Tuesday , May 21 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ความเป็นผู้นำอันยิ่งใหญ่ของมหาตมา คานธี

ความเป็นผู้นำอันยิ่งใหญ่ของมหาตมา คานธี

เมื่อสามสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับอัตชีวประวัติในวัยเด็กของ “มหาตมา คานธี” ที่เขียนโดยมหาตมา คานธีเองในหนังสือชื่อว่า “ข้าพเจ้าทดลองความจริง อัตชีวประวัติของมหาตมา คานธี” หนา 750 หน้าโดยท่านกงสุลชิรีช เจน กงสุลอินเดียมอบให้ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่และผมได้ขอยืมจากท่านเพื่อได้อ่านแล้วจะได้แบ่งปันกับท่านผู้อ่าน

และหวังว่าท่านผู้อ่านได้ทราบกันพอสังเขปแล้วเมื่อสามสัปดาห์ก่อน สำหรับฉบับนี้ผมใคร่ขอเล่าเกี่ยวกับอัตประวัติในชีวิตการทำงานของท่าน ครั้งที่มหาตมา คานธีเลือกที่จะไปใช้ชีวิตปักหลักอยู่ในอาฟริกา โดยท่านได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอย่างเต็มรูปแบบดังเช่นการมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น

เรื่องการสร้างพันธมิตรที่ดีต่อผู้คนทุกระดับหลากหลายอาชีพและไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดนิกายใด และถึงแม้ว่าท่านคานธีจะมิได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม แต่ท่านก็พยายามศึกษาคำสอนของพระเยซูคริสต์ด้วยจิตใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความคารวะเจียมเนื้อเจียมตน

อีกทั้งท่านคานธียังตระหนักอีกด้วยเช่นกันว่า ในการคบค้าสมาคมกับผู้คนจากลัทธิความเชื่อที่แตกต่างกันและมาจากหลากหลายชุมชน  ไม่ว่าจะเป็นคนผิวสีหรือผิวขาว ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอิสลาม ฮินดู หรือศาสนายิว ท่านจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นคนมาจากประเทศเดียวกันกับท่าน หรือเป็นคนที่มาจากต่างชาติต่างภาษา โดยท่านคานธีจะยึดหลักที่ว่า “ท่านไม่สามารถสร้างความแตกแยกในเรื่องนี้ได้เลย”

ท่านคานธีตั้งมั่นอยู่ในหลักอหิงสา โดยท่านได้สัญญากับตนเองว่า “ข้าพเจ้าจะต้องใช้ความพากเพียรให้บรรลุผลจนได้” ความเสมอภาพในการถ่อมตนก็เป็นคุณสมบัติพิเศษของท่านคานธีด้วยเช่นกัน โดยท่านได้บันทึกไว้ว่าแม้แต่เสมียนและพนักงานที่ทำงานประจำอยู่ในสำนักงานของท่าน ก็มักจะไปใช้ชีวิตกินอยู่ในบ้านของท่าน ซึ่งพวกเขามีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูรวมถึงศาสนาคริสต์ โดยท่านเขียนเอาไว้ในหนังสือของท่านว่า “ข้าพเจ้าเลี้ยงดูพวกเขาเปรียบเสมือนญาติพี่น้อง และ ข้าพเจ้าก็ยังได้ขอร้องภรรยาของข้าพเจ้าให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ในประเด็นนี้คานธีได้บันทึกอย่างตรงไปตรงมาอีกว่า “ข้าพเจ้าถึงกับเคยมีปากเสียงโต้เถียงกับภรรยา เมื่อเธอไม่ปฏิบัติตนตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง”

ในกรณีดังกล่าว ท่านคานธียอมรับว่า “ข้าพเจ้าเป็นสามีที่มีความกรุณาต่อภรรยาอย่างค่อนข้างทารุณ ทั้งนี้ก็เพราะข้าพเจ้ายังถือตัววางตนว่า เป็นครูบาอาจารย์อยู่เหนือภรรยา ดังนั้นจึงแสดงความก้าวร้าวออกมาอย่างไร้เหตุผล แต่ก็ทำเพราะความรักที่มีต่อเธอ”

เกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธา เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านคานธีได้เขียนเอาไว้ว่า“ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพเจ้ามีความศรัทธาที่มาจากประสบการณ์” โดยท่านอธิบายว่า ไม่มีคำพูดใดๆที่จะนำมาพรรณาถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าได้เลย

เรื่องความเชื่อเช่นนี้ท่านคานธีได้อธิบายว่า “จิต” คือผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

เกี่ยวกับเรื่อง”จิต”  นั้น ผมเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก โดยบ่อยๆครั้งที่ผมจนปัญญาไม่สามารถจะหาคำตอบในปัญหาที่เข้ามาปะทะได้  แต่กลับปรากฎว่า ในที่สุดคำตอบที่ผมต้องการจะทราบนั้นก็ผุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ  ซึ่งจะว่าไปแล้วนับเป็นสิ่งที่ลี้ลับมากสำหรับผมเลยทีเดียว!!!

โดยผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับผมในทุกๆสัปดาห์ทั้งๆที่งานประจำก็มี แต่ทุกๆวันพุธผมจะต้องเขียนบทความส่งให้ “หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” เกี่ยวกับการต่างประเทศและทุกๆวันพฤหัสผมต้องเขียนให้ “หนังสือพิมพ์สยามมีเดีย”โดยจะเน้นเรื่องที่เกิดขึ้นสิ่งที่ผมสัมผัสมา โดยบ่อยครั้งผมแทบจะจนปัญญาในหัวข้อที่จะเขียนเพราะจะต้องมีข้ออ้างอย่างครบครันเพื่อให้ได้บทความที่สมบูรณ์ แต่ท้ายที่สุดความคิดก็ผุดขึ้นมาทุกครั้ง แสนน่าอัศจรรย์ทีเดียว

อนึ่งผมเชื่อมั่นว่าทุกคนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้หากมีความเชื่อและศรัทธาในพระวิญญาณบริสุทธิ์

ส่วนเรื่องการเสาะหาประสบการณ์ใหม่ๆของท่านคานธีนั้น นับว่าเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัวของท่าน เพราะบางครั้งขณะที่ท่านต้องออกเดินทางไปยังที่ไกลๆ และถึงแม้ว่าท่านจะมีฐานะดีสามารถจะซื้อหาตั๋วเดินทางชั้นหนึ่งได้ก็ตาม แต่กลับปรากฎว่าท่านตีตั๋วรถไฟชั้นสาม โดยการที่ท่านเลือกที่จะกระทำดังนี้ท่านได้ให้เหตุผลว่า “ข้าพเจ้าต้องการจะหาประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆ” โดยท่านกล่าวอย่างปลงตกว่า “แม้จะมีผู้โดยสารบางคนแต่งเนื้อแต่งตัวสกปรก ถุยถ่มน้ำลายลงตามพื้นก็ตาม”

การปรับวิถีชีวิต ในเรื่องนี้ท่านคานธีถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอีกด้วยเช่นกัน โดยท่านยึดในหลักที่ว่า“ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ คือความแน่นอนที่เป็นสัจจธรรม และหากเข้าใจและทำใจได้ ก็สามารถจะเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต” ซึ่งท่านกล่าวว่า “เรื่องราวเหล่านี้ท่านเคยชินเสียแล้ว”

อุดมการณ์ในการเสียสละเพื่อผู้อื่น จากการที่ท่านคานธีมีจิตอาสาต้องการจะช่วยเหลือผู้อื่น ท่านได้ผลิตหนังสือพิมพ์ออกมาเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “Indian Opinion” ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ทำให้ท่านได้ฝึกฝนตัวตนของท่านเองให้มีความยับยั้งชั่งใจและเป็นนักคิด โดยท่านคานธีตระหนักว่า “การทำหนังสือพิมพ์ ก็เหมือนมีอำนาจอยู่ในมือ แต่จะทำอย่างไรที่ผู้ทำจะต้องควบคุมจิตใจและจะต้องเลือกพินิจพิจารณาตนเอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อตนเองและต่อผู้อ่าน”

ทั้งนี้ท่านคานธียังเป็นนักอ่านตัวยงอีกด้วย โดยท่านมักจะชื่นชอบในการอ่านหนังสือแทบทุกชนิดและท่านก็ยังเป็นนักแปลมือฉกาจชั้นเซียน หากว่าหนังสือเล่มไหนท่านเล็งเห็นว่าเป็นหนังสือที่ดีมีประโยชน์ ท่านก็จะทำการแปลหนังสือเล่มนั้นในทันที!!!

และยังเป็นที่สังเกตอีกเช่นกันว่า ขณะที่ท่านคานธีทำธุรกิจด้านหนังสือพิมพ์อยู่นั้น ท่านต้องประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับ แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะท่านถือว่า หนังสือพิมพ์เล่มนี้จะช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่พี่น้องชาวอินเดียของท่าน!!!

ส่วนอาชีพด้านการเป็นทนายความของท่านคานธีนั้น ถือเป็นงานที่ท่านชื่นชอบที่สุด โดยท่านเล่าว่าขณะที่ท่านอยู่ในอาฟริกาท่านมีลูกค้าที่มาให้ท่านว่าความอยู่ถึง 70 ราย และท่านยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจอีกว่า “ตั้งแต่ข้าพเจ้าว่าความมา ข้าพเจ้าประสบกับความพ่ายแพ้เพียงแค่คดีเดียว”

และเนื่องจากท่านคานธีเป็นนักสู้ที่ท่านมักจะพึ่งพาตนเอง เนื่องจากท่านมีความเกรงอกเกรงใจต่อผู้อื่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นท่านมักจะพิมพ์งานด้วยตัวของท่านเอง และถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้ร่ำเรียนทางด้านการบัญชีมาก่อนเลย แต่ท่านคานธีก็ยังมีความปราดเปรื่องในเรื่องบริหารการเงินอย่างดี

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นคุณสมบัติที่ดีเด่นดั่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นของบทความสัปดาห์นี้ นับว่ายังน้อยนิดสำหรับเรื่องที่ท่านทำให้แก่พี่น้องร่วมมนุษยชาติอย่างไม่เห็นแก่ตนเอง จนทำให้ท่านเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วทุกมุมโลก จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ท่านจะได้รับสมญานามว่า “มหาตมา คานธี อหิงสา มหาบุรุษ” ผู้มีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ละครับ.

โดย…ดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

บทบาทของล็อบบี้ยิสต์แห่งเมืองลุงแซม

ฉบับนี้ผมใคร่เสนอบริการที่ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่านใดนัก โดยบริการนี้เรียกกันว่า “ล็อบบี้ยิสต์” (Lobbyist) อนึ่งผมได้เรียนรู้ถึงบทบาทของการเป็นล็อบบี้ยิสต์ เมื่อตอนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ปีที่สาม ณ มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ นครลอสแอนเจลิส ในแขนงวิชารัฐศาสตร์ ทั้งนี้บทบาทของล็อบบี้ยิสต์ถือเป็นธุรกิจใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และจากเว็ปไซด์ของ Salary.com วันที่ 27 ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *