Tuesday , June 25 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันของเมืองลุงแซมและของไทย

ผู้นำทั้งในอดีตและปัจจุบันของเมืองลุงแซมและของไทย

บทความในคอลัมน์นี้จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ผมมักจะไม่ค่อยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองมากเท่าใดนัก แต่เนื่องจากการเลือกตั้งผู้นำประเทศคนใหม่ของไทยกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกทีๆ ผมจึงใคร่ขอตั้งข้อสังเกตบางประการ

หากเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ที่มาที่ไปทั้งของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา เราจะได้พบเห็นว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าชื่นชม

ในกรณีของประเทศไทยนั้น นับว่าประชาชนพี่น้องชาวไทยโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ที่พระองค์ทรงปฏิรูปประเทศไทยให้มีความทันสมัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆอันได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส  ป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ประกาศให้มีการนับถือศาสนาได้โดยอิสระในประเทศไทย โดยบุคคลในศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการนำระบบของทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย อาทิระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท อีกทั้งการปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑล เทศาภิบาล อำเภอ และจังหวัด   และการสร้างรถไฟสายแรกของประเทสไทยคือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 ฯลฯ

สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นผมรู้สึกประทับใจกับแคแรคเตอร์พิเศษของผู้นำสหรัฐอเมริกาสมัยเริ่มแรก ที่มีทั้งความอ่อนน้อมถ่อมตน ครองตนอยู่ในศีลธรรม มีความกล้าหาญ มองไปที่ประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแทบทุกคนล้วนมีประสบการณ์ในด้านการต่างประเทศ โดยบางท่านเคยอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว

อย่างไรก็ตามแรกเริ่มเดิมทีสมัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะเริ่มก่อร่างสร้างตัวและเมื่อเรียนรู้จากประวัติศาสตร์จะเห็นได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดเลยว่า ผู้นำของสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้นต่างต้องการที่จะเรียนรู้อารยะธรรมของประเทศในแถบยุโรป และพยายามลอกเลียนนำเอาสิ่งดีๆมาใช้พัฒนาประเทศของตน รวมไปถึงการปรับปรุงและพัฒนาคุณสมบัติของผู้นำของประเทศอีกด้วย!!!

และถึงแม้ว่าในยุคปัจจุบันนี้สถานการณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างมากมาย แต่ทว่ายังมีสิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจต่อคุณสมบัติของผู้นำสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องการจะเข้าไปรับตำแหน่งประธานาธิบดีสู่ทำเนียบขาวนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจลงแข่งขันเลือกตั้งพวกเขามักจะเตรียมการณ์ล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี โดยจะวางแผนโฆษณาแนะนำตัวเองอย่างแยบยลด้วยการเขียนหนังสือออกมาอย่างน้อยคนละหนึ่งเล่ม ที่เนื้อหาในหนังสือส่วนใหญ่มักจะสอดแทรกนโยบายของตนไปในตัวด้วย!!!

ดังเช่นห้านักการเมืองยอดนิยมจาก 24 คนที่กำลังลงแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในขณะนี้ ที่พวกเขาต่างก็จรดปากกาเขียนหนังสือออกมาคนละหนึ่งเล่ม ดังเช่น

หนังสือของ“วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอรส์” ชื่อ “Where We Go From Here:  Two years from the Resistance”

หนังสือของ“วุฒิสมาชิกคามาลา แฮริส” ชื่อ The Truths We Hold: An American Journey”

หนังสือของ“เบโต โอรอร์ค” ชื่อ “Dealing Death and Drugs: The Big Business of Dope in the U.S. and Mexico”

หนังสือของ“อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ชื่อ Promise Me, Dad: A Year of Hope, Hardship And Purpose”

สำหรับหนังสือของ“วุฒิสมาชิกอลิซาเบท วอเรนส์” มีชื่อว่า “The Fight is our Fight:  The Battle to Save America’s Middle Class”

และหากจะมองย้อนกลับไปยังแวดวงการเมืองของไทย เหตุไฉนนักการเมืองของเราไม่คิดที่จะปฏิบัติเหมือนดังกรณีนักการเมืองของสหรัฐฯบ้าง เพราะส่วนใหญ่เรามักจะได้พบเห็นแต่เพียงป้ายหาเสียงที่เป็นโปสเตอร์พร้อมภาพประกอบที่เอาไปติดตามเสาไฟฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนไทยไม่ได้รับทราบและขาดโอกาสที่จะเรียนรู้ถึงคุณสมบัติและนโยบายของบรรดาเหล่านักการเมืองของไทยเราเลย!!!

โดยส.ว.ทั้ง 250 คนนี่แหละจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของนายกคนต่อไป แต่กลับปรากฏว่า กระบวนการเลือกสวทั้ง 250 คน กลับไปอยู่ในอำนาจของ คสช.อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อเมียงๆมองๆไปแล้วดูเหมือนดั่งว่า คสช.มีความต้องการที่จะทั้งผลักและดันให้ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

เป็นที่น่าสังเกตอีกเช่นกันว่ายังมี สว.หกคน ที่มาจากตำแหน่งในกองทัพนั่นก็คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้และทั้งนั้นดูๆไปแล้วผู้กำหนดรัฐธรรมนูญของไทย อาจจะต้องการแก้ปัญหาของประเทศเพียงเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยอาจจะไม่ต้องการแก้ปัญหาที่มีมาอย่างยั่งยืน เสมือนต้องการเพียงแค่ใช้พลาสเตอร์แผ่นเล็กๆเอาไปปิดบาดแผลใหญ่เหวอะหวะ แถมอาจจะต้องการปล่อยทิ้งให้กลายเป็นแผลเรื้อรังต่อไปเรื่อยๆ ที่เราๆท่านๆจะต้องตั้งหน้าตั้งตาลอยคอรอคอยว่าการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคมนี้จะมีผลออกมาหมู่หรือจ่าละครับ.

โดย….ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

มิติใหม่ของเยาวชนแห่งนานาประเทศ

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนนานาชาติถึง  45 คนที่ต่างวาระกัน โดยเยาวชนมาจากประเทศสิงคโปร์ 16 คน และจากประเทศสหรัฐอเมริกา 27 คน ทำให้ผมได้รับรู้ถึงการก้าวล้ำไปในมิติใหม่ของเยาวชนนานาชาติได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังได้รับเสียงสะท้อนจากเยาวชนนานาชาติเหล่านี้ ที่พวกเขามีมุมมองต่อประเทศไทยอีกด้วย โดยเยาวชนรุ่นใหม่ที่ผมได้เข้าไปรู้จักนั้น บางคนมีผู้ปกครองติดตามมาด้วย ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *