Wednesday , August 12 2020
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / เมื่อโลกเปลี่ยน คนก็ต้องปรับ

เมื่อโลกเปลี่ยน คนก็ต้องปรับ

ผู้บริหารและคณาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ถ่ายภาพหมู่หลังจากเสร็จสิ้นฟังการบรรยายถึงความเตรียมพร้อมการปรับตัวหลังโรคโควิด 19

จากการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสโควิด 19 จนส่งผลกระทบให้โลกกระเทือนไปแทบทุกหัวระแหง จนต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ที่เรียกกันว่า “ความปกติใหม่” หรือ “New Normal”

ความเป็นปกติใหม่ที่ว่านี้หมายถึง เราจำต้องปรับเปลี่ยนให้เคยชินกับเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล โดยจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมาอาทิเช่น ปรับเปลี่ยนการทำงานจากที่สำนักงานกลายเป็นทำงานที่บ้าน(Work From Home)โดยเปลี่ยนการสื่อสารกับผู้ร่วมงานเป็นระบบประชุมทางไกล (VDO Conference)

ระบบการขนส่งและผลิตภัณฑ์สินค้าก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน โดยจำเป็นที่จะต้องคำนึงและเน้นสินค้าที่มีคุณภาพและต้องบริการได้อย่างรวดเร็ว และการสื่อสารด้านโซเชียลมีเดียทางออนไลน์จะกลายเป็นสื่อหลัก

เท่ากับว่ามาตรฐานชีวิตของเราทุกๆ คนจะต้องปรับเปลี่ยนไปแทบทั้งหมด!!!

สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับโรคโควิด 19 นั้น      ประเทศไทยทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับการควบคุมโรคระบาดได้เป็นอย่างดีอันดับที่ 2 จากจำนวน 184 ประเทศ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทยจะลดน้อยลงไปแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าคนไทยยังคงมีวินัยที่ดีสวมใส่หน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า

ส่วนการระบาดของโรคโควิด 19 ในสหรัฐอเมริกานั้นแม้จะยังไม่ผ่านขั้นตอนการระบาดระดับหนึ่งก็ตาม แต่ขณะนี้กลับปรากฏว่าโรคโควิด 19 ได้แพร่ระบาดเป็นคำรบสองแล้วถึง 26 รัฐ

ทั้งนี้ “ดร.แอนโทนี ฟาวซี”ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดเชื้อและโรคภูมิแพ้ของสหรัฐฯ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases) หนึ่งในคณะทำงานพิเศษรับมือกับวิกฤตไวรัสโควิด 19 ประจำทำเนียบขาว ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับหนึ่งทางด้านนี้

ดร.ฟาวซี ได้ทำงานให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯมาแล้วถึงหกท่านด้วยกัน แต่เนื่องจากท่านเป็นคนตรงให้ความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมา จึงมีเหตุทำให้ไม่ค่อยกินเส้นกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เท่าใดนัก และมักจะมีข่าวออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆว่า นายแพทย์ท่านนี้อาจจะถูกประธานาธิบดีทรัมป์ปลดออก

จากการให้การต่อคณะกรรมมาธิการสภาผู้แทนฯเกี่ยวกับการควบคุมโรคโควิด 19 เมื่อวันอังคารนี้ ดร.ฟาวซีได้กล่าวเตือนว่า “ข้าพเจ้ามีความห่วงใยการระบาดโรคโควิด 19 มากเหลือเกิน เพราะไม่กี่วันมานี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสร้ายเพียงแค่วันเดียวกว่าสามหมื่นคน และข้าพเจ้าเชื่อว่ากว่าวัคซีนจะใช้รักษาโรคโควิดได้ คงจะใช้เวลาอีกหลายปี”

ส่วนรัฐที่มีจำนวนของผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 มากที่สุดก็คือรัฐอริโซ่นา เท็กซัส ฟลอริด้าและ เนวาด้า

มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 ในสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับโดยคนอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วกว่า 122,000   คน และมีคนอเมริกันติดเชื้อโรคโควิดมากถึง 2.3 ล้านคน

นอกจากนั้นแล้ว ดร.ฟาวซี่ ยังได้กล่าวเตือนคนอเมริกันว่า “ควรจะสวมหน้ากาก”  แต่กลับปรากฏว่าผู้นำประเทศเยี่ยงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับดันทุรังไม่วางตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอเมริกัน จึงมีผลทำให้คนอเมริกันที่มีความศรัทธาต่อเขาพากันเมินเฉยไม่ยอมใส่หน้ากากป้องกันตัวเองและสังคมรอบข้างแทบทั้งสิ้น!!!

ขณะที่ประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่โหมด New Normal เช่นกันนั้น องค์กรต่างๆจึงจัดให้มีการทำความเข้าใจต่อพนักงานในองค์กรของตนเอง

ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

สำหรับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ก็จัดให้มีการประชุมบุคลากรและอาจารย์  โดย “อธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์”ใช้เวลาแบ่งปันข้อมูลและเสนอมาตรการต่างๆที่บรรดาอาจารย์และบุคลากรจะต้องปรับเปลี่ยน  อีกทั้งยังมี “รองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์” และ “รองศาสตราจารย์พิธากรณ์ ธนิตเบญจสิทธิ์” เข้าร่วมในการบรรยายครั้งนี้ด้วย

ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้ชี้ว่ามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาประเทศไทย โดยอาจารย์และบุคลากรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวก้าวให้ทันตามที่ประเทศชาติต้องการ ดังนั้นการปฏิบัติในยุค “New normal” บรรดาคณาจารย์จำต้องเปลี่ยนวิธีการสอนให้เป็นแนวใหม่

โดยท่านอธิการฯได้ให้แนวทางเพื่อจัดการกับปัญหาเดิมว่า บรรดาคณาจารย์สมควรที่จะให้น้ำหนักกับสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของนักศึกษามากกว่าเงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้น ให้น้ำหนักกับปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างอาจารย์และนักศึกษามากกว่าจำนวนชั่วโมงที่นักศึกษาอยู่ในห้องเรียนหรือเรียนผ่านสื่อ  ให้น้ำหนักกับการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความสนใจของนักศึกษาเชื่อมโยงกับชุมชนและบริบทที่นักศึกษาเป็นอยู่มากกว่าการเรียนรู้อิงตามมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งประเทศ  ให้น้ำหนักกับการประเมินผล เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาจากชิ้นงานและพฤติกรรมของนักศึกษามากกว่าการประเมินเพื่อการตัดสินที่สามารถจะนำไปใช้ให้คุณให้โทษแก่มหาวิทยาลัย

และบุคลากรทางการศึกษา  ให้น้ำหนักกับการช่วยเหลือนักศึกษาที่มีความท้าทายในการเรียนควบคู่กับการส่งเสริมนักศึกษากลุ่มอื่นๆ ให้เต็มตามศักยภาพ  ให้น้ำหนักกับการเรียนรู้เพื่อสุขภาพกายและใจควบคู่กับการเรียนรู้ด้านวิชาการ

และให้น้ำหนักกับการจัดสรรทรัพยากรออฟไลน์ควบคู่ไปกับทรัพยากรออนไลน์

โดยตอนหนึ่งท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้เสนอแนะว่า “อาจารย์ควรทำการสอนตามที่นักศึกษาถนัด เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถ อาจารย์ต้องมุ่งปั้นหรือสร้างนักศึกษาให้เป็นเลิศ ไม่ใช่สอนเพียงอย่างเดียว ต้องส่งเสริมนักศึกษาให้มีศักยภาพสูงขึ้น และมอบกำลังใจให้แก่นักศึกษา”

อนึ่งดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้กล่าวโยงต่อไปอีกว่า มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เป็นของชุมชน เพื่อพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาครอบครัว พัฒนาด้านสุขภาพกายใจ และหากสถาบันการศึกษาไม่พัฒนานักศึกษาแล้วผลที่ได้รับก็คือ “ความล้มเหลว”

รองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์

ส่วน “รองอธิการบดีชุติมา ชวสินธุ์” ได้จัดดำเนินการให้ภายในมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าไป โดยสแกน  QR Code ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของมหาวิทยาลัยเข้าไปตามห้องเรียนและตามหน่วยงานต่างๆ

สำหรับบริเวณโรงอาหารก็จะมีการกำหนดจุดเว้นระยะเพื่อความปลอดภัยบริเวณที่นั่ง และกำหนดให้นักศึกษานำอุปกรณ์ส่วนตัวอาทิเช่น ช้อนและส้อมมาจากบ้าน และนักศึกษาทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัยและเฟซชิลด์ Face Shield อีกด้วย

การที่มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ต้องวางมาตรฐานอย่างเคร่งครัดเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากไม่ต้องการให้นักศึกษาทุกๆคนต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด19

รองศาสตราจารย์พิธากรณ์ ธนิตเบญจสิทธิ์

คราวนี้หันมาดูการบรรยายของ “รองศาสตราจารย์พิธากรณ์ ธนิตเบญจสิทธิ์” แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่กันบ้าง ซึ่งรองศาสตราจารย์พิธากรณ์ เป็นนักวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญอย่างมากมายในกระทรวงการอุดมศึกษาอาทิเช่น เป็นคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามนโยบายของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ด้านคุณภาพอุดมศึกษา)  เสนอแนะแนวทางการจัดกลุ่มประเภทของสถาบันอุดมศึกษาตามศักยภาพและความสามารถของแต่ละสถาบัน  เสนอกลไกการใช้ระบบคุณภาพอุดมศึกษาที่เน้นผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามศักยภาพและความสามารถของสถาบัน

นอกจากนั้น ดร.พิธากรณ์ ทำการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอระบบคุณภาพที่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาที่มีจุดเน้นแตกต่างกัน

และที่สำคัญอีกด้านหนึ่งก็คือเสนอแนวทางการขับเคลื่อนสถาบันอุดมศึกษาไปสู่ 100 อันดับแรกของโลกอีกทั้ง ศึกษาการนำระบบ Objective & Key Result (OKR) เพื่อเชื่อมโยงการขับเคลื่อนอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ

ทั้งนี้การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังไม่มีเหมือนกับสหรัฐอเมริกา โดยดร.พิธากรณ์ยังมีบทบาทสำคัญในการดำเนินขบวนการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยโดยจะดำเนินการประเมินมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยจากผลงานใน 5 ด้าน คือ ชื่อเสียงในงานวิจัย คุณภาพของการจัดการเรียนการสอน บทบาทที่เกี่ยวกับการศึกษาระหว่างประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ ๆ และการมีส่วนร่วมในการสร้างความก้าวหน้าของภูมิภาค

ตอนหนึ่งดร.พิธากรณ์ยังได้แบ่งปันเรื่องการจัดกลุ่มของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยออกเป็นสี่กลุ่มด้วยกันได้แก่ หนึ่ง: กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก สอง:กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม

กลุ่มที่สาม: มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ คือสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งสู่การพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่บุคคล ชุมชน สังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อการดำรงชีพและให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต นำไปสู่ความเข้มแข็งและการพัฒนาที่ยั่งยืนของทรัพยากรมนุษย์ สังคม ท้องถิ่น และภูมิภาคโดย ดร.พิธากรณ์เล็งเห็นว่ามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้

ส่วนกลุ่มที่สี่: ได้แก่กลุ่มที่มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพสาขาต่าง ๆ และสาขาจำเพาะ

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงประเทศเล็กๆก็ตาม แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งภาครัฐ ประชาชน และองค์กรต่างๆของไทย ก็มิได้นิ่งนอนใจต่างร่วมมือช่วยกันปรับตัว เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน และมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ก็จัดให้มีความพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงรับต่อสถานการณ์ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดีละครับ.

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

มารู้จักผู้บุกเบิกโรงเรียนนานาชาติ ชั้นนำสองสถาบันในไทย

อาจารย์พอล อัทเลย์มอบพระคัมภีร์ให้กับอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์มอบของที่ระลึกให้กับอาจารย์พอล อัทเลย์และอาจารย์แกรี่ วู้ด ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งลี้ลับ ที่บางครั้งบางคราเราจะรู้สึกและสัมผัสได้ว่าอยู่รอบๆและคอยปกปักษ์รักษาช่วยเหลือเราอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่สำหรับผมเองนั้น ขอบอกว่าเชื่ออย่างเต็มร้อย ชีวิตส่วนใหญ่ของผมมักจะปฏิบัติไปตามครรลองครองธรรมที่ถูกต้อง และเมื่อใดก็ตามที่ผมเลือกจะประพฤติและปฏิบัติตามใจตัวเองหลายๆครั้งหลายๆครามักจะหลงทางพบกับความเดือดร้อน ...