Monday , August 10 2020
Home / บทความ / ขอพูดด้วยคน / “คุกมีไว้ขังคนจน”

“คุกมีไว้ขังคนจน”

นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด

กรณีนายวรยุทธ “บอส” อยู่วิทยา ลูกชายนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่ม “กะทิงแดง” (RED BULL) มูลค่าหลายพันพันล้านบาท ได้เสพสุราและอื่นๆ จนขาดสติแล้วขับรถหรูไปชน ดต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตร.สน.ทองหล่อ จนถึงแก่ชีวิตและ หลบหนีออกนอกประเทศเป็นเวลากว่า 8 ปี จนเมื่อต้นเดือนกรกฏาคม 2020 ได้มีการเปิดเผยว่า อัยการทำสำนวนไม่สั่งฟ้องลงนามโดยนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด

คำว่า “คุกมีไว้ขังคนจน ”จึงกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งในประเทศไทยและลามไปถึง “เฟอร์รารี” จากอิตาลี และ “เมอร์เซเดส เบนซ์” จากเยอรมนี ประกาศปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงการจัดส่งเครื่องยนต์ให้กับค่ายรถแข่ง “เร้ด บูลล์ เรซิง” ของบริษัท Red Bull

เกิดแคมแปญปลุกจิตสำนึกในโลกออนไลน์ โดย เวย์น เฮสส์ อดีตนาวิกโยธิน (หน่วยซีล) แห่งกองทัพสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องผ่านเพจเฟซบุ๊ก ของตนโดยเรียกร้องให้ผู้บริโภคทั่วโลก “เลิกซื้อสินค้า” ใน เครือกระทิงแดง หรือ “RED BULL” บริษัทร่วมทุนข้ามชาติระหว่างนักธุรกิจตระกูลอยู่วิทยาของไทยและนักธุรกิจจากออสเตรีย ภายใต้แคมเปญ say NO to RED BULL

https://m.facebook.com/hashtag/saynotoredbull

การออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในครั้งนี้ของ เวย์น เฮสส์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันและเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อตอบโต้ “บอส -วรยุทธ อยู่วิทยา” ทายาทกระทิงแดงที่ยังคงใช้ชีวิตอย่าง “หรูหราฟู่ฟ่า” ไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในต่างแดนนานกว่า 5 ปี หลบหนีความผิดขับรถสปอร์ตหรูพุ่งชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555

“บอส อยู่วิทยา สมควรต้องเผชิญกับคืนวันอันหนาวเหน็บในขุมนรก …หากคุณจะซื้อสินค้าใดๆ ของบริษัทเร้ดบูลล์ ขอให้พวกคุณลองคิดถึงชะตากรรมของตำรวจไทยนายหนึ่งที่ถูกลูกเศรษฐีที่ไร้จิตสำนึกขับรถราคาแพงพุ่งชน และมันยังขับรถลากร่างของเขาไปตามถนนอย่างน่าเวทนา จนตำรวจไทยนายนี้สิ้นใจ ผมขอให้พวกคุณหยุดคิดสักนิด ถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของตำรวจไทยนายนี้ ก่อนที่คุณจะควักกระเป๋าซื้อสินค้าของเร้ดบูลล์ครั้งต่อไป” เฮสส์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังเกิดข่าวลือแพร่สะพัดในแวดวงแข่งรถสูตรหนึ่ง ฟอร์มูลา วัน ออกมาว่า ค่ายยานยนต์ชื่อดังของโลกอย่างน้อย 2 ค่าย คือ “เฟอร์รารี” จากอิตาลี และ “เมอร์เซเดส เบนซ์” จากเยอรมนี #ประกาศปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงการจัดส่งเครื่องยนต์ให้กับค่ายรถแข่ง “เร้ด บูลล์ เรซิง” ของบริษัท Red Bull ผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดังในการแข่งขันรถสูตรหนึ่งฟอร์มูลา วัน ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการ “เพิ่มแรงกดดันในเชิงจริยธรรม” แก่บริษัท Red Bull กรณีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทผู้บริหาร Red Bull ขับรถยนต์หรูยี่ห้อเฟอร์รารีชนเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อปี 2555 แต่กลับปรากฏว่า นายบอส ยังคงใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขในต่างแดน รวมถึงการเดินทางมาชมการแข่งขันรถฟอร์มูลาวันของทีมตัวเอง คือ ทีม เร้ด บูลล์ เรซิง อยู่เป็นประจำ จนทีม Red Bull ต้องหันไปใช้เครื่องยนต์ที่ผลิตโดย “แท็ก ฮอยเออร์” ค่ายนาฬิกาชื่อดังจากสวิตเซอร์แลนด์แทน

สำหรับ คดีทายาทกระทิงแดงชนแล้วหนี 5 ปี คดีไม่คืบ บ่ายเบี่ยงเบี้ยวนัดอัยการถึง 7 ครั้ง โดย “บอส – วรยุทธ อยู่วิทยา” ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีขับรถชน “ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ” เสียชีวิต หลบหนีอยู่ต่างแดนใช้ชีวิตหรูหรารอบโลก ครั้นกลับมายังเมืองไทยด้วย “อำนาจเงิน” และ “บารมี” จึงรอดหมายจับหวุดหวิด นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวหลบหนีออกนอกประเทศ ก่อนศาลอนุมัติหมายจับเพียง 3 วัน แถมหลายข้อหาก็หมดอายุความลงเป็นที่เรียบร้อย เช่น “ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” และ “ข้อหาทำให้ทรัพย์สินเสียหาย” ทำให้สังคมอดนำไปเปรียบเทียบกับคดีของคนจนที่ต้องติดคุกติดตะราง เพราะไม่มีเงินนั่งเครื่องบินเจ็ตหลบหนี

โดยขณะนี้เหลือ 2 ข้อหาที่จะเอาผิดกับบอสคือ “ข้อหาไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร” และ “ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เป็นคดีความเมื่อ ปี 2555 ผู้ต้องหาได้รับการอำนวยความสะดวกจากคนมีสีมาโดยตลอด ไล่ตั้งแต่กรณีจัดหาแพะรับบาป การให้ประกันตัว ช่วยเหลือให้หลบเลี่ยงหนีคดี ขณะเจ้าตัวมีท่าทีประวิงเวลามากว่า 5 ปี เบี้ยวนัดอัยการ 7 ครั้ง กระทั่ง ศาลอนุมัติหมายจับในวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คดีของบอสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเพราะสำนักข่าวเอพีได้รายงานข่าว ว่า บอส – วรยุทธ อยู่วิทยา ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในต่างประเทศโดยไม่ถูกดำเนินคดี พร้อมบุกบ้านพักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จู่โจมไมค์จ่อปากจี้ถามว่า มาทำอะไรที่ลอนดอน? จะเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาของอัยการหรือไม่? แต่ไร้ซึ่งคำตอบจากบอส

จากนั้น บอสเดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทย แต่ไม่ทราบชัดว่าเดินทางมาจากประเทศใด ก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศโดยเครื่องบินเจ็ต ไปยังประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2560 ราวกับจะรู้ล่วงหน้าว่าตำรวจจะขอหมายจับในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ ไม่มีสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยอมรับว่า อนุญาตให้กับทายาทกระทิงแดงเดินทางออกนอกประเทศได้ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2560 เพราะเป็นการเดินทางเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีหมายจับเกิดขึ้น ในวันที่ 28 เม.ย. 2560

      แถลงการณ์คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานายวรยุทธ อยู่วิทยา

ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุติการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งถูกตั้งข้อหาเป็นคดีอาญา 5 ข้อหา รวมถึงข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยที่ทั้ง 5 ข้อหานี้ หากมีการดำเนินคดีอาญาและต่อสู้คดีกันตามปกติ แม้พิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง ก็มีโอกาสที่ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ อย่างไรก็ตามปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีความพยายามในการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดียิ่งให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนที่ให้การช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษทางวินัย ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเองได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและไม่ได้กลับมาต่อสู้คดีตามปกติเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานหลายปี ข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และคอยติดตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง

แม้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการดำเนินคดีและผลของคดีอาญาในคดีจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศในภาพรวม การดำเนินคดีอาญาในคดีนี้กลับเป็นไปด้วยความล่าช้าจนทำให้คดีขาดอายุความไป 3 ข้อหา ในขณะที่ข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่อุกฉกรรจ์ที่สุดในบรรดาข้อหาทั้งหมดและเจ้าพนักงานยังมีโอกาสพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาไปจนถึงปี 2570 สำนักงานอัยการสูงสุดกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ทั้งที่ได้เคยมีการออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้าและมีการแจ้งให้สาธารณชนทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและดุลยพินิจ ซ้ำร้ายสังคมกลับทราบข่าวการสั่งไม่ฟ้องจากสื่อต่างประเทศ นอกจากนี้รายงานการตรวจพบสารเสพติดในตัวผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยการใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาขับรถขณะเมาสุราที่ได้ยุติไปก่อนหน้าและการไม่ดำเนินคดีอาญาใดๆ ที่เกี่ยวข้องการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย

แม้ว่าตามกฎหมาย พนักงานอัยการจะมีดุลยพินิจในการสั่งคดีไม่ว่าจะเป็นการสั่งฟ้องหรือการสั่งไม่ฟ้องบนพื้นฐานของ “พยานหลักฐาน” ว่าพอเพียงที่จะดำเนินคดีหรือไม่และรับฟังได้เพียงใด  หรือบนพื้นฐานของ “ประโยชน์สาธารณะ” แต่การใช้ดุลยพินิจดังกล่าวจะต้องมี “เหตุผล” ที่หนักแน่น โดยเฉพาะคดีที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างเช่นคดีนี้ ยิ่งต้องแสดงเหตุผลที่หนักแน่นมากเป็นพิเศษเพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีอาญาที่โปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยคลายความวิตกกังวลของสาธารณชน อย่างไรก็ตามตั้งแต่เริ่มมีการดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาเมื่อปี 2555 จวบจนปัจจุบัน ความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่คำชี้แจงหรือคำอธิบายต่อการดำเนินการและผลทางคดีกลับไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ และบางครั้งมีความขัดแย้งกันเอง สร้างความไม่พอใจและเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่เหลื่อมล้ำและเลือกปฏิบัติเพราะเหตุของความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคม จนเกิดวาทกรรม “คุกมีไว้ขังคนจน” ในขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพยายามอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและพยายามกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงการดำเนินคดีอาญาต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทำให้ความพยายามดังกล่าวไร้ความหมายในสายตาของประชาชาชน และการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่มีต่อองค์กรและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักนิติรัฐ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย และเพื่อรักษากำลังใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและด้วยความภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามข้างท้าย ขอเรียกร้องให้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร็ว 1. ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา โดยละเอียดและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึงผลของคดีที่ขาดอายุความและการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา และ 2. ตรวจสอบว่าการดำเนินการและการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย สุจริตและโปร่งใสหรือไม่ และหากพบว่ามีการดำเนินการหรือการใช้ดุลยพินิจในขั้นตอนใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สุจริต หรือไม่โปร่งใส ให้พิจารณาดำเนินการและใช้ดุลยพินิจใหม่ให้ถูกต้อง

27 กรกฎาคม 2563

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Check Also

“โบราณว่า”

ข่าวที่ออกมางงจน “จับแพะชนแกะ” ไม่ถูกแล้ว จริงๆ แล้วมันมี ”แกะดำ” อยู่แค่ไม่กี่ตัว แต่เกรงว่าจะทำให้ ”ปลาตายทั้งข้อง”  แม้ ”วัวหายแล้วล้อมคอก” ก็ยังดีกว่าไม่ล้อมเลยวัวที่เหลือจะหายอีก  เรื่องแบบนี้ใครๆก็รู้ “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” ...