Saturday , September 21 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / นายกประยุทธ์พร้อมจะอดทน ต่อแรงเสียดทานที่กำลังจะถาโถมเข้ามาได้หรือไม่

นายกประยุทธ์พร้อมจะอดทน ต่อแรงเสียดทานที่กำลังจะถาโถมเข้ามาได้หรือไม่

และแล้วเมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2019 ที่เพิ่งผ่านมานี้ “พล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อีกครั้งคราหนึ่ง ด้วยคะแนน 500 เสียง ซึ่งคู่แข่งฝ่ายตรงข้ามอันได้แก่ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้รับเพียง 244 เสียง แต่ก่อนหน้าที่พลเอกประยุทธ์จะได้รับคะแนนดังกล่าวปรากฏว่า ถูกถล่มโจมตีจน เละเป็นโจ๊กและยังถูกกล่าวหาโดยสมาชิกรัฐสภาว่าใช้กลเม็ดพลิกแพลงต่างๆเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งเกือบตลอดทั้งรายการ!!!

แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่านายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา มีจำนวน สว.อยู่ในกำมือถึง 250 เสียง

และยังเป็นที่น่าสังเกตอีกด้วยว่า นายธนาธร ถูกห้ามเข้าที่ประชุมรัฐสภา เพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งการไม่ให้นายธนาธรปฏิบัติหน้าที่ใดๆในฐานะ ส.ส.จากกรณีถือหุ้นบริษัท วีลัคมีเดียจำกัด ในวันที่ไปยื่นใบสมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

และถึงแม้ว่านายธนาธรจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมรัฐสภาก็ตาม แต่กลับปรากฏว่า เขาได้รับเสียงสนับสนุนถึง 244 คะแนน ซึ่งถือได้ว่าเป็นชัยชนะก้าวแรกที่ได้รับคะแนนเสียงเกินความคาดหมาย

ส่วนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ว่าไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็แสดงเจตน์จำนงค์ไม่ต้องการที่จะไปปรากฎตัวในรัฐสภาเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำริที่จะฟอร์มแบบรัฐบาลผสมที่จะควบรวมกับพรรคการเมืองอื่นๆ เมื่อเป็นดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกัดฟันยกตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆแจกจ่ายให้กับพรรคร่วมรัฐบาลไปตามเงื่อนไข!!!

เนื่องจากพลเอกประยุทธ์จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพรรคการเมืองอื่นๆให้เข้าไปร่วมรัฐบาล  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้สถานะทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ขาดเสถียรภาพและค่อนข้างจะเป็นการเสี่ยงมิใช่น้อย ทั้งยังดูเหมือนว่าการได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่ค่อยสง่างามเท่าใดนัก แตกต่างจากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เนื่องจากครั้งนั้นพลเอกประยุทธ์มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จจึงสามารถบริหารประเทศแบบเผด็จการได้ โดยไม่จำเป็นต้องแบกหน้าไปงอนง้อใครทั้งสิ้น

แต่เมื่อพลเอกประยุทธ์กำลังจะก้าวเข้าไปบริหารประเทศครั้งใหม่นี้ในรูปแบบของระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการบริหารประเทศของพลเอกประยุทธ์ในทุกๆขั้นตอน จึงไม่พ้นจากการถูกตรวจสอบที่เปรียบเสมือนดั่งถูกจับเข้าเครื่องเอ็กซเรย์หาวัตถุต้องสงสัยเกือบตลอดเวลา และหากมีอะไรที่ผิดปรกติแบบไม่โปร่งใสขึ้นมาละก็ พันธมิตรจากค่ายพรรคต่างๆที่รับหน้าที่ฝ่ายค้านคงจะรวมพลังสุมหัวเรียกร้องให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน!!!

อย่างไรก็ตามจุดไฮไลท์ตอนหนึ่งมาจากการอภิปรายของ “พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเจ้าของฉายา “วีระบุรุษนาแก” โดยเข้านั่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้กล่าวอภิปรายโจมตีรัฐบาลอย่างออกรสออกชาติหลายๆเรื่องอาทิ กรณีแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน การตั้งบริษัทในค่ายทหารของลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชาน้องชาวของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และยังเอ่ยปากกล่าวว่า ได้รับการเสนอเงินถึง 300 ล้าน แถมด้วยตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติแลกกับการนำสิบ ส.ส.ในสังกัดพรรคเสรีรวมไทยเข้าไปร่วมรัฐบาล

โดยพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ยังกล่าวต่อไปว่า “เมื่อผมปฏิเสธก็ยังพยายามตามตื้อบอกว่า ต้องการเงินเท่าไหร่ก็จะเพิ่มให้ ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้อย่าว่าจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯเลย ให้เป็นยามเฝ้าที่บ้านผมก็ไม่เอาเพราะกลัวคนจะมาด่าเต็มไปหมด”

การกล่าวของพลตำรวจเอกเสรีพิสุทธ์เยี่ยงนี้ เท่ากับเป็นการท้าทายพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ในเชิง โดยคนทั่วไปมักจะทราบกันดีแล้วว่า พลเอกเสรีพิสุทธ์ใจนักเลงเป็นคนจริงไม่พูดโกหก

อนึ่งการประชุมรัฐสภาครั้งนี้ ปรากฏว่ามีนักการเมืองรุ่นเก๋าส์บางคนได้ออกมาแฉข้อมูลด้านลบของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดูเหมือนว่าคงจะไม่มีใครหน้าไหนกล้าหยิบเอาไปพูดนอกรัฐสภา

ยกตัวอย่างเช่น มีสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งได้กล่าวว่านายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานขององค์กรต่างๆถึง 55 หน่วยงาน ซึ่งคงจะมีค่าตอบแทนอย่างมหาศาล!!!

ทั้งนี้ระหว่างที่กำลังเกิดการถกเถียงในรัฐสภากันอยู่นั้น ได้มีสมาชิกรัฐสภาบางคนพูดพาดพิงถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายกฯประยุทธ์บางคนว่า “มีพฤติกรรมที่ขาดความโปร่งใส”แต่กลับปรากฎว่า “ไม่มีนักการเมืองในค่ายพรรคประชารัฐของนายกประยุทธ์คนใดลุกขึ้นมาแก้ต่างแทน” ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อพลเอกประยุทธ์มากนัก

ในกรณีการลาออกจากการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และส.ส.รายชื่อ ที่ถือว่ารักษาสัจจะไม่ยอมกลืนน้ำลายเปลื่ยนคำพูดที่เขาได้กล่าวเอาไว้ว่า “จะไม่ขอร่วมรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”  นับเป็นลีลาของนักการเมืองรูปแบบของชาวตะวันตก

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า นายอภิสิทธิ์เคยเป็นดาวรุ่งทางการเมืองที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง แต่นานวันคะแนนนิยมของเขากลับค่อยๆลดน้อยถอยลง ฉะนั้นไม่แน่ว่า การลาออกในครั้งนี้อาจจะเป็นการที่เขาต้องการออกไปพักฟื้นฟอกตัว เพื่อเตรียมตัวหวลกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่งตามแบบนักการเมืองตะวันตกก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน

ส่วนการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะมองได้สองทางด้วยกันก็คือ ทางหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์อาจจะเล็งเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะเป็นหนทางที่ดีที่สามารถเข้าไปยับยั้งหรือท้วงติงต่อสิ่งที่รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์อาจจะตัดสินใจผิดพลาด!!!

หรือหากจะมองในแง่ลบแล้วละก็ อาจจะเป็นเพราะนักการเมืองบางคนคิดว่าเป็นโอกาสทองในการตักตวงผลประโยชน์เข้าหาตัว เพราะโอกาสเช่นนี้คงมิได้เกิดขึ้นง่ายๆ

อนึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมของเขต 8 ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ ผลปรากฎว่า “นางสาวศรีนวล บุญลือ” แห่งพรรคอนาคตใหม่ชนะขาดลอย โดยได้รับถึง 75,891 คะแนนเสียง และพรรคประชารัฐได้รับเพียง 27,861 เสียง นับเป็นแนวโน้มที่สดใสของพรรคอนาคตใหม่ในอนาคต

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผ่านมาในอดีตท่านเคยมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ แต่ทันทีที่ท่านจะเข้ารับบทบาทนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 อำนาจต่างๆที่เคยมีก็จะสิ้นสุดลงทันที และการนำรัฐนาวาก็คงจะเริ่มคลอนแคลนต้านแรงลมไม่ค่อยมั่นคง และเมื่อใดก็ตามที่พลเอกประยุทธ์เข้าไปประลองยุทธ์รับมือกับนักการเมืองในรัฐสภา ก็ไม่แน่ใจว่า ท่านจะสามารถทำใจเย็นๆควบคุมอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แต่หากท่านไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ดูเหมือนว่า ท่านคงไม่มีทางเลือกจำเป็นจะต้องประกาศเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเวลานั้นก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่า โอกาสของพรรคอนาคตใหม่จะมาแรงแซงทางโค้งเสียบแทนที่หรือไม่? ก็คงจะต้องติดตามชมกันตอนต่อไปละครับ.

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

การให้เป็นความสุขที่แท้จริง

เมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ “แอนดรูว์ คาเนกี้” คือมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ทั้งนี้สมัยก่อนการที่จะเดินทางไปอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายและเนื่องจากคาเนกี้เป็นนักอ่านตัวยง เขาจึงมักจะไปขออาศัยอ่านหนังสือตามบ้านเพื่อน และจากการรักเรียนนั้นเอง จึงมีผลทำให้เขานำเอาความรู้ต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างฐานะจนได้กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เนื่องจากคาเนกี้เล็งเห็นถึงคุณค่าของความรู้ เขาจึงบริจาคเงินเพื่อนำไปสร้างมหาวิทยาลัยและยังได้บริจาคเงินเพื่อให้นำไปสร้างหอสมุดมากกว่าสามพันแห่งอีกด้วย!!! เนื่องจากแอนดรูว์ คาเนกี้ รักที่จะเป็นผู้ให้ โดยในปี 1911 ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *