Thursday , May 23 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / จีน “พญามังกร” ยุคก้าวกระโดด

จีน “พญามังกร” ยุคก้าวกระโดด

จากการที่ผมได้เข้าร่วมสัมมนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารโลกและผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยรวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ของไทยหลายๆท่านเมื่อวันพุธ 13 มีนาคม 2019 ในหัวข้อ “ฝ่าลมต้านเศรษฐกิจโลก: เตรียมพร้อมรับมือ…สู่การเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น ผมใคร่ขอนำมาแบ่งปันต่อท่านผู้อ่านในหลายแง่หลายมุมพอสังเขปที่อาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้างไม่มากก็น้อย

ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณ“อธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” ที่ท่านเปิดโอกาสให้ผมได้เข้าไปร่วมในการสัมมนา มา ณ ที่นี้ด้วย

ในภาพรวมในเวทีการเมืองโลกนั้นต่างยอมรับกันเป็นอย่างดีแล้วว่า สองประเทศพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่มหาอำนาจก็คือ“สหรัฐอเมริกาและจีน” ซึ่งต่างก็มีบทบาทสำคัญต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสงครามด้านเศรษฐกิจที่ได้ส่งผลกระทบไปในวงกว้างทั่วทุกมุมโลก

แต่ขณะนี้จะเห็นได้เป็นอย่างดีว่า จีนกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในกลุ่มประเทศแถบอาเชียน และจีนยังมองไปว่าประเทศไทยคือศูนย์กลางที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในกลุ่มประเทศอาเชียนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ซึ่งจีนก็ยังเล็งเห็นว่าประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน!!!

อย่างไรก็ตามในขณะนี้จีนได้เพิ่มความเข้มงวดทางด้านสังคมแก่ประชากรของเขาที่จะเดินทางเข้าไปลงทุนยังประเทศต่างๆทั่วโลก  เพราะเขาเกรงว่าประเทศนั้นๆจะไม่ปลื้มและพากันต่อต้าน!!!

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยนั้น จีนถือว่าไทยคือมิตรประเทศที่ดีของเขามาอย่างยาวนาน

อีกทั้งขณะนี้จีนมีเงินทุนสำรองจำนวนมากมายมหาศาล จึงมีผลทำให้จีนได้เปรียบในด้านการพัฒนาและด้านการนำเงินไปลงทุนยังประเทศต่างๆ โดยขณะนี้มีแนวโน้มว่าจีนมุ่งการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเชียนมากขึ้นตลอดเวลา

แต่เนื่องจากเนื้อที่ของบทความมีค่อนข้างจำกัด ผมใคร่ขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับบทบาททางด้านการศึกษาของจีนในต่างประเทศ ที่ขณะนี้กำลังก้าวรุดหน้าเข้าไปสร้างเครือข่ายต่อสถาบันการศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆของประเทศไทย

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้มีเจ้าหน้าที่คนสำคัญๆทางด้านการศึกษาของประเทศจีนสามท่านที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนได้เดินทางมาเยือนมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

สำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งสามท่านที่มาเยือนมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่นั้นเป็นผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านภาษาและวัฒนธรรมแห่งเมืองปักกิ่งที่มีชื่อว่า “Beijing Language and Culture University” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1969

ทั้งนี้จีนมีเป้าหมายหลักๆของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือ ต้องการจะเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เรียนรู้ทั้งทางด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศจีน เพราะเขาเล็งเห็นว่าประเทศของเขามีความยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อีกทั้งจีนยังมองไปว่า หากภาษาจีนเป็นภาษาสากล พวกเขาก็จะสามารถสื่อสารต่อชาวโลกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งจีนยังต้องการให้ชาวโลกได้รู้จักขนบธรรมเนียมและประเพณีของเขาได้อย่าง

โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้กำลังเร่งรัดแผ่กิ่งก้านขยายสาขา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับประเทศต่างๆแล้วถึง 183 ประเทศ

เพื่อต้องการเปิดโอกาสและเพิ่มความสะดวกไปในวงกว้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงได้เปิดหลักสูตรผู้ใหญ่ภาคค่ำในวันเสาร์-อาทิตย์ และหากสถาบันการศึกษาแห่งใดให้ความร่วมมือเป็นพันธมิตรต่อสถาบันแห่งนี้ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมีปัญหายุ่งยากกับภาครัฐบาลและไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนมากมาย อีกทั้งนักศึกษายังได้รับปริญญาของทั้งสองสถาบันอีกด้วย ซึ่งเป็นข้อดีของนักศึกษาที่จะได้รับผลประโยชน์จากทั้งสองสถาบัน!!!

สำหรับทุนการศึกษาของสถาบันแห่งนี้มีสามประเภทด้วยกันอันได้แก่ ทุนจากรัฐบาลจีน ทุนจากกระทรวงศึกษาจีน และทุนจากเทศบาลปักกิ่ง

ด้านจุดแข็งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือ มีหลักสูตรด้านการสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนให้แก่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสถาบันแห่งนี้จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการสอนอย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนั้นแล้วตำราที่ใช้ในการสอนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เขียนและจัดทำขึ้นเองทุกๆเล่ม โดยนักศึกษาไม่จำเป็นต้องซื้อหามาจากที่อื่น เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อีกทั้งตำราภาษาจีนที่ใช้กันทั่วโลกส่วนใหญ่ก็มาจากสถาบันแห่งนี้แทบทั้งสิ้น!!!

มาตรฐานการสอบภาษาจีนที่เปรียบเสมือน “TOEFL” ที่จะต้องใช้วัดความสามารถเหมือนกับการที่เราจะต้องสอบภาษาอังกฤษก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯนั่นแหละ โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการสอบวัดผลเองอีกด้วย ถือว่าสถาบันแห่งนี้เป็นฝ่ายวางมาตรฐานของตำหรับตำราภาษาจีนที่ใช้ในการสอบทั่วโลกอีกด้วย

เนื่องจากสถาบันแห่งนี้มีมาตรฐานสูงซึ่งมีผลปรากฏว่า ตำราของสถาบันแห่งนี้ได้ถูกแปลไปกว่าหนึ่งร้อยภาษาทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว!!!

มหาวิทยาลัยแห่งนี้สอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงระดับปริญญาเอก โดยมีทั้งหมด 26 หลักสูตร

ขณะนี้สถาบันแห่งนี้มีจำนวนนักศึกษาราว 15,000 คน โดยไม่รวมนักศึกษาต่างชาติ

เนื่องจากสถาบันแห่งนี้มีความชำนาญในการสอนภาษาจีน เขาถึงกับส่งบรรดาคณาจารย์ของเขาเดินทางไปสอนภาษาจีนยังประเทศต่างๆกว่าแปดสิบประเทศ ทั้งในภาคพื้นเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา แอฟริกา และ ออสเตรเลีย

มหาวิทยาลัยแห่งนี้นอกจากจะสอนภาษาจีนแล้ว ยังเปิดสอนด้านภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอาหรับอีกด้วย

เนื่องจากสถาบันแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยของภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงมีความภาคภูมิใจและยกย่องให้เกียรติต่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้เป็น “มหาวิทยาลัยแห่งชาติ”

ทั้งนี้สถาบันแห่งนี้ไม่เพียงจะมุ่งแต่เน้นทางด้านภาษาจีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลักสูตรการสอนหลายแขนงเฉพาะทางอาทิเช่น เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การบริหารการศึกษาเป็นต้น

เฉพาะอาจารย์ที่สอนภาษาจีนมีกว่าสามร้อยคน โดยผู้ที่สนใจสามารถไปเรียนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเขาเปิดรับสมัครตลอดเวลา

สำหรับค่าเล่าเรียนตกราวๆเทอมละ 60,000 ถึง 80,000 บาท ส่วนค่าหอพักนั้น มีราคาตั้งแต่เดือนละ 4,000 ถึง 10,000 บาทแล้วแต่จะเลือกเกรด

อย่างไรก็ตามนับได้ว่า มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ มีความโชคดีเป็นอย่างมากที่มีบุคลากรเช่น “ดร.ภัทรภณ  ศิลารักษ์” ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติ ที่ท่านก็จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และยังจบในระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้านการจัดการภาคภาษาจีน และปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนอลมอลที่กรุงปักกิ่ง ทางด้านบริหารศาสตร์

ส่วนวิธีการเข้าไปสมัครนั้นก็สามารถติดต่อทางสำนักงานรับนักศึกษาประจำประเทศไทยได้เลย โดยติดต่อไปยัง 101 ซอย 13, ถนนสาธรใต้ กรุงเทพฯ (662) 675-5767 หรือหากสนใจก็สามารถเข้าไปแวะชมในเวปไซด์ได้ที่ “http://www.blcubangkok.com

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมานี้ จีนสามารถรุดหน้าก้าวกระโดดพุ่งขึ้นสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจในแทบทุกๆด้าน ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่จีนกำลังมาแรงแซงทางโค้งสมกับสมญานาม “พญามังกร” ที่แสนยิ่งใหญ่และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้ภาษาจีน ที่ผมเล็งเห็นว่าต่อไปในภายภาคหน้าใครที่มีความสามารถทางด้านภาษาจีนก็จะได้เปรียบมากกว่าคนอื่นละครับ.

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

บทบาทของล็อบบี้ยิสต์แห่งเมืองลุงแซม

ฉบับนี้ผมใคร่เสนอบริการที่ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่านใดนัก โดยบริการนี้เรียกกันว่า “ล็อบบี้ยิสต์” (Lobbyist) อนึ่งผมได้เรียนรู้ถึงบทบาทของการเป็นล็อบบี้ยิสต์ เมื่อตอนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ปีที่สาม ณ มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ นครลอสแอนเจลิส ในแขนงวิชารัฐศาสตร์ ทั้งนี้บทบาทของล็อบบี้ยิสต์ถือเป็นธุรกิจใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และจากเว็ปไซด์ของ Salary.com วันที่ 27 ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *