Tuesday , August 20 2019
Home / บทความ / ความรู้เกี่ยวกับอิมมิเกรชั่น / การปกป้องทรัพย์สินจากเจ้าหนี้

การปกป้องทรัพย์สินจากเจ้าหนี้

คดีความการฟ้องร้องกันในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมายมีผู้วิเคราะห์ว่าทุกคนในสหรัฐอเมริกาจะต้องรู้จัก เป็นเพื่อนหรือเป็นญาติกับคนที่ถูกฟ้องร้องมีคดีความ ในทุกๆ 30 วินาทีจะมีคดีความถูกยื่นฟ้องร้องในศาล ในทุกๆ ปีประมาณหนึ่งในสิบคนของผู้ที่บรรลุนิติภาวะถูกฟ้องร้องด้วยคดีต่างๆ กัน คนมักจะยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อผู้ที่มีทรัพย์สิน ดังนั้นถ้าคุณมีบ้าน มีธุรกิจ มีเงินฝากธนาคาร หรือมีการประกันภัย คุณอาจจะถูกฟ้องร้องด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งได้ เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้

1.คุณให้เพื่อนยืมรถไปขับ แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ

2.หมาที่คุณเลี้ยงไว้กระโจนใส่คนเดินผ่านหน้าบ้าน ทำให้ผู้นั้นล้มและกระดูกหัก

3.คนที่เช้าบ้านจากคุณฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสารตะกั่วเป็นพิษ (Lead poisoning) กฎหมายใหม่อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บสามารถฟ้องร้องเจ้าของสถานที่ย้อนหลังไปได้ถึง 10 ปี

4.สมมุติคุณเป็นหมอแล้วถูกคนไข้ที่คุณทำการผ่าตัดให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการผ่าตัดผิดพลาด

ถ้าคุณมีบ้านและมีรายได้มากกว่า $30,000 ต่อปี คุณควรพิจารณาหาวิธีการในการปกป้องทรัพย์สินของคุณจากเจ้าหนี้ต่างๆ ตลอดจนเจ้าหนี้ที่เกิดจากฟ้องร้อง  ในขณะเดียวกันกฎหมายไม่ต้องการให้คนเอาเปรียบเจ้าหนี้โดยการยักย้ายหลบหลีกทรัพย์สินของตนจากเจ้าหนี้ เช่น ถ้าคุณถูกฟ้องร้องหรือกำลังจะล้มละลาย แล้วคุณโอนทรัพย์สินของคุณไปให้คนอื่น เพื่อให้เขาเก็บรักษาไว้ให้คุณ ถือว่าเป็นการโอนที่มีเจตนาโกง (fraudulent conveyance)

แต่ถ้าคุณวางแผนปกป้องทรัพย์สินของคุณไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีปัญหากับเจ้าหนี้ หรือก่อนหน้าที่คุณจะถูกฟ้องร้อง ถือว่าเป็นการวางแผนในการจัดการทรัพย์สิน (estate planning) การปกป้องทรัพย์สินของคุณดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ข้อเสียในการวางแผนจัดการทรัพย์สินเพื่อปกป้องทรัพย์สินจากเจ้าหนี้มีข้อเสียคือ คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งในการจัดทำ และคุณอาจสูญเสียอำนาจในการควบคุมทรัพย์สินของคุณ

วิธีหลักในการปกป้องทรัพย์สินของคุณจากเจ้าหนี้ของคุณ คือการโอน หรือยกทรัพย์สินของคุณให้แก่คนอื่น เช่น บุตร หลาน หรือเพื่อน เมื่อทรัพย์สินมิได้อยู่กับคุณแล้ว เจ้าหนี้ของคุณก็มาเอาทรัพย์สินนั้นมิได้ แต่ข้อเสียคือ คุณสูญเสียอำนาจในการควบคุมทรัพย์สินนั้นและถ้าบุตรหลานของคุณไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของคุณ คุณก็ไม่สามารถเรียกทรัพย์สินกลับคืนมา

ถ้าคุณต้องการปกป้องทรัพย์สินของคุณจากเจ้าหนี้และจากการถูกฟ้องร้อง คุณไม่ควรถือทรัพย์สินร่วม (joint ownership) การถือทรัพย์สินร่วม เช่น Joint tenancy หรือ tenancy by the entirety มีข้อดีคือทรัพย์สินนั้นไม่ต้องผ่าน Probate ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าทนายและค่าศาล เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลง ทรัพย์สินนั้นจะถูกผ่านไปเป็นของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจเป็นสามี (ภรรยา) หรือบุตรของคุณ โดยที่ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

ข้อเสียของการถือทรัพย์สินร่วม คือถ้าคนใดคนหนึ่งถูกฟ้องและแพ้คดี เจ้าหนี้สามารถเข้ามายึดทรัพย์สินนั้นโดยไม่คำนึงว่าคุณเป็นเจ้าของอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง นอกจากนั้นถ้าทรัพย์สินร่วมเป็นเงินฝากธนาคารหรือหลักทรัพย์อื่นๆ บุคคลหนึ่งอาจนำเงินไปใช้โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับรู้ ดังนั้นคุณไม่ควรถือทรัพย์สินร่วมถ้าคุณต้องการปกป้องทรัพย์สินของคุณ

การประกันชีวิต (Life Insurance)

การประกันชีวิตเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งซึ่งทายาท, บุตร หลานของคุณจะได้รับเงินจำนวนหนึ่งเมื่อคุณเสียชีวิตลง คุณสามารถประกันชีวิตโดยใส่ชื่อบุคคลที่คุณต้องการให้ได้รับผลประโยชน์เงินประกันนั้น ข้อดีของการประกันชีวิตคือเงินประกันนี้ไม่ต้องผ่าน Probate แต่ถ้าคุณใส่ชื่อลูกหรือหลานให้เป็นผู้รับประโยชน์ แล้วคุณเกิดเสียชีวิตลงในขณะที่ผู้รับประโยชน์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ศาลจะแต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สิน เพื่อจัดการเงินประกันที่ได้รับนั้น

ถึงแม้ว่าเงินประกันจะไม่ต้องผ่าน Probate แต่มันจะถูกนำมารวมอยู่ในทรัพย์สินของผู้ตาย และจะต้องเสีย estate tax ในปัจจุบัน estate จะได้รับยกเว้น $11.4 ล้าน โดยไม่ต้องเสียภาษี แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในปีหน้าเพื่อลดจำนวนที่ยกเว้นนี้ลง

ดังนั้นถ้าคุณคิดว่า estate ของคุณจะมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่ได้รับยกเว้นแล้ว คุณควรพิจารณาหาวิธีหลีกเลี่ยงภาษีและปกป้องทรัพย์สินจากเจ้าหนี้ โดยการโอนความเป็นเจ้าของการประกันชีวิตนี้ อย่างน้อย 3 ปีก่อนที่คุณจะเสียชีวิต ให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่คุณตั้งใจไว้ หรือจัดตั้งกองทุน Irrevocable Life Insurance Trust เมื่อคุณโอนเงินประกันนี้ออกไป gift tax ซึ่งอาจจะต้องเสียจะถูกคำนวนจากมูลค่าปัจจุบันของกรมทัณฑ์ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่ามูลค่าซึ่งจะได้รับเมื่อคุณเสียชีวิตลง และเงินประกันนี้จะไม่นับรวมอยู่ใน estate ของคุณ

การทำธุรกิจในรูปของบริษัทจำกัด

การจัดตั้งบริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง ตลอดจนต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทางกฎหมายด้านรายงานและด้านภาษี ข้อดีของบริษัทคือ ความรับผิดชอบจำกัดต่อเจ้าหนี้เพียงจำนวนเงินลงทุนในบริษัทการทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากบุคคลทั่วไปและจากลูกจ้างพนักงานของบริษัท ดังนั้นถ้าคุณทำธุรกิจและจ้างลูกจ้างหรือพนักงาน คุณควรจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบของบริษัทเพื่อปกป้องทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ

การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด

การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นคุณเป็นเจ้าของหุ้นและจัดการดูแลการดำเนินธุรกิจแต่ทรัพย์สินของคุณจะมีห้างหุ้นส่วนเป็นเจ้าของเมื่อทรัพย์สินเป็นของห้างหุ้นส่วนมิใช่ของคุณ เจ้าหนี้หรือบุคคลที่ฟ้องร้องคุณไม่สามารถมาเอาทรัพย์สินของคุณได้ คุณสามารถนำทรัพย์สินของคุณ เช่น บ้าน, ธุรกิจ หรือหลักทรัพย์มาเข้าในห้างหุ้นส่วน คุณอาจจะถือหุ้นเพียงเล็กน้องเช่น 5% และทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ หรือหุ้นส่วนสามัญ (General Partner)หุ้นทั้งหมดที่เหลืออีก 95% คุณสามารถยกให้แก่บุตรหลาน โดยให้บุตรหลานนั้นเป็นหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partners)

เมื่อคุณเป็นหุ้นส่วนสามัญ คุณสามารถจัดการธุรกิจ และคุณสามารถถอนเงินออกมาใช้เป็นค่าตอบแทนการทำงานในการจัดการธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะไม่มีสิทธิในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนจำกัดอาจได้รับส่วนแบ่งกำไร หลังจากคุณซึ่งเป็นหุ้นส่วนสามัญจะเป็นผู้พิจารณากำหนดให้มีการแบ่งจ่ายผลกำไรดังกล่าวให้แก่หุ้นส่วน

ข้อดีของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ เจ้าหนี้ไม่สามารถเจาะผ่านห้างหุ้นส่วน เพื่อเข้ามายึดทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน เจ้าหนี้มีสิทธิเพียงที่จะขอรับส่วนแบ่งกำไรของหุ้นส่วนผู้ที่เป็นหนี้ตนอยู่เท่านั้น การแบ่งจ่ายผลกำไรเป็นเรื่อง ซึ่งอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของหุ้นส่วนสามัญ ดังนั้นถ้าคุณซึ่งเป็นหุ้นส่วนสามัญตัดสินใจที่จะไม่แบ่งจ่ายผลกำไรของห้างเจ้าหนี้ก็ไม่สามารถได้รับเงิน การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและค่าภาษีห้างหุ้นส่วน แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการปกป้องทรัพย์สินของคุณจากเจ้าหนี้หรือจากผู้ที่ฟ้องร้องคุณ ถ้าผู้ใดสนใจในการวางแผนเพื่อจัดการทรัพย์สิน กรุณาติดต่อ จรินทร ทานัชฌาสัย 310-515-2888

โดย….จรินทร ทานัชฌาสัย

Check Also

ปัญหาเกี่ยวกับเงินกู้ค่าบ้าน

ธนาคารไม่สามารถปฏิเสธการลดหย่อนค่าผ่อนบ้านโดยไม่มีเหตุผล HAMP เป็นโครงการที่รัฐบาลได้จ่ายเงินให้แก่สถาบันการเงิน-ธนาคาร เป็นจำนวนเงินถึง 20 พันล้านเหรียญ เพื่อให้สถาบันการเงิน-ธนาคารดังกล่าวเข้าร่วมในโครงการ HAMP เพื่อให้ความช่วยเหลือเจ้าของบ้านที่มีปัญหาในการผ่อนจ่ายค่าบ้าน โดยให้การลดหย่อนค่าผ่อนบ้าน เพื่อเลี่ยงการถูกยึดบ้าน และให้คนสามารถเก็บบ้านของตนไว้ได้ ธนาคารที่รับเงินจากรัฐบาลจะต้องเซ็นต์สัญญาว่าจะปฏิบัติตามระเบียบของ HAMP ในการพิจารณาลดหย่อนค่าผ่อนบ้านให้ซึ่งเรียกว่า ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *