้ที่วิ่งทั้งหมดกว่า 2,820คนและได้เงินในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางแพทย์จำนวนมากซึ่งจะสรุปเมื่อสิ้นสุดโครงการทั้งหมดในสิ้นเดือนมีนาคมนี้

การชนะใจตนเองเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หากเราสามารถชนะใจตนเองและทำให้เกิดความสุขขึ้นกับตนเอง ความสุขหมุนรอบตัวเราอยู่ที่มุมมองที่ให้กับทุกสิ่งในทุกวัน หากเราเบิกบานมองโลกในแง่บวกทุกสิ่งย่อมทำให้มีความสุขได้ง่าย และทุกอย่างบนโลกใบนี้เกิดขึ้นได้จากการฝึกฝนแม้กระทั่งการฝึกจิตใจให้แข็งแกร่งได้จากการฝึกการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ และประสบการณ์วิ่งมาราธอนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าความสุข ความภาคภูมิใจเกิดขึ้นได้จากสิ่งเล็กที่ทำ สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้เพียงการทำสิ่งที่ชอบในเวลาที่เหมาะสมครับ

 

โดย เจตน์ณรงค์ คำเป็ง

ดร.ณรงค์   ชวสินธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ร่วมโครงการและร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

Check Also

เยาวชนไทยกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

จากอดีตถึงปัจจุบันความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่ามหาศาล มีสิ่งก่อสร้างที่อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถใช้งานได้จริง เช่นกับข่าวที่พึ่งออกไปไม่นานคือ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดีโฮปเวลล์รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายให้เอกชนถึง 1.2 หมื่นล้านบาท นับเป็นหนึ่งในโครงการที่มูลค่ามหาศาล เป็นต้น และยังมีอีกหลายโครงการเล็กใหญ่ที่เป็นการทุจริต ทำให้ความสูญเสียดังกล่าว ควรกลับกลายมาเป็นโครงการที่พัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของไทยได้มากกว่านี้ ดังนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมกันต่อต้าน เป็นหูเป็นตาเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดขึ้นอีก เมื่อวันที่ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *