Saturday , May 25 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / นักวิชาการสาวดาวรุ่งคนรุ่นใหม่

นักวิชาการสาวดาวรุ่งคนรุ่นใหม่

ปกติแล้วบทความทุกชิ้นใน “หนังสือพิมพ์สยามมีเดีย”ล้วนมาจากสิ่งที่ผมได้พบเห็นและได้สัมผัสมาด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเบาๆถือเป็นเมนูอาหารบำรุงสมองให้แก่ท่านผู้อ่านทุกๆสัปดาห์นั่นเอง และหากแฟนคลับท่านใดต้องการจะอ่านเรื่องทางการต่างประเทศแบบหนักหน่วงปวดสมองตึ๊บๆ ขอให้เปิดไปอ่านที่“หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” โดยเขียนชื่อผมต่อด้วยหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

สัปดาห์นี้ผมขอเสนอชีวิตของนักศึกษาหญิงสาวอายุยี่สิบปี ท่านหนึ่ง ที่เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงทั้งด้านการเรียนและด้านกิจกรรมต่างๆ

เธอมีชื่อเล่นว่า “มิ้ว” และมีชื่อจริงว่า นางสาวสุรัสวดี ชัยวงค์ นักศึกษาปีที่สอง สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี  แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ โดยเธอได้รับมอบหมายจาก “อาจารย์พิเชษฐ์ ทานิล” ให้เป็นหัวหน้าทีมในการนำเสนอผลงานในโครงการชื่อ “นวัตกรรมพลังงานน้ำและกระบวนการผลิตชาที่สะอาดสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน”  ของชุมชนบนพื้นที่ราบสูงดอยปู่หมื่น ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยมีสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์กรมหาชน) ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพ โดยได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “ASEAN NEXT 2019” เมื่อเดือนที่แล้วและปรากฏว่าได้รับชัยชนะและยังได้รับรางวัล เป็นเงินสด 500,000 บาท อีกด้วย

อาจารย์พิเชษฐ์ ทานิล ซึ่งเป็นอาจารย์ลูกหม้อของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ได้เล่าให้ผมฟังว่า เนื่องจากความสามารถพิเศษในการเสนอโครงการเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วทำให้เธอมีส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ!!!

และเพื่อเป็นการเขียนต่อยอดจากสองสัปดาห์ก่อน ผมจึงได้เชิญคุณมิ้ว โดยมี “ศาสตราจารย์นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์” ประธานสภามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และท่านยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาแล้วถึงสองสมัย รวมทั้ง “ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ได้เสียสละเวลามาร่วมพูดคุยสนทนาด้วย

โดยอันดับแรกพวกเราใคร่ขอให้คุณมิ้วเสนอแนะแก่เยาวชนหรือผู้ที่ต้องการจะปรับปรุงภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น โดยเธอบอกว่า “ในการเรียนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น ประเด็นหลักๆก็คือ ต้องมีใจรักในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และหากเรารักที่จะเรียนรู้ก็ไม่จำเป็นจะต้องร่ำเรียนจากคุณครูเจ้าของภาษาก็ได้ เพราะเรานั้นแหละคือครูของตัวเอง เริ่มจากการฟัง แรกๆไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องก็ได้ ค่อยๆซึมซับไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง ดูหนัง หรือดูจากข่าว จากนั้นก็ค่อยๆลองพูดและอ่านตามเป็นการฝึกสำเนียง แล้วจึงค่อยๆยกระดับตนเองมาเรียนรู้ด้านการเขียนพ่วงไปกับฝึกฝนไวยากรณ์ หากเรามัวแต่กลัวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ เราก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จหรอกค่ะ”

สำหรับการเอาชนะความกลัวนั้น  คุณมิ้วบอกว่า “ความกลัวเป็นเพียงสิ่งที่เราจินตนาการ ทุกๆอย่างมิ้วจะลองลงมือทำดูก่อน เพราะยิ่งลงมือทำ ความกลัวก็จะค่อยๆหายไปเอง”

อย่างไรก็ตามคุณมิ้วนับว่าโชคดีที่ได้มีโอกาสไปเรียนที่ญี่ปุ่น โดยเธอเล่าว่า “เมื่อตอนที่หนูจะขึ้นเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งตอนนั้นหนูมีอายุเพียง10 ขวบ หนูและครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ ต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนอเมริกัน (เป็นโรงเรียนสำหรับลูกของทหารสหรัฐที่เข้าไปทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่น) ตอนนั้นหนูพยายามฝึกฝนตัวเองเพราะอยากจะสื่อสารกับเพื่อนๆคนอื่นๆ แรกๆหนูต้องใช้ภาษามืออย่างเดียวเลยค่ะ ไปโรงเรียนแบบพูดกับใครไม่รู้เรื่องต้องพก e-dict (เป็นเครื่องแปลภาษาเหมือนคอมพิวเตอร์อันเล็กๆ) เวลาเรียนจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อนๆชาวอเมริกันหลายเท่า เพราะหนูจะต้องคอยแปลภาษาอยู่ตลอดเวลาค่ะ แต่เมื่อผ่านไปได้สัก 2 ปีก็เริ่มดีขึ้น หลังจากนั้นหนูก็ฝึกพูดแม้จะผิดๆถูกๆจนถูกเพื่อนหัวเราะเยาะเรื่องการออกเสียงเพี้ยนๆของหนูบ่อยๆครั้งก็ตาม แต่หนูก็ไม่เคยอาย หมั่นฝึกฝนด้านไวยากรณ์ด้วยตัวเองและกับเพื่อนๆฝรั่งเวลาพักเที่ยงทุกๆวัน จนเข้าปีที่ 5 – 6 ก็สามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว ระยะเวลาที่ผ่านๆมานั้นหนูเหนื่อยมากค่ะ แต่ผลจากความพากเพียรพยายามสิ่งที่ได้ตามมาก็คือ ทุกๆปีหนูจะได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่น GPA 3.0-4.0 ตลอดเลยค่ะ  ทั้งนี้หนูยังพยายามผลักดันตนเองทำโครงการประกวดแข่งขันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทุกๆปี และหนูยังเรียนเสริมเพิ่มเติมทางด้านวิชาทำอาหาร วิชาดนตรี พยายามให้ตัวเองเจอสิ่งใหม่ๆเพื่อพัฒนาทั้งความคิดและภาษา

คุณมิ้วยังได้เล่าเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า หลังจากที่หนูและครอบครัวอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ 4-5 ปี คุณพ่อก็ต้องย้ายไปประจำการที่เกาะกวม (เป็นดินแดนของประเทศสหรัฐอเมริกา) ประมาณ2-3 ปี ซึ่งที่นั่นการเรียนการสอนก็แตกต่างยากขึ้นค่ะ เพราะตอนนั้นหนูขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ทางโรงเรียนให้เลือกสายวิชาที่ต้องการจะเรียนด้วยตัวเองค่ะ ตอนแรกๆหนูก็เรียนแค่เพียงต้องการเอาเครดิตเพื่อให้ตัวเองจบไปเรื่อยๆ แต่พอขึ้นชั้นมัธยมปีที่5 หนูก็เริ่มมีความสนใจด้านวิศวกรรม เลยลองเรียนสายวิศวะคอมพิวเตอร์ (ซึ่งยากแสนยากเพราะจะต้องท่องจำเยอะมากๆ และทุกๆอย่างล้วนแต่เป็นภาษาอังกฤษ)

เมื่อหนูกำลังจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็เลยตัดสินใจว่าจะไม่เรียนด้านคอมพิวเตอร์แล้ว เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ถนัดในการจำข้อมูลต่างๆ จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเลือกเรียนในสายวิศวะคำนวณแรกๆคิดว่าคงจะมีแต่ตัวเลข แต่กลับปรากฏว่าสายนี้ก็ยากมากๆค่ะ เนื่องจากหนูไม่ค่อยชอบตัวเลขมาตั้งแต่แรก ดังนั้นเมื่อมองตัวเลขบนกระดานที่อาจารย์กำลังสอนอยู่แล้ว

ดูเหมือนว่า หนูกำลังสื่อสารกับอีกภาษาหนึ่ง เหมือนหนูกำลังเรียนภาษาที่สาม ช่วงเริ่มเรียนใหม่ๆเกรดตกค่ะ ท้ออยู่เหมือนกัน แต่ก็สู้ไม่ถอย เพราะใกล้จะจบแล้ว เลยต้องเหนื่อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆเยอะมากเหมือนเคย สำหรับอีกวิชาหนึ่งที่เรียนและคิดว่าตัวเองฝึกภาษาอังกฤษจริงๆก็คือวิชาภาษาอังกฤษ Language Art ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ช่วงแรกๆที่ส่งงานไปให้กับคุณครู สิ่งที่หนูได้รับกลับมาก็คือ กระดาษที่เต็มไปด้วยปากกาสีแดงที่คุณครูมักจะวงคำที่หนูเขียนแบบผิดๆเอาไว้  แต่ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป หนูค่อยๆแก้ไขในสิ่งที่เคยทำผิด ปากกาสีแดงที่คุณครูเคยวงเอาไว้ก็เริ่มหายไปทีละนิดๆ ซึ่งนั้นทำให้หนูรู้ว่า “เราต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง และแก้ไขเมื่อยังมีโอกาส”

สำหรับกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นคุณมิ้วบอกว่า “หนูร่วมกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่เยอะมากๆเลยค่ะ โดยเริ่มตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยปีแรกหนูจะเข้าร่วมในทุกๆกิจกรรมที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น หรือแม้แต่กิจกรรมที่จัดกันเองในกลุ่มนักศึกษาหนูก็ไม่เคยเว้น เพราะทุกๆกิจกรรมก็คือโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง”

เมื่อผมถามว่า ทำไมคุณมิ้วเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เธอตอบทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิดเลยว่า “มหาวิทยาลัยของเราเป็นมหาลัยเอกชนที่เปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์ หลากหลายสาขาภาควิชา”
และคุณมิ้วยังได้เสริมถึงเหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ “เป็นเพราะว่ามีคณะที่อยากจะเรียนค่ะ ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่เลือกมหาวิทยาลัยอื่นก็เป็นเพราะว่า เนื่องจากหนูจบจากต่างประเทศทำให้การสอบเข้าในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยเป็นเรื่องแสนยาก (ตอนนั้นต้องสอบหลายอย่างเลยค่ะ หนูทำการติดต่อแล้วหลายๆมหาวิทยาลัย แต่ทุกๆมหาวิทยาลัยเขาก็บอกให้หนูกลับมาสอบที่เมืองไทย) ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางจึงค่อนข้างสูง (แล้วจะสอบติดหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ) หนูจึงค้นหาผ่านอินเตอร์เน็ตก็เลยได้มีโอกาสไปพบกับมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จึงเลือกที่จะมาศึกษาที่นี้ค่ะ หนูไม่ได้มองว่ามหาวิทยาลัยของเราเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่หนูมองว่าคือโอกาสที่ทางมหาวิทยาลัยมอบให้แก่หนู และในขณะที่เรียนจนถึงชั้นการศึกษาปีที่ 2 นี้ หนูก็ยังได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีเพื่อนๆพี่ๆและคณาจารย์เมตตาคอยให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

กล่าวโดยสรุปนั่นก็คือทั้งหมดทั้งมวลที่ “คุณมิ้ว”หรือ“นางสาวสุรัสวดี ชัยวงค์ได้แบ่งปันประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอไม่ว่าจะเป็นการที่เธอมีความพากเพียรไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ หรือแม้กระทั่งการที่เธอมีจิตอาสาในการร่วมในทุกๆกิจกรรมหลายๆตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและต่อผู้ด้อยโอกาส ซึ่งผมมองว่ามีประโยชน์และยังเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆเยาวชนของเราที่กำลังอยู่ในกรณีเดียวกันกับที่คุณมิ้วเคยประสบมา และผมขอให้นำเอาข้อคิดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ไปเป็นแบบอย่างละครับ.

โดย…. ดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

อินทรีคืนรัง

บทความฉบับนี้ผมขออนุญาตเปลี่ยนรูปแบบของการเสนอบทความโดยใช้ภาพประกอบเป็นหลักเนื่องจากกิจกรรมอินทรีคืนรังมีมากมายด้วยกัน นกอินทรีถือว่านกพิเศษ เป็นนกที่ฉลาด สง่างาม เป็นราชาแห่งนกที่บินสูงที่สุดและมีอายุยืนยาวที่สุดที่สามารถอยู่ได้ถึง 70 ปี แต่กว่านกอินทรีจะมีอายุได้ถึง 70 ปีได้นั้น ตอนนกอินทรีมีอายุ 40 ปี นกอินทรีมีทางเลือกสองทางคือจะปลิดชีวิตตัวเอง หรือต้องการจะอยู่ต่อไปอีกสามสิบปี ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *