Wednesday , September 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / แม่แบบที่น่าเอาอย่างของสองประธิบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐฯ

แม่แบบที่น่าเอาอย่างของสองประธิบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐฯ

 

บทความนี้ผมได้รับการดลใจจากการอภิปรายโต้คารมกันในรัฐสภาระหว่าง “สันติ พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลังกับ “ส.ส.ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์วุฒิ”จากจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อคืนวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2019

โดย สส.ศรัณย์วุฒิ ได้หอบเอาข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯไปอ้างอิงโดยถามรัฐมนตรีช่วยว่าการการคลังว่า “ขอให้ช่วยตอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในภาวะชลอตัว และประชาชนทั่วประเทศก็มีความยากจนลงมากๆ”

ทั้งนี้ รมช.สันติ พร้อมพัฒน์ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ทำการบ้านมาดีเท่าที่ควร โดยถือกระดาษมาเพียงแผ่นเดียวลุกขึ้นอธิบายซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเกี่ยวกับทางออกของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและได้กลายเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!!!

อนึ่งเมื่อหกปีก่อนผมเคยได้มีโอกาสได้พบกับ ส.ส.ศรัณย์วุฒิ ที่จังหวัดเชียงราย โดยมีท่านอดีตรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย “สุธรรม แสงประทุม” ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรที่ดีติดต่อกันมากว่าสี่สิบปีได้ชวนให้ผมไปทานอาหารเย็นร่วมกับ ส.ส.ศรัณย์วุฒิด้วยในวันนั้น ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกันแล้วผมรู้สึกมีความประทับใจเป็นอย่างมาก  ซึ่งส.ส.หนุ่มร่างใหญ่ราวกับนักกล้ามผู้นี้เป็นคนพูดตรงไปตรงมา ทำให้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ผมนั่งดูการอภิปรายในรัฐสภาเมื่อคืนวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2019 นี้ผมรู้สึกคล้อยตามไปกับข้อมูลพร้อมคำอธิบายอย่างสมเหตุสมผลที่ ส.ส.ศรัณย์วุฒิยกขึ้นมาอ้างและโต้แย้งรัฐมนตรีช่วยการคลัง

และจากประสบการณ์การที่ผมเข้าไปพูดคุยสัมผัสกับชีวิตส่วนตัวของ พ่อค้า แม่ค้า ชาวไร่ชาวนา และจากนักธุรกิจหลายประเภท ต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า “การทำมาหากินในขณะนี้ช่างแสนจะยากลำบากมากทีเดียว”

ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงวิธีกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจชนิดถดถอยแบบสุดๆทั้งในสมัยของ “ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี.รูสเวลท์”และ สมัยของ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา”ขึ้นมาทันทีว่า ผู้นำทั้งสองท่านนี้มีความสามารถแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่ร้ายแรงกันได้อย่างไร? ที่อาจจะเป็นข้อคิดสำหรับนักการเมืองไทยในการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย!!!

ทั้งนี้ขณะที่ทั้งประธานาธิบดีรูสเวลท์และประธานาธิบดีโอบามาก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ถือเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถดถอยอย่างเลวร้ายและร้ายแรงหนักที่สุด (Economic Depression) ของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

โดยก่อนที่ประธานาธิบดีรูสเวลท์จะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว “ประธานาธิบดีเฮอร์เบร์ต ฮูเวอร์”  ซึ่งสังกัดค่ายพรรครีพับลิกันไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้นได้ จึงเป็นผลให้คนอเมริกันต้องถูกแบงค์หรือสถาบันการเงินต่างๆยึดบ้านที่อยู่อาศัย  จำนวนคนว่างงานมีสูงมากถึง 25% แสนจนน่าวิตก แถมสถาบันการเงินและการธนาคารต้องพับเสื่อธุรกิจพังระเนระนาดแบบเป็นรายวัน!!!

และในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวนั้น ก็ได้มีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช ผู้ลูก ซึ่งในขณะนั้นคนชั้นกลางถูกลดฐานะกลายเป็นคนในระดับล่างและธนาคารค่อยๆล้มละลายโดยระหว่างปี 2008-2012  ธนาคารล้มระเนระนาดมากถึง 465 แห่ง มีจำนวนคนว่างงานอยู่ที่ 7.8% ตอนโอบามาเข้าสู่ทำเนียบขาว และเพิ่มสูงมากขึ้นถึง 12.7%

สำหรับทางออกที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี.รูสเวลท์ นำมาใช้แก้วิกฤติเศรษฐกิจอันเลวร้ายก็คือ ท่านได้เชิญนักวิชาการหนุ่มสาวไฟแรงเข้ามาช่วยระดมมันสมอง โดยหนึ่งในนักวิชาการไฟแรงครั้งนั้นก็มี “ศาสตราจารย์ ดร.โธมัส ฟรีดแมน” คณบดีผังเมืองโดยท่านแต่งตำราเรียนหลายเล่ม เมื่อครั้งที่ผมได้รับทุนเรียนที่ UCLA ปี 1992  ซึ่งท่านได้เล่าให้ผมฟังว่า “ตอนนั้นผมยังหนุ่มมากๆ (ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านจะมีอายุเกือบเก้าสิบปีแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังทำงานเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ อยู่ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย มหาวิทยาลัยในแวนคูเวอร์, แคนาดา)  แต่อยู่ในกลุ่มนักวิชาการหนุ่มสาวไฟแรงได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการเขียนและเสนอโครงการต่างๆรวมถึงเสนอแนวความคิดใหม่ๆให้กับประธานาธิบดีรูสเวลท์” โดยประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้เรียกเยาวชนหนุ่มสาวไฟแรงกลุ่มนี้ว่า “Brain Trust” หรือ “กลุ่มมันสมองที่ไว้วางใจได้”

ส่วนประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งครั้งนั้นตระหนักดีและยอมรับว่า สหรัฐฯกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจร้ายแรงแบบสุดๆ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้ามารับช่วงตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุชผู้ลูก

ทั้งนี้ประธานาธิบดีโอบามาได้ใช้โมเดลของประธานาธิบดีรูสเวลท์ในการแก้ไขปัญหาเพราะสถานการณ์ทั้งสองสมัยมีลักษณะคล้ายๆกัน โดยเขาได้รวบรวมกลุ่มมันสมองที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์เฉพาะทางด้านต่างๆมาเป็นคณะทำงานและคณะที่ปรึกษา และได้ตั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 10 ปีที่เรียกว่า“American Recovery and Reinvestment Act 2009”

อนึ่งโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของโอบามาเป็นไปตามแผนที่วางไว้โดยการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจประสบผลสำเร็จติดต่อกันมาแล้ว 11 ปีตราบเท่าทุกวันนี้ จากจำนวนของคนว่างงานที่มีสูงถึง 12.7% ลดลงเหลือเพียง 4.8%  ตอนที่เขาพ้นออกจากตำแหน่งในสมัยที่สองและขณะนี้อยู่ที่ 3.6%!!!

และถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะได้รับอานิสงส์ของการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจต่อมาจากประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ตาม แต่ทรัมป์กลับขโมยซีนเก็บเอาเครดิตเข้ากระเป๋าอ้างว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่ประเทศเจริญก้าวหน้าในขณะนี้มาจากผลงานของเขาเองทั้งสิ้น

อนึ่งทั้งประธานาธิบดีรูสเวลท์และประธานาธิบดีโอบามาต่างมุ่งสร้างงาน โดยทั้งสองผู้นำต่างมุ่งช่วยเหลือคนระดับล่างเป็นหลัก ทั้งนี้ประธานาธิบดีรูสเวลท์ได้ตั้งสวัสดิการของคนระดับกลาง คนระดับล่างและผู้สูงอายุที่เรียกองค์กรนี้ว่า “Social Security Administration” ซึ่งได้ตกทอดมาจนกระทั่งทุกๆวันนี้

สำหรับผลงานชิ้นโบว์แดงของประธานาธิบดีโอบามา ก็คือผ่านกฎหมายสวัสดิการด้านสุขภาพหรือที่เรียกว่า “โอบามาแคร์” โดยขณะนี้พรรครีพับลิกันกำลังจ้องพยายามหาทางที่จะยกเลิกกฏหมายนี้อยู่ตลอดเวลาตาไม่กระพริบ!!!

และยังเป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยเช่นกันว่า ทั้งประธานาธิบดีรูสเวลท์และประธานาธิบดีโอบามาต่างก็ถูกต่อต้านจากนักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันอย่างแข็งขันในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อนึ่งเป็นที่ยอมรับกันดีว่าทั้งประธานาธิบดีรูสเวลท์และประธานาธิบดีโอบามาต่างก็มีความสามารถเฉพาะตัวในการสื่อสารกับประชาชนคนอเมริกัน โดยผู้นำทั้งสองต่างก็เป็นนักพูดที่มีพรสวรรค์พิเศษในการกล่าวคำปราศรัย และทั้งคู่ต่างก็มีความเป็นผู้นำหรือมีแคแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษแถมยังมีอารมณ์ขัน ที่สำคัญทั้งสองต่างก็สังกัดอยู่ในค่ายพรรคเดโมแครต!!!

ส่วนพื้นเพทางด้านครอบครัวของทั้งสองผู้นำนี้ก็แสนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยประธานาธิบดีรูสเวลท์มาจากตระกูลที่มั่งคั่งและยังเป็นตระกูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแวดวงการเมืองมาโดยตลอด ส่วนประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาจากครอบครัวที่แตกหัก แต่ทั้งนี้โอบามาขณะที่เติบโตในประเทศอินโดนีเซีย เขาได้บอกกับครูประจำชั้นของเขาเมื่อตอนที่เขาอายุเพียง 7 ขวบว่า “โตขึ้นผมอยากจะเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา”

ส่วนการสร้างความเชื่อถือและสร้างความศรัทธาของทั้งประธานาธิบดีรูสเวลท์และประธานาธิบดีโอบามา ถือว่าเป็นมาตรฐานที่นักการเมืองคนอื่นๆต่างทำไม่สำเร็จ โดยผู้นำทั้งสองต่างก็เชื่อว่า “การสร้างภาพพจน์ที่ดีในสายตาของนานาชาติเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง”  จึงเป็นที่มาของการที่ทำให้ทั้งสองผู้นำได้กลายเป็นที่นิยมชมชอบจากบรรดานานาชาติ และประธานาธิบดีโอบามาได้รับรางวัลโนเบลสิบเอ็ดเดือนหลังจากเข้าสู่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้และทั้งนั้นกล่าวโดยสรุปจากการหยั่งเสียงของนักรัฐศาสตร์ร่วมสองร้อยคนที่ได้ทำการหยั่งเสียงและเปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2019 ได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ที่ให้การยกย่องว่า  “ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี.รูสเวลท์ คือประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่อันดับสามของสหรัฐอเมริกา”และ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 8” จากจำนวนประธานาธิบดี 45 คน ส่วน “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 44 ละครับ.

                  โดย  ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

 

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *