Saturday , April 20 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / มารู้จักหมอไทยผู้มีความเป็นอัจฉริยะทางด้านสมองกันเถอะ

มารู้จักหมอไทยผู้มีความเป็นอัจฉริยะทางด้านสมองกันเถอะ

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้รู้จักกับผู้ที่มีความรู้อันแสนเก่งกาจมีความสามารถขั้นอัจฉริยะ
โดยเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และศาสตราจารย์นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สองสมัยและขณะนี้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยานอร์ท-เชียงใหม่ได้เชิญ“นายแพทย์พิเชฐ โตวิชยธำรง” และ”แพทย์หญิงเพียรผจง โตวิชยธำรง “ ภรรยาของท่านมาร่วมรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหาร “The Chef” ของมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ซึ่งท่านทั้งสองเล่าให้ผมฟังถึงนายแพทย์ท่านนี้อยู่ประจำมากว่าห้าปีที่ผมประจำอยู่ ณ สถาบันแห่งนี้!!!

คุณหมอ “นายแพทย์พิเชฐ โตวิชยธำรง” ซึ่งท่านเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาร่วมกันกับท่านอธิการฯดร.ณรงค์และคุณหมอโชติที่มงฟอร์ตวิทยาลัยในตัวเมืองของจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ท่านอธิการบดีดร.ณรงค์และศาสตราจารย์นายแพทย์โชติ ได้เล่าถึงประวัติของนายแพทย์พิเชฐตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก เป็นนักศึกษา การทำสัมมาอาชีพ รวมไปถึงเรื่องครอบครัวของนายแพทย์ท่านนี้อยู่เป็นประจำ ทำให้ผมรู้สึกและสัมผัสได้เลยว่า “ท่านทั้งสองมีความประทับใจต่อเพื่อนของท่านเป็นอย่างมาก”

โดยท่านทั้งสองเล่าให้ผมฟังว่า ในขณะที่ท่านร่ำเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 8 นั้น ปรากฏว่าไม่มีนักเรียนคนใดเลยที่สามารถจะเรียนชนะหนุ่มพิเชฐได้ แม้กระทั่งท่านอธิการบดีดร.ณรงค์ ที่นับว่าเป็นเด็กที่เรียนเก่งสุดๆก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะหนุ่มพิเชฐได้เช่นกัน

เนื่องจากผมนั่งทำงานในสำนักงานเดียวกับนายแพทย์โชติในช่วงห้าปีกว่าๆที่ผ่านมา ผมจึงรบกวนให้ท่านเล่าให้ฟังเกี่ยวกับนายแพทย์พิเชฐเป็นประจำ โดยท่านเล่าให้ผมฟังว่า แม้กระทั่งวิชาภาษาไทยหนุ่มพิเชฐก็ยังสามารถทำคะแนนได้เต็มร้อย จนได้สร้างความแปลกใจให้กับคุณครูประจำชั้นมากทีเดียว

และด้วยความชื่นชมศรัทธาในตัวเพื่อน หนุ่มโชติในขณะนั้นก็หวังจะเรียนได้เก่งเช่นเดียวกับเด็กชายพิเชฐจนถึงกับไปนอนค้างที่บ้านเพื่อนเพื่อที่จะดูว่า “เพื่อนพิเชฐทำอย่างไรถึงเรียนได้เก่งขนาดนั้น” เพื่อจะนำไปเป็นแบบอย่าง

สิ่งที่หนุ่มโชติค้นพบก็คือ หนุ่มพิเชฐมีระเบียบวินัยสูง มีความจำแสนจะแม่นยำ และยังมีสมุดคอยพกติดตัวจดทุกอย่างที่เป็นความรู้ แต่อย่างไรก็ตามหนุ่มพิเชฐจะต้องช่วยคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับงานของครอบครัวตลอดเวลา ทำให้มีเวลาในการร่ำเรียนน้อยลง ฉะนั้นการบริหารเวลาของเขาจึงถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากทีเดียว

ทั้งนี้ในวันที่ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันนายแพทย์โชติยังได้เล่าให้ผมฟังอีกว่า สมัยเด็กๆคุณหมอพิเชฐไม่ค่อยชอบเล่นกีฬา เพราะเกรงว่าหากเกิดป่วยหรือบาดเจ็บขึ้นมาแล้วละก็ ใครจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ของเขาทำงาน!!!

อนึ่งหนุ่มพิเชฐไม่เพียงเก่งแต่เฉพาะในโรงเรียนมงฟอร์ตอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในการสอบมัธยมแปดท่านสอบติดบอร์ดอันดับที่สามของประเทศ

และเมื่อจบมัธยมแปดแล้วท่านก็สอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยผลการสอบเข้ามาเป็นที่สอง ซึ่งอาจารย์หมอโชติอธิบายว่าเป็นช่วงเดียวกันกับที่ “ดร.สตางค์ มงคลสุข”เป็นกำลังสำคัญในการระดมนักศึกษาที่เรียนเก่งระดับหัวกะทิไปเรียนในคณะแพทย์ศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้นักศึกษาเหล่านั้นมาเป็นนักวิจัยและเป็นมันสมองของประเทศชาติ!!!

ผมก็ได้เรียนถามคุณหมอพิเชฐด้วยความอยากเรียนรู้เช่นกันว่า ท่านมีเคล็ดลับอะไรที่เรียนเก่งขนาดนั้น โดยท่านตอบว่า มาจากความอดทน ขยันหมั่นเพียร ฝึกตนเองให้เป็นคนสม่ำเสมอ  โดยในเรื่องนี้นายแพทย์โชติได้กล่าวการันตีแถมมาอีกว่า นายแพทย์พิเชฐเป็นคนมีความละเอียดละออสูงมาก

และขณะที่กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้น ผมก็ถามว่าคุณหมอเพียรผจงภรรยาของท่านว่า ท่านทั้งสองพบรักกันที่ไหน? โดยท่านบอกว่า “ก็พบกันที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั่นแหละ เพราะเรียนมาด้วยกัน”

ทั้งนี้ผมก็ถามแบบหยอกแกมล้อต่อคุณหมอพิเชฐว่า ท่านหึงหวงแฟนมากแค่ไหน โดยท่านตอบว่า “ทั้งรักและหวงมากๆ” และได้แต่งงานกันในช่วงฝึกงาน โดยเลือกวันแต่งงานตอนวันที่หยุดฝึกทำงาน เพราะมิเช่นนั้นแล้วจะไม่มีวันอื่นๆสะดวกเลย ทั้งๆที่คุณพ่อคุณแม่ท่านก็เลือกฤกษ์ยามเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

และเมื่อสอบจบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว ท่านทั้งสองก็ทำงานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศแคนาดา ด้านผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคสมอง (Neurology)

และตอนที่ท่านเป็นแพทย์ประจำที่เมืองปีเตอร์สเบอร์ก แห่งนครทอรันโตประเทศแคนาดา นายแพทย์พิเชฐบอกว่าท่านต้องรับผิดชอบคนไข้โรคสมองในระแวกนั้น ที่มีประชากรสามแสนคน โดยท่านต้องอยู่เวรเกือบทุกวัน ซึ่งเป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบสูงมาก โดยผู้ป่วยบางคนมีความเสี่ยงสูงจำต้องส่งตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์เข้าโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที

อนึ่งระบบสวัสดิการณ์สุขภาพในประเทศแคนาดานั้น นับว่าดีมากที่ประชากรทุกๆคนต่างได้รับการรักษาพยาบาลฟรี แต่พวกเขาก็ต้องเสียภาษีด้วยอัตราที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะต้องจ่ายภาษีมากถึง 50%

และในฐานะที่นายแพทย์โชติก็เป็นแพทย์เช่นเดียวกัน ท่านจึงได้อธิบายให้ผมฟังว่าคนที่สามารถจะเรียนแพทย์ทางด้านนี้ได้ ต้องฉลาดมากๆเเละต้องมีความจำขั้นเทพแบบเป็นเลิศ เพราะภายในสมองของคนเรามีเส้นเลือดที่มีความสลับซับซ้อนมากๆ และหากเป็นแพทย์ทางด้านนี้จะต้องเป็นคนละเอียดว่องไวในการคิดและตัดสินใจอย่างแม่นยำ และยังต้องเป็นคนที่มีความรอบรู้ในทุกๆเรื่องและเหนือสิ่งอื่นใดจะต้องเป็นคนที่เก่งในการสื่อสารกับคนไข้

โดยช่วงหนึ่งผมก็ได้ถามนายแพทย์พิเชฐเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ซึ่งท่านก็เมตตาเล่าให้ผมฟังว่า ในสมัยเด็กๆครอบครัวของท่านมีฐานะปานกลางพออยู่พอกิน ทั้งนี้คุณพ่อและคุณแม่ของท่านเดินทางอพยพมาจากประเทศจีน และคุณแม่ทำมาหาเลี้ยงลูกด้วยอาชีพทำเฉาก๊วย ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านถนนท่าแพ ซึ่งขณะนี้เป็นถนนคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ซึ่งบ้านของหนุ่มโชติก็อยู่บริเวณนั้นเช่นกัน โดยนายแพทย์โชติยังได้เล่าให้ผมฟังว่า ท่านก็เคยไปดูและช่วยทำ และเฉาก๊วยที่คุณแม่ของคุณหมอพิเชฐทำนั้นอร่อยและปราณีตบรรจงมากและที่สำคัญไม่ใส่สี!!!

ตอนหนึ่งอาจารย์หมอโชติเล่าให้ผมฟังว่าพี่ชายและน้องสาวของนายแพทย์พิเชฐต่างก็เรียนหนังสือเก่งทั้งสองคน และนายแพทย์โชติยังเสริมเพิ่มให้ผมฟังว่า นายแพทย์พิเชฐเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์มาก แถมยังเป็นคนที่โกหกไม่เป็นอีกด้วย

อนึ่งนายแพทย์โชติเล่าว่านายแพทย์พิเชฐเป็นคนโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนรุ่นน้องหลายๆคนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันอื่นๆที่ไปหาประสบการณ์ในประเทศแคนาดา และเมื่อได้ประสบการณ์แล้วพวกเขาก็กลับมาเมืองไทยประจำตามสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างๆ

ทีนี้มาพูดถึงปรัชญาชีวิตของนายแพทย์พิเชฐกันบ้าง โดยท่านบอกว่า มนุษย์เราทุกๆคนจะต้องมีจิตอาสารู้จักแบ่งปันและรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น

นายแพทย์พิเชฐและแพทย์หญิงเพียรผจงมีครอบครัวใหญ่ โดยท่านมีบุตรสี่คน  และเมื่อผมขอดูภาพครอบครัวลูกๆและหลานๆของท่านแล้วปรากฏว่า ทุกๆคนล้วนมีหน้าตาไม่เหมือนคนไทย และได้กลายเป็นครอบครัวแบบสหประชาชาติไปแล้ว แต่ดูแล้วรู้ได้ทันทีเลยว่า เป็นครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น

อีกทั้งผมได้มีโอกาสคุยทางโทรศัพท์กับนายแพทย์พิเชฐเพิ่มเติมเมื่อวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อให้บทความนี้มีความสมบูรณ์และมีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งยิ่งทำผมมีความรู้สึกว่า ท่านเป็นคนที่ถ่อมตนมาก และตรงไปตรงมาไม่แตกต่างกับอเมริกันชนที่ผมได้สัมผัสมาเกือบตลอดชีวิต!!!

ทั้งนี้และทั้งนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า“นายแพทย์พิเชฐ โตวิชยธำรง” มีความเป็นอัจฉริยะทั้งทางด้านการเรียน การมีจิตอาสาเมตตาผู้ที่อยู่รอบข้างและเพื่อนร่วมโลก และท่านยังเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างดีเลิศในการรักษาโรคทางระบบสมองอย่างเป็นที่ยอมรับในวงกว้างของประเทศแคนาดา ที่นับได้ว่าท่านเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมคนหนึ่งที่พี่น้องชาวไทยด้วยกันสมควรที่จะภาคภูมิใจ และผมมองว่าในขณะนี้บุคลากรระดับมันสมองหัวกะทิแสนเข้มข้นเช่นนี้สังคมไทยมีความต้องการมากเป็นที่สุด

และขณะที่สิงคโปร์และจีนต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยพวกเขาต่างเชื้อเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแขนงต่างๆของเขาให้กลับไปพัฒนาประเทศ แต่เพราะเหตุอันใดที่ผู้นำของประเทศไทยยังไม่เริ่มรณรงค์ที่จะนำคนไทยระดับอัจฉริยะกลับมาพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งภาครัฐน่าจะทำเป็นเรื่องเร่งด่วนกันดูบ้างละครับ.

โดย…ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

เที่ยว “บ้านดำ” มรดกล้ำค่าอันน่าภาคภูมิใจ ของเมืองล้านนา

ช่วงวันหยุดเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ครอบครัวของผมรวมแปดชีวิตได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจกันที่จังหวัดเชียงราย  โดยผมใคร่นำเรื่องราวดีๆที่ได้ไปพบเห็นมาฝากท่านผู้อ่าน ทั้งนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้ไปสัมผัสมา แต่ผมใคร่จะขอแบ่งปันเกี่ยวกับ “พิพิธภัณฑ์บ้านดำ” ที่ตั้งอยู่ ณ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย ผมเคยได้ยินและได้ฟังเกี่ยวกับพิพัธภัณฑ์บ้านดำแห่งนี้มานานเต็มทีทำให้ผมหวังเอาไว้ในใจเสมอๆว่า หากมีโอกาสเมื่อใดจะแวะเข้าไปเยี่ยมชม แต่เท่าที่ผ่านมาทุกๆครั้งที่เดินทางไปเชียงรายโอกาสไม่เคยอำนวยเลยแม้แต่ครั้งเดียว!!! อย่างไรก็ตามผู้ที่ริเริ่มสร้างพิพัธภัณบ้านดำแห่งนี้ขึ้นมาก็คือ ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *