Wednesday , September 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / สัญญานอันตรายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์2

สัญญานอันตรายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์2

ไม่ค่อยบ่อยครั้งเท่าใดนักที่ผมจะนำเรื่องการเมืองของไทยมาเขียนลงในบทความของหนังสือพิมพ์สยามมีเดีย แต่เนื่องจากมีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศไทยของเราในขณะนี้ ผมจึงใคร่ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลของ “นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจทั่วไปของประเทศไทย ปัญหาอันแสนล่อแหลมของสังคมไทย และคุณภาพการศึกษาของนักศึกษาไทยและรวมไปถึงคุณภาพของนักการเมืองไทย

อันดับแรกเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น จากการเปิดเผยของซูเปอร์โพลเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เปิดเผยว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และต่อคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆที่ช่างแสนจะแตกต่างอย่างน่าแปลกประหลาดใจเป็นที่สุด!!!

โดยการหยั่งเสียงของซูเปอร์โพลนั้น ประชาชนได้ให้ความเชื่อมั่นพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากถึง 73.8% แต่กลับปรากฎว่า ผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมรองลงมาก็คือ “นายจุลินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ซึ่งมีคะแนนความเชื่อมั่นเพียง 7.1%  เท่านั้น ทั้งๆที่เขาดำรงอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์อีกด้วยซ้ำไป

ส่วนคะแนนนิยมที่สูงมาเป็นอันดับสามก็คือ “นายวิษณุ เครืองาม” ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยเช่นกันว่า นายวิษณุเคยเป็นอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายๆแห่ง เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีสมัยนายกทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีในยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆต่างๆมาแล้วอย่างมากมาย แต่เพราะเหตุไฉน?และทำไม?ประชาชนจึงให้ความเชื่อมั่นต่อตัวเขาแสนจะน้อยมากทีเดียว!!!

ส่วนอันดับสี่ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรวมตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข  โดยได้รับคะแนนความเชื่อมั่นเพียงร้อยละ 3.6%

อันดับที่ 5 “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ซึ่งท่านผู้นี้ในอดีตเคยมีหน้าที่รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจสมัยนายกทักษิณ ชินวัตร และในช่วงห้าปีที่ผ่านมารับหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เหตุไฉนนายสมคิดได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนเพียงร้อยละ 3.2% นับว่าน้อยมากๆ

ซึ่งเมื่อมองจากภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่า การที่นักการเมืองคนสำคัญๆต่างได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนน้อยมากๆเช่นนี้ ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ไปโดยปริยาย!!!

ทั้งนี้ในการอภิปรายเมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่แล้ว ปรากฏว่านักการเมืองฝ่ายค้านได้วิพากษ์วิจารณ์พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่อนข้างหนักใ นแทบทุกๆเรื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อดีต ผบ.ตำรวจแห่งชาติได้กล่าวโยงว่ามีชาวบ้านให้ข้อมูลมีการโกงเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคมและมีการแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอย่างหน้า “ด้านๆ” โดยอาศัยองค์กรอิสระ

และทำให้นายกประยุทธ์ จันทร์โอชาเกิดมีอารมณ์เดือดโดยได้กล่าวตัดพี่ตัดน้องกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์และเดินออกจากที่ประชุมไป

นายกประยุทธ์ประกาศตัดสายสัมพันธ์ความเป็นพี่เป็นน้องกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

อนึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านบางคนได้กล่าวตอกย้ำว่า สภาวะตกต่ำทางด้านเศรษฐกิจมีส่วนคล้ายคลึงกันหมดทุกจังหวัดทั่วประเทศ กำลังซื้อมีน้อนลง ประชาชนยากจนมากขึ้น ธุรกิจขนาดย่อมพากันทะยอยปิดตัวกันแทบทุกวัน โดยพลเอกประยุทธ์ยังถูกกล่าวหาว่า เอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้ปลาใหญ่ซึ่งหมายถึงคนร่ำรวยไล่กินปลาเล็กซึ่งหมายถึงคนยากจนในระดับรากหญ้าอีกด้วย

และขณะที่นักการเมืองฝ่ายค้านโจมตีและกล่าวเสียดสีพลเอกประยุทธ์อยู่นั้น ปรากฏว่าท่านนายกฯประยุทธ์เพียงแต่นั่งก้มหน้าจดอย่างเดียวและมิได้ลุกขึ้นอธิบาย ทำให้ท่านเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามการอภิปรายเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ยังปรากฎอีกด้วยว่าได้เกิดนักการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นดาวสภาหลายๆคน ที่ออกมาทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเข้มข้น

สำหรับปัญหาด้านยาเสพติดที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปราย ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาที่กำลังระบาดไปในวงกว้าง และยังปรากฏอีกว่า ผู้ที่ถูกจำคุกเรื่องยาเสพติดมีสูงกว่า 80%  โดยประชาชนต้องการที่จะทราบว่ารัฐบาลจะมีการปฏิรูปอย่างไรให้ผู้ที่ถูกจำคุกได้รับการบำบัดและเมื่อพ้นโทษออกจากคุกมาแล้วจะกลายเป็นคนดีของสังคม!!!

ทางออกทางหนึ่งที่รัฐบาลควรจะต้องลงทุนก็คือ “ปฏิรูปการศึกษาให้มากยิ่งๆขึ้น” โดยเริ่มต้นตั้งแต่เด็กแรกเกิด เพราะหากเด็กๆได้รับการศึกษาดีก็ย่อมจะมีความประพฤติที่ดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม และหากเยาวชนมีการศึกษาที่มีคุณภาพ มีหน้าที่การงานดี ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะกำจัดเรื่องผู้ติดยาเสพติดและยังปรากฏอีกว่าผู้ที่ติดยาเสพติดล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษาน้อย  หากว่านักศึกษาไทยขาดคุณภาพโดยเฉพาะขาดศักยภาพทางด้านภาษา ก็ย่อมจะทำให้ประเทศชาติของเราไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการที่จำต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาให้มากเป็นพิเศษ และควรจะต้องให้ความเสมอภาพในทางปฏิบัติระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนอีกด้วย!!!

สำหรับคุณภาพของนักการเมืองนั้น นับว่าเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมากอย่างยิ่ง โดยเราจะทำอย่างไรให้นักการเมืองรักประชาชนและมีวิญญานในการรับใช้ประชาชนไม่ใช่เข้าไปยึดอาชีพนักการเมืองเพื่อต้องการกอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตน

ในกรณีคุณภาพของนักการเมืองนั้น ผมขอโยงไปกล่าวถึงนักการเมือง 20 คนของพรรคเดโมแครตที่มีการอภิปรายถกเถียงกันเมื่อวันอังคารและวันพุธในสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านมานี้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่านักการเมืองแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพสูง มีการศึกษาดี มีประวัติการทำงานดี โดยส่วนใหญ่ยึดอาชีพทนายความ และหลายๆคนยึดอาชีพทางด้านแวดวงการเมืองติดต่อมาอย่างยาวนานดังเช่น “รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ซึ่งท่านได้ยึดอาชีพการเมืองติดต่อกันมากว่า 48 ปี แท้ที่จริงแล้วผมมองว่านักการเมืองของพรรคเดโมแครตทั้ง 20 คนนี้ ต่างก็มีคุณสมบัติที่สามารถจะเดินเข้าไปรับหน้าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้ทุกๆคนเลยทีเดียว!!!

กล่าวโดยสรุปอย่างไรก็ตามสำหรับความมั่นคงในสเถียรภาพของรัฐบาลไทยชุดนี้ ที่ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะมีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปีละไม่เกินหนึ่งครั้งก็ตามที แต่หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงวางเฉยไม่เร่งรุดมุ่งแก้ไขในเรื่องปากท้องของประชาชน อีกทั้งสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังไม่ค่อยจะแน่ใจว่า รัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคับประคองตัวอยู่บริหารประเทศไปได้อีกนานเท่าใดละครับ.

                           โดยดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

 

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *