Wednesday , September 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / เยาวชนเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงของเมืองลุงแซม มาช่วยพัฒนาเพื่อเด็กกำพร้าของไทย

เยาวชนเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงของเมืองลุงแซม มาช่วยพัฒนาเพื่อเด็กกำพร้าของไทย

เอมี แอนโธเนลลี ผู้อยู่เบื้องหลังเหล่าเยาวชนผู้มีจิตอาสา

ในช่วงสองเดือนกว่าๆที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสพบปะกับเยาวชนราวๆหนึ่งร้อยคนอายุระหว่าง 16 – 19 ปีใน โครงการสร้างบ้านเด็กกำพร้าบ้านบุญทอง ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตำบลห้วยทราย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

โดยเยาวชนระดับมัธยมปลายมีทั้งหมดห้ารุ่นแต่ละรุ่นจะเดินทางมารุ่นละยี่สิบคน โดยมีผู้นำติดตามมาครั้งละหนึ่งคน และก็ยังมีผู้ปกครองติดตามมาอย่างน้อยรุ่นละสองถึงคน!!!

คุณน้ำผึ้ง ธรรมปิน ผู้ดูแลเด็กกำพร้าบ้านบุญทอง ซึ่งเด็กๆต่างเรียกเธอว่า แม่ผึ้งบอกให้ผมฟังว่าเด็กเหล่านี้อยู่ในช่วงพัฒนาการที่กำลังเติบโตมีการเปลี่ยนแปลงสูง โดยเธอต้องการให้การศึกษา เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ ด้วยความรักความอบอุ่น และสายใยแห่งเมตตา เพื่อเตรียมความพร้อมให้พวกเขาได้มีความแข็งแกร่ง เพื่อสามารถที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างในวันข้างหน้า

โดยคุณผึ้งพูดอย่างน่าฟังว่า ในความวุ่นวายของสังคมทุกๆวันนี้ ภาพข่าวที่ปรากฏตามทีวีช่องต่างๆพบว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับเด็กเป็นจำนวนมาก และเมื่อเธอมองไปว่าเด็กๆที่เธอนำมาอุปการะตัวน้อยๆเหล่านี้ ต้องตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก เคยอยู่ในครอบครัวที่ไร้ซึ่งความสุข ขาดความรักความอบอุ่น ถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหาโดยลำพัง

ด้วยเหตนี้คุณผึ้งและครอบครัวพร้อมกับเพื่อนๆได้มีโอกาสพบกับเด็กๆเหล่านี้จึงเกิดความรู้สึกสงสาร เพราะเด็กๆเหล่านี้ไม่มีใครดูแล ไม่มีอาหารที่ดี ไม่มีเสื้อผ้าสะอาด ไม่มีที่นอนที่เหมาะสม และไม่ได้เรียนหนังสือ จึงได้ก่อตั้ง“บ้านเด็กบุญทอง” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กๆรวมถึงแม่เด็กๆที่ยากจน และแม่ของเด็กบางคนก็เป็นคนพิการ

อนึ่งคุณผึ้งตั้งปณิธานว่า “จะดูแลและพัฒนาชีวิตของพวกเขาเหล่านี้จนกว่า เด็กๆจะกลับสู่สังคมและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ด้วยความรักเด็กๆ คุณน้ำผึ้งได้เริ่มรับเด็กๆมาเลี้ยงอยู่ด้วยกันเมื่อสี่ปีก่อน โดยขณะนี้มีเด็กทั้งหมด 31 คน เป็นเด็กชาย 2 คน หญิง 29 คนโดยมีอายุตั้งแต่สอบขวบถึง 14 ปี อนุบาล 14 คนและ 17 คนกำลังเรียนในชั้นประถมหนึ่งถึงมัธยมหนึ่ง ทั้งนี้คุณน้ำผึ้งย้ำว่าเด็กๆ 99% กำพร้าพ่อ บางคนพ่อแม่ติดคุกตลอดชีวิต บางคนพ่อเสียชีวิต  บางคนแม่เสียชีวิต บางคนพ่อทิ้งตั้งแต่อยู่ในท้อง  บางคนแม่ติดเหล้าเอาเด็กมาเร่ขาย บางคนเด็กถูกล่วงละเมิดจากพ่อเลี้ยง บางคนพ่อแม่เสียชีวิตทั้งหมด และบางคนพ่อติดยา แม่ยากจนดูแลไม่ไหว

คุณน้ำผึ้งเล่าว่าเด็กๆมาจากหลายๆพื้นที่ หลายจังหวัด เช่น โคราช กรุงเทพฯ พะเยา เชียงราย น่าน  แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ โดยเด็กบางคนมีผู้ใหญ่บ้าน หรือไม่ก็คุณครูส่งรายชื่อมาให้

ตอนหนึ่งคุณผึ้งได้เล่าว่า “บ้านเด็กบุญทอง” จึงเหมือนที่พักพิงที่อุ่นใจให้เด็กๆและยังเป็นการช่วยเหลือคุณแม่วัยใสที่ยังไม่พร้อมดูแลลูกๆ ให้พวกเธอได้ไปตั้งตัวก่อน เมื่อพร้อมแล้วเราจะส่งเด็กๆคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวที่แท้จริงต่อไป

สำหรับการดูแลเด็กๆเหล่านี้คุณผึ้งดูแลเหมือนระบบครอบครัว โดยแม่น้ำผึ้ง จะกินนอนและดูแลเหมือนเป็นลูกๆตลอดยี่สิบชั่วโมง  เพราะกว่าที่เด็กแต่ละคนจะกลับมามีความสดใส ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความรัก อบรมดูแลสั่งสอน ให้ความอบอุ่น ได้รับการศึกษาตามความสามารถของแต่ละคน ด้วยสายใยรักแห่งความสุข และทางบ้านยังดูแลไปถึงแม่ของเด็กที่ยากจน แม่วัยใส แม่พิการ หางานให้ทำและช่วยเรื่องการครองชีพข้าวสารอาหารแห้งและเงินบางส่วน เพื่อที่ว่าเมื่อแม่มีความมั่นคง แข็งแรงในชีวิตมากขึ้น แม่จะได้กลับมารับน้องคืนสู้อ้อมอก บางเคสที่พ่อแม่ติดคุกทางบ้านจะนำเด็กไปเยี่ยม เพื่อต้องการให้เด็กๆได้มีสายใยความรักเป็นสายสัมพันธ์จากพ่อแม่ที่แท้จริง

อนึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างบ้านให้กับ บ้านกำพร้าบ้านบุญทองก็คือ “Deseret Network International” ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐยูทาห์ ภายใต้การนำของประธานเอมี แอนโธเนลลี (Amy Antonelli) โดยเธอจบปริญญาตรีจากบีวายยู (Brigham Young University) และเธอจบปริญญาโทจากฮาร์วาร์ด

อนึ่งก่อนที่เธอจะรับตำแหน่งนี้ เธอได้มีประสบการณ์มาแล้วอย่างมากมายอาทิ

เอมี่เดินทางไปเป็นมิชชั่นนารีที่อิตาลี และจากนั้นเธอได้ไปทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนที่อินเดียนานกว่าเจ็ดปี หลังจากนั้นเธอได้เข้าไปเข้าทำงานกับ สตีฟ จอบส์ ซีอีโอชื่อดังของ Apple และเธอยังได้ไปทำงานให้กับ มาร์ก   ซักเคอร์เบิร์ก  แห่งเฟซบุค

และในช่วงสามปีที่ผ่านมานี้ เธอได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของ “Deseret Network International” ซึ่งทำงานอยู่สามโปรแกรมใหญ่ๆ

โดยหนึ่งในสามโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมของเยาวชนที่เรียกว่า “Humanity Experience for Youth” หรือเรียกสั้นๆว่า “HEFY” โดยแต่ละปีโครงการเยาวชนมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมราวสามพันคนทั่วโลกหกทวีป

ทั้งนี้เนื่องจากผมเล็งเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีและเอมี่ยังเป็นศิษย์เก่าสถาบันเดียวกันกับผมที่ของ มหาวิทยาลัยบริคัม ยัง ซึ่งเข้าไปเป็นพันธมิตรที่ดีทางด้านวิชาการกับมหาวิทยาลัยนอร์ทเชียงใหม่มานาน ผมจึงได้ติดตามความคืบหน้าของโคงการสร้างบ้านให้เด็กกำพร้ามาตลอด นอกจากนั้นแล้วผมยังเล็งเห็นอีกเช่นกันว่า เยาวชนทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของคริสตจักรวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

และยังเป็นที่น่าสนใจอีกว่าเยาวชนเหล่านี้ระหว่างเรียนหนังสือในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่างต้องการหาประสบการณ์ในต่างประเทศ

จากการที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับเยาวชนทุกคนปรากฏว่าพวกเขาล้วนหลงใหลในเสน่ห์ของเมืองไทยที่ คนไทยช่างใจดีมีความโอบอ้อมอารีกับพวกเขา ส่งรอยยิ้มให้กับพวกเขา ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีความหมายต่อพวกเขามากทีเดียว!!!

อีกทั้งพวกเขายังมองว่า คนไทยมีความสุข บรรยากาศประเทศไทยดีมาก และเหนือสิ่งอื่นใดอาหารไทยแสนอร่อย

แต่ละคนต่างบอกให้ผมฟังว่า ระหว่างที่อยู่เมืองไทยพวกเขาไม่มีโอกาสติดต่อกับพ่อแม่เลย เพราะทันทีที่เดินทางออกจากไต้หวัน โทรศัพท์มือถือก็ถูกผู้นำริบเก็บเอาไว้จนหมด เพราะทางโปรแกรมต้องการให้พวกเขาได้โฟกัสกับงานที่พวกเขาทำอยู่

อีกทั้งพวกเขายังพูดกันเป็นเสียงเดียวกันออกมาว่า การมาทำงานสร้างบ้านเพื่อเด็กๆกำพร้าในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ แม้ว่าพวกเขาจะทำงานหนักตลอดทั้งวันก็ตาม แต่พวกเขาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการเสียสละ และการมีวินัยในตัวเอง

และขณะเยาวชนเหล่านั้นกำลังก้มตาทำงานกันอยู่นั้น ผมสังเกตเห็นว่า พวกเขานอกจากทำงานหนักแล้ว พวกเขายังทำงานกันเป็นทีมไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชายต่างก็ทำงานอย่างหนักเหมือนๆกันหมดโดยเห็นเยาวชนหญิงคนหนึ่งคงเหนื่อยมากๆถึงกับนอนหลับพักอยู่บนลานพื้นแข็งๆ

แถมขณะที่พวกเขากำลังทำงานกันก็ยังร้องเพลงประสานเสียงคลอกันไปกับการเร่งรีบทำงานอีกด้วย

เมื่อผมวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้ว ผมเล็งเห็นได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดเลยว่า เยาวชนเหล่านี้ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล แม้ว่าพวกเขาจะทำงานหนักตลอดทั้งวัน แต่พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการเป็นบุคคลที่มีคุณค่าและมีจิตอาสาในการเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกให้มีวินัยในตนเอง

เยาวชนแต่ละคนมาจากหลายๆรัฐทั่วประเทศ พวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ซึ่งเป็นโอกาสที่เขาพวกสร้างมิตรใหม่

อีกทั้งผมมองว่าการที่บรรดาผู้ปกครองของเด็กๆเหล่านี้สนับสนุนให้ลูกๆของพวกเขาเดินทางไปยังเมืองไทยเท่ากับต้องการให้เด็กสามารถปรับตัวได้กับทุกๆสถานะแทนที่จะอยู่แต่สถานที่ๆพวกเขาเคยชิน โดยพวกเขายังได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมใหม่ๆ เรียนรู้การปรับตัวกับสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่แสนจะคุ้มค่า!!!

อีกทั้งผมยังขอตั้งข้อสังเกตุอีกว่าการที่ ดร.ชัด ออลเรดเดินทางพาครอบครัวจากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ทางมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เป็นพันธมิตรทางด้านวิชาการมาเยือนนอร์ท-เชียงใหม่ทุกๆปี ก็คงเพื่อต้องการให้ลูกๆและนักศึกษาที่ติดตามมาได้ประสบการณ์เช่นนี้ด้วยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปสุดท้ายนี้ผมคิดว่าการท่องเที่ยวทำให้เราคลายด้านความเครียด ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น และยังได้มีความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติอื่นๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมอยากให้เด็กๆเยาวชนลูกหลานไทยของเราได้มีโอกาสเหมือนกับเหล่าเยาวชนอเมริกันที่ผมได้เอ่ยมาข้างต้นนี้กันบ้างละครับ.

อนึ่งหากท่านผู้อ่านใคร่ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับบ้านเด็กกำพร้าบ้านบุญทอง กรุณาโทรไปที่  092-7856081.

โดยดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *