Wednesday , September 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / มิติใหม่ของเยาวชนแห่งนานาประเทศ

มิติใหม่ของเยาวชนแห่งนานาประเทศ

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนนานาชาติถึง  45 คนที่ต่างวาระกัน โดยเยาวชนมาจากประเทศสิงคโปร์ 16 คน และจากประเทศสหรัฐอเมริกา 27 คน ทำให้ผมได้รับรู้ถึงการก้าวล้ำไปในมิติใหม่ของเยาวชนนานาชาติได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังได้รับเสียงสะท้อนจากเยาวชนนานาชาติเหล่านี้ ที่พวกเขามีมุมมองต่อประเทศไทยอีกด้วย

โดยเยาวชนรุ่นใหม่ที่ผมได้เข้าไปรู้จักนั้น บางคนมีผู้ปกครองติดตามมาด้วย ทำให้ผมสามารถเก็บมุมมองต่างๆที่อาจจะนำมาใช้เป็นแนวความคิดใหม่ๆในอนาคต โดยผมจะขอแบ่งออกเป็นสามกลุ่มอันได้แก่

กลุ่มที่หนึ่งเป็นนักศึกษาจำนวน  16 คนจากสถาบันการศึกษา Institute of Technology หรือที่เรียกชื่อย่อๆว่า ITE ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของสามสถาบันการศึกษาที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกนั่นก็คือ ITE Central, ITE West และ ITE East

โดยสถาบันทั้งสามแห่งนี้รัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มเทสินทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อก่อตั้งขึ้นมาสร้างคน สร้างงาน และ สร้างอนาคตที่ดีให้แก่ประชากรของเขา ซึ่งมีหลักสูตรเพียงสองปีที่นอกจากจะศึกษาในห้องเรียนแล้ว นักศึกษาของเขายังมีโอกาสได้ฝึกฝนเรียนรู้ในสาขาอาชีพต่างๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลสิงคโปร์ !!!

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 2-7 ตุลาคม 2016 “ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ได้นำคณะผู้บริหารรุ่นใหม่ 14 คนเดินทางไปประเทศสิงคโปร์เยี่ยมเยือนสถาบันการศึกษาชื่อดังทั้งสองแห่งคือ ITE West และ ITE Central เพื่อเรียนรู้ความเป็นหนึ่งทางด้านการฝึกฝนอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อสถาบันที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสองแห่งนี้อีกด้วย

ในการเดินทางไปเยือนสองสถาบันชั้นนำทั้งสองแห่งนี้ ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้สร้างความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับผู้อำนวยการของสถาบัน ITE College West อันได้แก่ “ Dr. Goh Mong Song”และผู้อำนวยการของสถาบัน ITE College Central คือ “Dr. Ang Kiam Wee” ซึ่งทั้งสองท่านนี้ต่างได้รับการยอมรับว่า เป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติ

และเมื่อท่านอธิการดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้ไปสร้างเครือข่ายเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว “รองอธิการบดี ชุติมา ชวสินธุ์” ก็ได้สานต่อโดยเชิญนักศึกษาจาก ITE เดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่ เพื่อร่วมประสานมือทำงานกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ในทุกๆปีในช่วงซัมเมอร์

โดยปีนี้ถือเป็นปีที่สี่ที่นักศึกษาของ ITE Central จำนวน 16 คนแขนงวิชาภาพยนตร์ เดินทางไปช่วยฟื้นฟู ณ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำซุ้ม” หมู่บ้าน 8 ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของนักศึกษาสิงคโปร์ทั้งหมดล้วนมาจากเงินที่พวกเขาได้สะสมมาเองโดยมิได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลสิงคโปร์ โดยนักศึกษาต่างคนต่างโฟกัสมุ่งหาประสบการณ์และในเวลาเดียวกันทุกๆคนต่างก็มีความมุ่งมั่นต้องการมีส่วนช่วยเหลือให้เด็กๆในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำซุ้ม ได้มีสถานที่เรียนที่มั่นคงปลอดภัย

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำซุ้มนี้ตั้งอยู่บนดอยที่อยู่ห่างไกลจากมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ โดยต้องขับรถเดินทางไปประมาณเกือบๆหนึ่งชั่วโมง และกว่าที่จะขับรถไปจนถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านน้ำซุ้มก็เป็นหนทางที่ค่อนข้างลำบาก เพราะมีเส้นทางขึ้นลงเป็นเพียงถนนแคบๆ ฉะนั้นสารถีผู้ขับจะต้องใช้ทักษะและจะต้องมีความระมัดระวังสูงมาก แต่บรรยากาศข้างทางเต็มไปด้วยเทือกเขาเรียงรายสวยงามมากทีเดียว

สำหรับปีนี้นักศึกษาจากสิงคโปร์เข้าไปมีจิตอาสาเข้าไปบริจาคทั้งทุนทรัพย์และแรงกายแรงใจเข้าไปปูอิฐตัวหนอน เพื่อใช้เป็นทางเดินหน้าโรงเรียน ทาสีรั้ว ก่ออิฐปิดช่องว่างใต้รั้ว ตกแต่งสวน และติดตั้งป้าย ซึ่งงานทั้งหมดทั้งมวลกว่าจะแล้วเสร็จใช้เวลาถึงเจ็ดวันด้วยกัน!!!

ศูนย์พัฒนาเด็กแห่งนี้กอปรด้วยเด็กตัวเล็กๆอายุระหว่างสองถึงสี่ขวบ  ซึ่งพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดู หน้าตาสดใสเกลี้ยงเกลา ถึงแม้ว่าจะอยู่ในแดนทุรกันดารก็ตาม แต่เมื่อดูสุขภาพของเด็กทั้ง 101 คนแล้วนั้น ปรากฏว่าพวกเขามีสุขภาพที่ดีมากๆเลยทีเดียว

และเมื่อวันศุกร์ที่แล้วท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ได้ชักชวนให้ผมเดินทางไปร่วมงาน ซึ่งถือเป็นวันเฉลิมฉลองโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กๆของศูนย์แห่งนี้ได้แสดงทักษะเต้นรำในชุดพื้นเมืองชาวดอย โดยเสื้อผ้าที่เด็กๆใส่ในวันนั้นแม่ของเด็กๆเป็นฝ่ายถักทอด้วยฝีมือปราณีตบรรจงสวยงามมากทีเดียว

นักศึกษาและอาจารย์ของ ITE Central กับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ 

และขณะที่เด็กๆกำลังแสดงการเต้นรำกันอยู่นั้น ผมรู้สึกได้ว่าพวกเขามีความน่ารักน่าเอ็นดูมากทีเดียว โดยพวกเขาต่างได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ส่วนเด็กๆที่มีอายุแค่เพียงสองขวบต่างนั่งแอบมองกันตามช่องลูกกรงชั้นบน ซึ่งเป็นภาพที่แสดงออกว่าพวกหนูน้อยเหล่านั้นมีความอยากรู้อยากเห็น

ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์ที่เพิ่งผ่านมานี้ ผมได้เดินทางไปสัมภาษณ์พูดคุยกับนักศึกษาส่วนหนึ่งของสถาบัน ITE Central ณ โรงแรมที่พักก่อนที่พวกเขาจะเดินทางกลับ โดยเขาได้เล่าให้ฟังว่า “รู้สึกประทับใจต่อไมตรีจิตที่ได้รับจากชาวเชียงใหม่ และพวกเขาก็ชื่นชอบอาหารไทยมากทีเดียว โดยเฉพาะต้มยำกุ้ง ที่พวกเขารับประทานกันทุกๆเย็น”

อีกทั้งผู้ที่เข้าร่วมสนทนาต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่า “อาจารย์เสวตร์ ตาจุมปา”ผู้ช่วยรองอธิการบดี และ “อาจารย์นีรนาท ตาจุมปา” ที่ท่านทั้งสองแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ได้ให้การช่วยเหลือพวกเขาติดต่อกันมาเป็นเวลาสิบวันนั้น ท่านทั้งสองต่างก็มีความเอื้อเฟื้อและอำนวยความสะดวกในแทบทุกๆเรื่อง โดยพวกเขาต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “เมื่อใดก็ตามที่พวกเราต้องการอะไร อาจารย์ทั้งสองก็ไม่รีรอรีบดำเนินการให้ด้วยความเต็มใจ”

อย่างไรก็ตามหลังจากจบพิธีมอบโครงการแล้ว ผมก็ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้าไปเยี่ยมเยือนเด็กตัวน้อยๆในห้องเรียนทุกๆห้อง ซึ่งมีความรู้สึกอบอุ่นมากต่อความน่ารักของเด็กตัวน้อยๆเหล่านั้นมากทีเดียว

ทั้งนี้อาจารย์ของสถาบันการศึกษา ITE Central คนหนึ่งชื่อ “Dynax Yiu Wing Ho” ซึ่งอาจารย์หนุ่มผู้นี้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านการผลิตภาพยนตร์ และเขายังได้เก็บเรื่องราวในโครงการนี้เพื่อนำเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องสั้นอีกด้วย!!!

คราวนี้ผมขอวกไปเล่าเกี่ยวกับการมีจิตอาสาอันเต็มปี่ยมของเยาวชนอเมริกันกันบ้าง

โดยผมขอเริ่มต้นจากเยาวชนอเมริกันสี่คนจากรัฐอินเดียนา โดยสามคนเป็นนักศึกษาจาก “มหาวิทยาลัยเพอร์ดู” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก และเยาวชนอีกหนึ่งคนกำลังศึกษาอยู่ในระดับไฮสคูลที่พวกเขาได้ติดตาม “ดร.ชัด ออลเรด” ผู้เป็นพ่อเดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่ในช่วงหกปีที่ผ่านมาโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่หลายโครงการด้วยกัน

นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเพอร์ดูยืนแถวหลังขวามือ

อนึ่งเยาวชนทั้งสี่คนนี้ต่างก็มีจิตอาสาเต็มร้อย ดั่งจะเห็นได้จากการเอาจริงเอาจังในการช่วยกันจัดเตรียมอุปกรณ์สร้างเครื่องกรองน้ำ ที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของศาสตราจารย์วิศวกรรมเรืองนามท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัยเพอร์ดู เพื่อนำนวัตกรรมนี้ไปติดตั้งให้แก่ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง!!!

ส่วนเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขาล้วนแล้วแต่สังกัดอยู่ใน “ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย” (ที่มักเรียกกันว่า ชาวมอรมอน) จำนวน 23 คนและผู้ปกครองอีกสองคน ซึ่งพวกเขาต่างเดินทางไปมอบความรักเป็นพิเศษให้แก่ชาวเชียงใหม่ โดยพวกเขากำลังลงทั้งทุนและทั้งแรงสร้าง “บ้านเด็กกำพร้าบุญทอง” ที่ อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้โครงการสร้าง “บ้านเด็กกำพร้าบุญทอง” ยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ “Humanity Experience For Youth” ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ที่รัฐยูทาห์โดยโครงการนี้มิได้เกี่ยวข้องกับศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

อาสาสมัครผนึงพลังในบริเวณสร้างบ้านให้เด็กกำพร้า

เนื่องจากผมต้องการที่จะมอบกำลังใจให้แก่เยาวชนเหล่านี้ จึงได้เดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเองเมื่อวันพุธที่เพิ่งผ่านมานี้ โดยผมได้มีโอกาสอันดีที่ได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากเยาวชนเหล่านี้

ประการแรกเยาวชนกลุ่มนี้ต่างมีความมุ่งมั่นต้องการที่จะรับใช้เพื่อนมนุษย์อื่นๆโดยมิได้หวังสิ่งใดตอบแทนใดๆ พวกเขาแต่ละคนต่างเก็บเงินสะสมเพื่อเดินทางไปร่วมในโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งบางคนกำลังเรียนอยู่ในระดับไฮสคูล และบางคนกำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยยูทาห์ มหาวิทยาลัยบริคัมยัง มหาวิทยาลัยยูทาห์เสตท และ มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเล่ย์เสตท เป็นต้น

การที่ผมได้เข้าไปสัมผัสกับเยาวชนเหล่านี้ ผมได้ค้นพบว่าพวกเขาได้รับการบ่มเพาะให้เป็นตัวของตัวเอง อ่อนน้อมถ่อมตน มีความกล้าหาญ กำหนดทิศทางของตนเองว่าจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือไม่ โดยพ่อแม่แทบจะไม่มีโอกาสบังคับเยาวชนได้เลยแม้แต่น้อย และเหนือสิ่งอื่นใดพวกเขาทุกๆคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชอบนิสัยใจคออันโอบอ้อมอารีของพี่น้องชาวไทยมากเป็นพิเศษ!!!

สำหรับโครงการสร้างบ้านให้เด็กกำพร้า “บ้านเด็กกำพร้าบุญทอง” แห่งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกหนึ่งเดือนกว่าๆ โดยเด็กๆเยาวชนชาวอเมริกันกลุ่มนี้จะเดินทางกลับไปและจะมีอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปช่วยกันสานต่อ ซึ่งจะมีทั้งหมดห้ารุ่นด้วยกัน โดยรุ่นแรกจะสร้างรากฐานของบ้านก่อน โดยจะมีรุ่นที่สอง รุ่นที่สาม รุ่นที่สี่และรุ่นที่ห้าผลัดเปลี่ยนเดินทางไปช่วยกันสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในอีกเดือนๆกว่านี้

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเยาวชนจากนานาชาติทั้งสามกลุ่มนี้ผมค้นพบว่า พวกเขาล้วนแล้วแต่มีจิตกุศลเต็มร้อยในรูปแบบมิติที่ดีน่าทึ่ง ซึ่งพวกเขาต่างบากบั่นเดินทางเพื่อไปมอบของขวัญอันน่าประทับใจให้แก่เด็กๆผู้ด้อยโอกาสชาวเชียงใหม่ที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งละครับ.

 

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

 

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *