Tuesday , November 19 2019
Home / บทความ / ความรู้เกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น / คดี DAPA และ DACA ที่ศาลสูงสุด

คดี DAPA และ DACA ที่ศาลสูงสุด

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014 ประธานาธิบดีโอบามาได้ใช้อำนาจของผู้บริหารสูงสุดของประเทศออกคำสั่งให้สิทธิแก่คนต่างชาติที่เป็นพ่อแม่ของซิติเซนต์หรือเป็นพ่อแม่ของผู้ถือใบเขียว (DAPA) โดยคนเหล่านี้จะไม่ถูกเนรเทศและสามารถขอใบทำงานได้ นอกจากนั้นยังได้ขยายขอบข่ายของ DACA เพื่อให้สิทธิครอบคลุมแก่คนที่เข้ามาในอเมริกาตั้งแต่เด็ก
กฎหมาย DAPA (Parents of Americans and Lawful Permanent Residents) และ DACA (Deferred Action for Childhood Arrivals) ระบุให้ออกบังคับใช้เพื่อให้สิทธิแก่คนต่างชาติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2015 แต่รัฐบาลของรัฐเท็กซัสร่วมกับรัฐอื่นๆ อีก 25 รัฐ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อยับยั้งมิให้รัฐบาลนำกฎหมายดังกล่าวออกบังคับใช้ โดยกล่าวว่าคำสั่งดังกล่าวของประธานาธิบดีมิสามารถนำออกบังคับใช้เนื่องจากมิได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสผู้พิพากษาแห่งรัฐเท็กซัสได้พิจารณาคดีและได้ประกาศยับยั้งมิให้นำออกใช้ โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่รัฐเท็กซัสและรัฐอื่นๆ อีก 25 รัฐ ผู้พิพากษายังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ประธานาธิบดีมิได้ปฏิบัติการตามขั้นตอนที่ถูกต้องในการออกคำสั่งดังกล่าว
ฝ่ายบริหารงานของประธานาธิบดีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ปรากฎว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินยืนกรานคำสั่งเดิมของผู้พิพากษาแห่งรัฐเท็กซัสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่ผ่านมา
ฝ่ายบริหารงานของประธานาธิบดีจึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด The Supreme Court
ศาลสูงสุดจะพิจารณาว่าคำสั่งของประธานาธิบดีดังกล่าวได้ละเมิดขั้นตอนตามกฎหมายหลักของประเทศหรือไม่ คาดว่าศาลสูงสุดจะเริ่มพิจารณาคดีประมาณเดือนเมษายน และคำตัดสินคาดว่าจะออกในราวปลายเดือนมิถุนายน
ทนายความแห่งรัฐเท็กซัสซึ่งเป็นแกนนำในการฟ้องร้องยับยั้งคำสั่งของประธานาธิบดี ได้กล่าวว่าศาลแห่งเฟดเคอร์ลได้พิจารณาคดีและได้ตัดสินแล้วว่าอำนาจของประธานาธิบดีนั้น มีจำกัด คำสั่งของประธานาธิบดีที่ให้สิทธิแก่คนต่างชาติเป็นการกระทำที่นอกเหนืออำนาจของประธานาธิบดี เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวมิได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิที่จะออกร่างกฎหมายเพื่อให้สิทธิแก่คนต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายเป็นจำนวนถึง 4 ล้านคน อำนาจในการออกร่างกฎหมายจะต้องมาจากสภาคองเกรสเท่านั้น
คนต่างชาติที่รอกฎหมาย DAPA และ DACA ยังมีความหวังสุดท้ายจากการพิจารณาคดีของศาลสูงสุดนี้ ถ้าศาลสูงสุดตัดสินให้คำสั่งของโอบามาสามารถออกบังคับใช้ได้ ตัวอย่างของผู้ที่จะสามารถขอรับประโยชน์ ได้แก่
ตัวอย่าง คุณอนงค์มาอยู่อเมริกาได้ 12 ปี และมีลูกเกิดที่อเมริกาอายุ 8 ขวบ ตามกฎหมาย DAPA คุณอนงค์จะไม่ถูกเนรเทศและจะสามารถขอรับใบทำงาน และมีสถานภาพที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง คุณเอก เข้ามาในอเมริกาในปี 1997 เมื่อเขามีอายุแค่ 12 ขวบ ในปี 2006 คุณเอกเดินทางกลับเมืองไทยไป ในปี 2007 คุณเอกได้ลักลอบกลับเข้ามาในอเมริกาอีก เนื่องจากการที่เขาเดินทางออกจากอเมริกาทำให้ช่วงเวลาที่อยู่ในอเมริกาไม่ต่อเนื่องเขาจึงไม่มีสิทธิขอรับ DACA ฉบับแรก แต่คำสั่งของโอบามาได้ขยายสิทธิของคนที่จะสามารถขอรับประโยชน์จาก DACA โดยระบุให้สิทธิแก่คนต่างชาติที่เข้ามาในอเมริกาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2010 ในกรณีนี้คุณเอกก็จะมีสิทธิขอรับประโยชน์จาก DACA ได้
ห้องกักขังไม่ได้มาตรฐาน
คนต่างชาติที่ถูกเจ้าหน้าที่ที่ด่าน CBP (Customs and Border Protection) จับตัวและกักขัง ได้ร่วมกันเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องรัฐบาลว่าสภาพห้องกักขังไม่ได้มาตรฐาน โดยระบุรายการดังต่อไปนี้
1. ห้องขังมีคนถูกกักขังไว้ด้วยกันมากเกินไป ห้องขังขนาด 15 ฟุต x 20 ฟุต ใช้กักขังคนต่างชาติประมาณ 30-35 คน ไม่มีที่เพียงพอให้คนได้นั่งหรือนอน บางคนต้องนอนตะแคง บางคนต้องหลับในท่านั่ง
2. อุณหภูมิในห้องกักขังเย็นจัด จนได้ชื่อว่าห้องน้ำแข็ง
3. ไม่มีเตียงนอน ไม่มีผ้าห่ม คนต้องนอนบนเก้าอี้ยาว หรือบนพื้นซีเมนต์
4. ในห้องขังไฟจะเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน และเจ้าาหน้าที่คอยเคาะลูกกรงทำเสียงดัง ทำให้คนไม่ได้หลับนอน
5. ในห้องขังมีอ่างล้างมือเพียงอันเดียว ไม่มีสบู่ ไม่มีกระดาษหรือผ้าเช็ดมือ คนถูกกักขังไม่ได้มีโอกาสอาบน้ำ
6. ไม่มีผ้าอ้อมให้เด็กเปลี่ยน ไม่มีผ้าอนามัยให้แก่ผู้หญิงที่มีรอบเดือน
7. ไม่มีกระดาษชำระให้ใช้อย่างเพียงพอ
8. ไม่มีตระกร้าใส่ขยะ ห้องขังสกปรก และมีกลิ่นเหม็น
9. อาหารไม่พอกิน คนถูกกักขังได้กินอาหารวันละ 2 ครั้ง อาหารที่ให้กินเป็นขนมปังแห้ง และน้ำผลไม้
10. ไม่มีน้ำอื่มกินอย่างเพียงพอ
11. ไม่ได้รับการรักษาพยาบาล ผู้คุมไม่เหลียวแลถึงแม้คนถูกขังจะเรียกร้องขอยา หรือบอกว่าตนเจ็บป่วย
12. ผู้คุมปฏิบัติการข่มขู่และก้าวร้าว เมื่อผู้ถูกขังร้องเรียนว่า อุณหภูมิหนาวเย็นมาก ผู้คุมกลับบอกว่าให้เงียบมิฉะนั้นจะลดอุณหภูมิลงอีก
13. ผู้คุมไม่ยอมให้คนถูกกักขังได้ใช้โทรศัพท์

จรินทร ทานัชฌาสัย

Check Also

การขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล (Public Charge)

ในอดีตคนที่ยื่นทำใบเขียวให้แก่ญาติพี่น้องของตน จะต้องเซ็นต์ค้ำประกัน (Affidavit of support) เพื่อรับรองต่อรัฐบาลว่าญาติของตนที่จะรับใบเขียวจะไม่เป็นภาระของรัฐบาล คนที่เป็นคนยื่นเรื่องจะต้องแสดงหลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินของตน ถ้าคนที่ยื่นเรื่องไม่มีรายได้พอเพียงและไม่มีทรัพย์สินก็นสามารถหาคนอื่นที่มีรายได้ หรือมีทรัพย์สินมาช่วยค้ำประกันให้ด้วยได้ รัฐบาลสามารถปฏิเสธมิให้ใบเขียวแก่คนต่างชาติ ถ้าเจ้าหน้าที่พิจารณาว่าคนต่างชาตินั้นจะมาเป็นภาระของรัฐบาลในอนาคต คือจะต้องมาขอเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือต้องให้รัฐบาลและสังคมส่วนรวมออกค่ารักษาพยาบาลเป็นระยะยาวในอนาคต คนต่างชาติอาจหมดสิทธิรับใบเขียว ถ้าจะเข้ามาขอรับประโยชน์ตามโครงการต่อไปนี้ในอนาคต ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *