Wednesday , September 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / สี่สาวดาวรุ่งในสภาคองเกรสกำลังเขย่าเวทีการเมืองสหรัฐฯ

สี่สาวดาวรุ่งในสภาคองเกรสกำลังเขย่าเวทีการเมืองสหรัฐฯ

ขณะนี้สังคมอเมริกันกำลังเข้าสู่โหมดตึงเครียดสุกงอมแบบใกล้จะหลุดออกจากขั้วเข้าไปทุกทีทุกที

การพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางสมัยอย่างถล่มทะลายเมื่อเจ็ดเดือนก่อนหน้านี้ เป็นผลทำให้พรรคเดโมแครต

กลับมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพราะคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

โดยสองปีแรกของการก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวประธานาธิบดีทรัมป์สามารถทำอะไรได้อย่างที่ใจปรารถนา เนื่องมาจากทั้ง สภาคองเกรส ศาลสูงสุด และ ฝ่ายบริหาร ต่างอยู่ในกำมือของประธานาธิบดีทรัมป์แทบทั้งสิ้น

แต่ตอนนี้กลับตาลปัตรทำให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถท้าทายประธานาธิบดีทรัมป์ได้อย่างน่าสะพรึงกลัวสุดๆ!!!

อนึ่งการเลือกตั้งกลางสมัยครั้งที่ผ่านมาล่าสุดนี้ ปรากฏว่ามีนักการเมืองสาวดาวรุ่งพุ่งแรงหน้าใหม่สี่คนที่มีความสามารถพิเศษมีอุดมการณ์ ฝีปากจัดจ้านไม่ธรรมดา ที่แม้กระทั่งประธานสภาฯ แนนซี เพโลซี่ ก็ยังเกรงกลัวทั้งสี่สาวดาวเด่น รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์รู้สึกขยาดไม่ค่อยกล้าต่อปากต่อคำอีกด้วย

โดยนักการเมืองสี่สาวที่กล่าวถึงได้แก่

“อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ- คอร์เทซ” จากรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเธอผู้นี้สามารถเอาชนะนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลสิบสมัย จนทำให้เธอได้กลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯที่มีอายุน้อยที่สุด โดยเธอผู้นี้ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีคารมณ์คมคาย แถมพกความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวมาเต็มตัวแบบหาตัวจับยาก

“ราชิดา เทลบ” ทนายความหญิงเชื้อสายปาเลสไตน์อายุ 42 ปี มีพี่น้องสิบสี่คน และเธอเป็นผู้หญิงชาวมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ แห่งรัฐมิชิแกน เมื่อเจ็ดเดือนก่อนนี้เอง โดยเธอจบการศึกษาในระดับไฮสคูลและในระดับมหาวิทยาลัยเป็นคนแรกของครอบครัว

“อยันนา เพรสลีย์” ซึ่งเธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยเธอสามารถเอาชนะนักการเมืองมืออาชีพ “ไมค์  คาปูเอริโอ” ส.ส.สิบสมัย ณ เมืองบอสตัน ซึ่งเป็นเขตเดียวกันกับอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้

“อิลฮาน โอมาร์” เธอเป็นส.ส.สตรีคนแรกของสหรัฐฯที่มาจากโซมาเลีย โดยเมื่อยี่สิบปีก่อนเธอเดินทางเข้ามาในสหรัฐฯฐานะผู้ลี้ภัยก็ตาม แต่เธอได้รับสัญชาติอเมริกันแล้วเมื่อตอนอายุ 17 ปี เธอเป็นสตรีนักต่อสู้ โดยเธอได้ชูธงในนโยบายของเธอที่ว่า คนอเมริกันทุกคนสมควรที่จะได้รับสวัสดิการด้านสุขภาพ และทุกๆคนควรที่จะได้รับการศึกษาฟรีในระดับมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่หญิงเหล็กทั้งสี่ก้าวขาเข้าสู่สภาคองเกรส เธอทุกคนต่างได้รับการความสนใจและเป็นที่กล่าวขวัญจากชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ- คอร์เทซ”  ได้รับเสียงตอบรับตลอดเวลาว่า “สักวันหนึ่งเธออาจจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีด้วยซ้ำไป”

และถึงแม้ว่าทั้งสี่สาวนี้จะเป็นดาวรุ่งทางการเมืองในช่วงระยะเวลาสั้นๆก็ตาม แต่กลับปรากฏว่า พวกเธอได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองที่คอยใช้วาจาทิ่มแทงในต่อประธานาธิบดีทรัมป์ตลอดเวลา โดยพวกเธอพยายามที่จะเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะขัดขวางกระบวนยุติธรรมในการสอบสวนการแทรกแซงจากรัสเซียที่เอื้ออำนวยให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับเลือกสู่ทำเนียบขาว

อนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะเกรงว่า เขาจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมัยที่สองในอีก 15 เดือนข้างหน้า หรือไม่ก็อาจจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะบทบาทการเคลื่อนไหวของนักการเมืองสี่สาวชุดนี้

ในเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เกรงกลัวว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปีหน้า ฉะนั้นเขาจึงพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกๆอย่าง เพื่อหวังจะสกัดดาวรุ่งสี่นักการเมืองสาวกลุ่มนี้อยู่ตลอดเวลา!!!

โดยขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังสร้างความหวาดกลัวให้แก่บรรดาเหล่าโรบินฮูด เพราะเขาสั่งการให้เจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่นออกจับกุมโรบินฮูดที่อยู่เกินกำหนดและเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย  ซึ่งนักการเมืองทั้งสี่สาวได้ออกมากล่าวโจมตีว่า

“ประธานาธิบดีทรัมป์ไร้ซึ่งเมตตาธรรมที่แยกพ่อแม่และเด็กออกจากกัน”

ทั้งนี้ผมขอชื่นชม “นายกเทศมนตรีเอริก การ์เซ็ตตี้”เพื่อนสนิทของสังคมไทยแห่งนครลอสแอนเจลิสที่ท่านได้ออกมาแถลงว่า “จะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อิมมิเกรชั่น และได้แจ้งให้บรรดาโรบินฮูดว่า ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร หากถูกเจ้าหน้าที่เคาะประตูบ้านหรือถูกจับกุม”

อย่างไรก็ตามเล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราวที่ประธานาธิบดีทรัมป์โจมตีตรงไปสี่สาวนักการเมืองดาวรุ่ง โดยเขาได้โพสต์ลงทวิตเตอร์แบบไม่ระบุชื่อ แต่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเขาหมายถึงใครบ้างเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ว่า “ขอให้พวกเธอกลับไปยังภูมิลำเนาบ้านเกิดพื้นเพเดิม ที่พวกเธอจากมา”

แต่กลับปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์ขาดข้อมูลที่แท้จริง เนื่องจากว่า นักการเมืองสามสาวแรกอันได้แก่ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ- คอร์เทซ   ซึ่งเธอเกิดที่รัฐนิวยอร์ก, ส.ส.อยันนา เพรสลีย์  เกิดที่รัฐแมสซาชูเซตส์,   ราชิดา เทลบ เกิดที่รัฐมิชิแกน  มีแต่เพียงอิลฮาน โอมาร์ คนเดียวเท่านั้นที่เกิดในประเทศโซมาเลีย เดินทางเข้าสหรัฐฯเมื่อตอนอายุแปดขวบ และได้รับสัญชาติอเมริกันเมื่อตอนอายุ 17 ปี

เป้าหมายการโจมตีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อทั้งสี่สาวนี้ ก็เพื่อหวังจะสร้างความพึงพอใจให้แก่กลุ่มฐานการเมืองของเขา

แต่อย่างไรก็ตามทั้งสี่สาวสตรีเหล็กก็หาได้หวาดหวั่นไม่ โดยพวกเธอออกมาตอบโต้ประธานาธิบดีอย่างทันควัน ทั้งบนทวิตเตอร์และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ โดยพวกเธอออกมาประกาศเรียกร้องให้สภาคองเกรสถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ยังมีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกประนามทั้งจากนักการเมืองของค่ายพรรครีพับลิกันเดียวกันกับเขา และจากค่ายพรรคเดโมแครตว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนเหยียดสีผิว”

สำหรับนักการเมืองที่สังกัดพรรครีพับลิกันที่เคยให้การสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเหนียวแน่นก็ได้ออกมาประนามประธานาธิบดีทรัมป์ในการกระทำครั้งนี้ด้วยเช่นกันอาทิเช่น “วุฒิสมาชิกโจนี  แอนสท์” จากรัฐไอโอวา ที่เธอได้ออกมาชี้แนะว่า “การที่ประธานาธิบดีทรัมป์โจมตีทั้งสี่สาวเยี่ยงนี้ ถือเป็นการเหยียดสีผิวโดยสิ้นเชิง”

ส่วน “วุฒิสมาชิกมิตต์ รอมนีย์” จากรัฐยูทาห์ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานาธิบดีทรัมป์มาโดยตลอดและเป็นนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของพรรครีพับลิกัน ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ไม่เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะโจมตีนักการเมืองสี่สาว และเขายังได้กล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า “บางทีข้าพเจ้าจะไม่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งสมัยหน้า”

ขณะที่มีการถกเถียงในเรื่องนี้อยู่นั้น  บรรดาสื่อก็ได้ทำการขุดคุ้ยประวัติภูมิหลังบิดาและมารดาของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยปรากฏออกมาว่า ฝ่ายบิดาของประธานาธิบดีทรัมป์อพยพครอบครัวหนีความยากจนมาจากเยอรมัน ทำนองเดียวกันกับครอบครัวฝ่ายมารดาของเขาที่ได้อพยพมาจากสก๊อตแลนด์ที่มีภูมิหลังยากจนเช่นกัน ทั้งนี้ไม่แตกต่างไปจากชาวยุโรปคนอื่นๆที่ต่างเดินทางหนีความยากจนมาจากภูมิลำเนาเดิม มุ่งหน้าเดินทางไปหาชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา!!!

อีกทั้งวุฒิสมาชิกคามาลา แฮริส จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ต่างหากที่สมควรจะถูกขับออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา”

และยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า “ภรรยาของประธานาธิบดีทรัมป์ทั้งสามคน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนต่างด้าว”

โดยเมื่อวันอังคารที่เพิ่งผ่านมานี้สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติประนามประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยเสียง 240 ต่อ 187

และยังปรากฏว่ามีสมาชิกของพรรครีพับลิกันสี่คนเข้าร่วมกับสมาชิกของพรรคเดโมแครตประนามประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย

จากการผลักดันของสี่สาว ทำให้เมื่อวันพุธที่ผ่านมานี้สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยเสียง 332 ต่อ   95  เสียง และถึงแม้ว่าญัตตินี้จะตกไปก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการจุดประกายให้เห็นบ้างแล้ว!!!

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังโดนโจมตีเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ก็หาได้หวั่นเกรงไม่ เขากลับฉกฉวยโอกาสดอดไปหาเสียงเพื่อกลบเกลื่อนการที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก โดยประธานสภาฯแนนซี เพโลซี่ ให้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเราควรจะให้เครดิตแก่ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เขาช่างเป็นนักกลบเกลื่อนที่เก่งแบบสุดๆ”

กล่าวโดยสรุปทั้งและทั้งนั้นความเป็นมหาอำนาจและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา กอปรไปด้วยผู้คนจากหลายเชื้อชาติ หลากภาษา หลายวัฒนธรรม ที่พวกเขานำความสามารถพิเศษเข้ามาร่วมมือร่วมใจกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่สหรัฐอเมริกา แต่ดูเหมือนว่ามีบุคคลเพียงคนเดียวที่คอยทำลายภาพพจน์อันดีงามของสหรัฐฯ ดั่งที่นายกเทศมนตรีแห่งกรุงลอนดอนและชาวลอนดอนอีก 14,000 คนร่วมกันลงนามกล่าวประนามบุคคลดังกล่าวว่า “เป็นผู้ที่เหยียดเชื้อชาติและสีผิว” และหวังว่านี่เป็นแค่เพียงฝันร้ายที่อีกไม่นานก็คงจะผ่านไปเพียงเท่านั้นเองละครับ.

โดยดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

 

 

 

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *