Friday , August 14 2020
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / โอกาสที่จะได้รับเลือกในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีหรือไม่?

โอกาสที่จะได้รับเลือกในสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีหรือไม่?

“ประธานสภาฯ แนนซี เพโลซี่”

บรรยากาศการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์

การเฝ้าติดตามข่าวรอคอยเกี่ยวกับชะตากรรมทางการเมืองของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” มาอย่างยาวนานสามเดือนๆกว่า ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีการลงมติแล้วว่า “จะถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์”เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันพุธที่ 19 ธันวาคมที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆนี้

ปรากฏว่าผลของการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ในสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นไปตามความคาดหมาย

อนึ่งประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาสองกระทงด้วยกันคือ ประธานาธิบดีทรัมป์ละเมิดอำนาจหน้าที่โดยมีพฤติกรรมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐฯเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง

และในกระทงที่สองก็คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ละเมิดขบวนการยุติธรรม ที่ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับสภาคองเกรสในทุกๆด้าน โดยทุกๆครั้งที่คณะกรรมาธิการทั้งหกชุดของสภาผู้แทนราษฎรร้องขอเอกสารต่างๆไปยังทำเนียบขาว แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด เพราะเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวได้รับการสั่งการมาจากประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “มิต้องให้ความร่วมมือในทุกๆด้าน”

ในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธนี้ปรากฏว่าในค่ายพรรคเดโมแครตได้เทคะแนนถึง   230 เสียงให้ถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งในกรณีละเมิดอำนาจหน้าที่

ส่วนเสียงในพรรครีพับลิกันนั้น ปรากฏว่าผนึกพลังกันอย่างเหนียวแน่น โดยออกเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยต่อการถอดถอนทั้งหมดคือ 197 เสียง

สำหรับกรณีกระทงที่สองสมาชิกพรรคเดโมแครตมีมติเห็นชอบด้วยเสียง 229 ต่อพรรครีพับลิกัน 198 เสียงในประเด็นประธานาธิบดีทรัมป์ละเมิดขบวนยุติธรรมขัดขืนข้อเรียกร้องจากสภาคองเกรส

เป็นอันว่าสภาผู้แทนราฎรได้รับเสียงส่วนใหญ่อย่างน้อยคือ  216 เสียงให้มีการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง เท่ากับว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่สามในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาที่ถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง

แท้จริงแล้วแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้พยายามทุกๆวิถีทางไม่ให้มีการลงมติถอดถอนตนเกิดขึ้น โดยเขาพยายามออกมาปกป้องตนเองยืนยันแบบกระต่ายขาเดียวว่า “ข้าพเจ้าบริสุทธ์ไม่มีความผิดแต่อย่างใด” โดยได้รับกระแสสนับสนุนจากฐานการเมืองของเขาอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมากถึงกับเอ่ยปากประกาศท้าทายสภาคองเกรสว่า “ขอให้มีการลงมติถอนถอนข้าพเจ้ารวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้” อาจจะเนื่องมาจากเขาเชื่อมั่นว่า หากมีการลงมติเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม เขาได้เปรียบทางด้านการเมืองเพราะวุฒิสมาชิกที่มาจากพรรครีพับลิกันเดียวกันกับเขามีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเหนือพรรคเดโมแครตอยู่แล้วด้วยเสียง 53 ต่อ 47

เพราะตามรัฐธรรมนูญแม่บทของสหรัฐอเมริกาการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเสียงสนับสนุนของวุฒิสมาชิกอย่างน้อย  67 คนจาก 100 คน หรือถือเป็นสองในสาม ซึ่งขณะนี้จำนวนวุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครตมีแค่เพียง 47 เสียง

และประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีความมั่นใจว่า จะ ไม่มีวุฒิสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกัน 20 คนเดียวกันกับตนหันหน้าแปรพักตร์ทิ้งไปร่วมมือกับพรรคเดโมแครตที่ต้องการเสียงสนับสนุน 20 เสียงอย่างแน่นอน!!!

อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีข้อได้เปรียบมหาศาลที่มีนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลในวุฒิสภาคอยให้การสนับสนุนเขาอย่างเหนียวแน่นหนึบ ซึ่งสองคนนั่นก็คือ “วุฒิสมาชิกมิชท์ แม็คคอนเนลล์”ผู้นำของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาซึ่งคุมเสียงข้างมาก และ    “วุฒิสมาชิกลินด์เซย์ เกรแฮม”สังกัดพรรครีพับลิกันและยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวุฒิสภา

ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านวุฒิสมาชิกมิชท์ แม็คคอนเนลล์ยังได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นการยากที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะข้าพเจ้าร่วมมือกับทำเนียบขาววางกลยุทธ์กันอย่างแน่นหนา”

และเหตุผลหลักที่คนอเมริกันยังคงสนับสนุนเขาอยู่อาจจะเป็นเพราะว่า ในเมื่อสภาวะเศรษฐกิจทั่วไปของสหรัฐฯดีมากอยู่แล้ว จำนวนของคนว่างงานก็ลดลงต่ำสุด จึงไม่จำเป็นที่จะต้องถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง!!!

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งส่วนใหญ่มาจากสมาชิกของพรรคเดโมแครตโดยพวกเขากล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ละเมิดขบวนการยุติธรรมและขัดขืนสภาคองเกรส โดยพวกเขากล่าวอ้างในการชูธงปกป้องรัฐธรรมนูญ

และในเมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเป็นทางการแล้ว “แนนซี เพโลซี”ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็จะส่งเรื่องทั้งหมดของมติส่งต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อทำการการไต่สวน นำโดยประธานศาลสูงสุด ซึ่งมีวุฒิสมาชิกทั้งหมด 100 คน รับหน้าที่เป็นคณะลูกขุน

ดังนั้นเมื่อดูจากแนวโน้มทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเสียงของวุฒิสมาชิกมากถึง 67 เสียงลงมติถอนถอดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ซึ่งคงจะเป็นโอกาสดีที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะหยิบยกเอามาเป็นข้ออ้างในการหาเสียงการเลือกตั้งอีกหนึ่งสมัยของเขาในปี 2020

และยังเป็นที่น่าสังเกตุอีกว่า เวลาของการแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดียังคงเหลือแค่เพียง 11 เดือนเท่านั้น ซึ่งพรรคเดโมแครตยังไม่มีตัวแทนของพรรคที่แน่นอนแต่อย่างใด เมื่อเป็นเยี่ยงนั้นยิ่งเป็นผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์มีข้อได้เปรียบมากยิ่งขึ้นไปด้วยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์ทางการเมืองของสหรัฐฯทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดเจน การเดินเกมวางหมากด้านการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ให้กระเด็นออกจากตำแหน่งของพรรคเดโมแครตนั้น นับเป็นการเสี่ยงอย่างมหาศาลแต่เป็นการจำเป็นทางด้านการเมือง ส่วนผลของการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งผลออกมาอย่างไรเราคงจะทราบอีกสองเดือนข้างหน้าว่ามติของคนอเมริกันคิดว่าอย่างไรและหากสภาวะทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังคงมีความคล่องตัวไม่เปลี่ยนแปลงโอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับเลือกในสมัยที่สองก็ยังคงมีอยู่ค่อนข้างสูงละครับ.

                  โดย….ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

โจ ไบเดน เลือกขุนศึกหญิงเข้าร่วมในทีมแล้ว

ขณะที่การเมืองสหรัฐฯกำลังเข้มข้น ผมใคร่ขอวิเคราะห์ถึงข้อได้เปรียบและเสียเปรียบระหว่าง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กับ “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ในที่สุดเมื่อวันอังคารที่เพิ่งผ่านมานี้ อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ตัดสินใจเลือก “วุฒิสมาชิกคามาลา แฮร์ริส” ที่เธอเป็นหนึ่งในนักการเมืองสตรีตัวเต็ง 11 ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *