Wednesday , February 20 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ชีวิตวัยหนุ่มของมหาตมา คานธีผู้ยิ่งใหญ่

ชีวิตวัยหนุ่มของมหาตมา คานธีผู้ยิ่งใหญ่

ในช่วงปีใหม่ของทุกๆ ปี “ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ จะนำคณะผู้บริหารไปกราบคารวะสวัสดีปีใหม่ต่อผู้ที่มีอุปาระคุณต่อมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ที่รวมไปถึงท่านผู้ว่าจังหวัดลำพูน ผู้ว่าฯจังหวัดเชียงใหม่ นายอำเภอหางดง นายอำเภอสันป่าตอง กงสุลใหญ่จีน กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น รวมถึง ดร.ศุภวัตร ภูวกุล ปูชนียบุคคลของจังหวัดเชียงใหม่ โดยท้ายสุดเมื่อวันจันทร์นี้คณะของพวกเราก็ได้ไปสวัสดีปีใหม่แด่กงสุลอินเดียคือ กงสุลชิรีช เจน

สำหรับบทความฉบับนี้ผมขอพูดถึงชีวิตในวัยเด็กของ ท่านมหาตมา คานธี ทั้งนี้ก็เพราะหลังจากที่คณะของพวกเราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆอย่างมากมายและก่อนจะจากกัน ท่านกงสุลชีริช เจน ได้แสดงความปรารถนาดีมอบหนังสือเกี่ยวกับอัตประวัติของมหาตมา คานธี เล่มหนาเบ่อเริ่มเทิ่มที่มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้แก่ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์

เนื่องจากผมสนใจเกี่ยวกับชีวประวัติของคานธีเป็นพิเศษ ผมจึงขอยืมฉบับภาษาอังกฤษไว้อ่านก่อนและผมทราบมาตอนหลังจากท่านกงสุลชิรีช เจน ว่าท่านมีฉบับภาษาไทยเพียงเล่มเดียว และถึงแม้ว่าผมจะเที่ยวสอบถามร้านหนังสือทั่วๆไปในเมืองเชียงใหม่ เพื่อต้องการเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แต่กลับปรากฏว่าไม่มีวางขายเลยสักร้านเดียว!!!

อนึ่งฉบับภาษาอังกฤษที่ผมได้ขอยืมมาจากดร.ณรงค์นั้น เมื่อถึงบ้านแล้วผมก็รีบเปิดอ่านทันที และยิ่งอ่านก็ยิ่งสร้างความเพลิดเพลินมากขึ้นทุกทีทุกที เพราะได้เข้าใจถึงวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศอินเดียมากขึ้นอีกด้วย

โดยชื่อของหนังสือที่เขียนขึ้นโดยมหาตมา คานธี เองก็คือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง: อัตชีวประวัติของมหาตมา คานธี” หรือ “The Story of My Experiments With Truth”

และเนื่องจากหนังสือมีความยาวจนหนาเบ่อเริ่มเทิ้ม ผมใคร่ขอแบ่งปันชีวิตของท่านคานธีในชีวิตเด็กและในเยาว์วัยก่อน

คานธีเกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869  ทั้งนี้ตระกูลของคานธีเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลสูงทางด้านการเมือง ส่วนคานธีซึ่งเป็นลูกชายคนสุดท้องนั้นได้เขียนบรรยายเอาไว้ในหนังสือว่า คุณพ่อของท่านเป็นคนกล้าหาญ มีความเมตตา มีความซื่อสัตย์จงรักษ์ภักดีต่อแผ่นดินเกิด มีประสบการณ์รอบด้าน เป็นคนเคร่งศาสนา แต่เสียเพียงอย่างเดียวคือท่านเป็นผู้ที่มีอารมณ์ร้อน!!!

สำหรับมารดานั้นท่านได้เล่าว่า เป็นคนเคร่งศาสนาและเคร่งครัดต่อการสวดมนต์อธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร คุณแม่ของท่านมีความรอบรู้เรื่องการเมือง ทำให้เหล่าบรรดาสตรีต่างก็มีความประทับใจในความเฉลียวฉลาดของคุณแม่ของท่านคานธีมากทีเดียว

คานธีได้เขียนสารภาพเอาไว้ในหนังสือว่า การเรียนหนังสือสำหรับเขานั้น มิใช่เป็นเรื่องง่ายๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องจำสูตรคูณ และเขาก็ยังพูดด้วยความถ่อมตัวว่า เขาเรียนไม่ค่อยเก่งเป็นนักเรียนในระดับธรรมดาๆแต่ตามความเป็นจริงแล้วได้รับรางวัลในด้านความเก่งในด้านการเรียนเป็นประจำ

สำหรับนิสัยประจำตัวของคานธีเขารับประกันว่า เขาเป็นคนพูดจาจริงจังไม่เคยโกหก เป็นคนขี้อาย โดยเมื่อออกจากห้องเรียน ก็รีบเดินกลับบ้านในทันทีเพราะไม่ต้องการคุยกับเพื่อนๆ

ในบทที่สาม คานธีได้เล่าถึงชีวิตการมีครอบครัวโดยเขาแต่งงานกับกัสตูรพา เมื่อตอนอายุสิบสามขวบ ทั้งนี้พิธีเแต่งงานของชาวฮินดูถือเป็นงานที่เต็มไปด้วยพิธีรีตองมากมาย และเมื่อคานธีเป็นลูกชายคนสุดท้องดังนั้นคุณพ่อของเขาจึงต้องการที่จะจัดพิธีแต่งงานเป็นกรณีพิเศษ จึงต้องมีการเตรียมตัวกันอยู่หลายเดือนไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมเสื้อผ้า และเเครื่องประดับ จัดเตรียมอาหารจัดเลี้ยง จึงเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่หนุ่มคานธีมิใช่น้อย

คานธีได้เล่าว่า ก่อนที่เขาและภรรยาจะพลอดรักกันในคืนแรกของการเข้าเรือนหอปรากฏว่า มีโค้ชเข้าไปคอยให้คำแนะนำกับเขาว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร โดยคานธีเขียนไว้อย่างขบขันว่า “เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีโค้ชคอยแนะนำ”

คานธียังเล่าในหนังสือว่า เขาทั้งสองต่างมีความรักกันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีคำว่านอกใจต่อกัน แต่กลับปรากฎว่าคานธีเป็นคนขี้อึงและเป็นฝ่ายคอยบงการภรรยาโดยตลอด ซึ่งได้อธิบายเอาไว้ว่า ภรรยาจะออกไปไหนมาไหนจะต้องแจ้งให้เขาทราบก่อนล่วงหน้า แต่เขาบอกในหนังสือว่า แต่เมื่อภรรยาของเขาจะไปไหนมาไหน เธอไปตามใจชอบมิเคยบอกกล่าวเลย
เนื่องจากภรรยาของคานธีเขียนและอ่านหนังสือไม่ออก คานธีจึงเพียรพยายามที่จะสอนเธอ แต่คานธีก็ได้เขียนเอาไว้อย่างน่าขบขันอีกว่า เนื่องจากเขารักภรรยามากๆฉะนั้นเขาแทบจะไม่มีเวลาสอนหนังสือเธอเลย(เพราะมัวแต่ไปสอนเรื่องอื่นที่ไม่ต้องใช้โค้ชนั่นเอง)และนั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ภรรยาของเขาไม่สามารถเขียนและอ่านได้เลย ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า “คานธีเป็นนักรักตัวยงเลยทีเดียว”

อย่างไรก็ตามชีวิตแต่งงานของชาวฮินดูนั้น พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้คู่แต่งงานอยู่ด้วยกันตลอดเวลาโดยคานธีอธิบายว่า ในช่วงชีวิตห้าปีระหว่างอายุ 13 ถึง 18 ปี เขากับภรรยาจะได้อยู่ด้วยกันรวมแล้วไม่เกินสามปี
คานธีมีเคล็ดลับที่สอนให้เด็กๆได้เรียนรู้ก็คือ ควรจะสอนให้เด็กๆวาดรูปก่อนที่จะสอนวิธีเขียน อีกทั้งคานธียังส่งเสริมและแนะนำให้นักเรียนได้เรียนหลายๆภาษาทั้งภาษาฮินดี สันสกฤต เปอร์เซีย ภาษาอาหรับ และ ภาษาอังกฤษ

และเพื่อเดินตามรอยในสายอาชีพของบิดา ที่ถึงแม้ว่ามารดาจะไม่เห็นด้วย แต่ครอบครัวของคานธีก็ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้คานธีไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษหลังจากจบไฮสกูลที่อินเดีย ทั้งๆที่ขณะนั้นคานธีเพิ่งจะมีลูกชายอายุเพียงสามเดือน คานธีจึงเป็นคนแรกของวรรณะ ที่ผู้นำของวรรณะนี้ไม่ต้องการให้สมาชิกเดินทางไกลไปต่างประเทศ และห้ามไม่ให้ทานอาหารและดื่มร่วมกับชาวยุโรป โดยคานธีได้อธิบายต่อประธานหัวหน้าคณะวรรณะของเขา โดยคานธีอ้างว่า เขาไม่ได้ขัดขืนต่อศาสนาแต่เขาต้องการไปเล่าเรียน และศาสนาก็ไม่ควรห้ามเขาไปเรียนในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อคานธีคัดค้านต่อผู้นำศาสนา คานธีจึงถูกประนามว่า เป็นคนนอกคอกต่อศาสนา โดยผู้นำศาสนาได้กล่าวว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคานธีจะเป็นคนนอกศาสนา และห้ามให้ใครไปส่งเขาและหากใครขัดคืนก็จะถูกปรับอีกด้วย”

ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่คานธีได้สัญญากับคุณแม่ของเขาก่อนเดินทางก็คือ เขาจะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และจะไม่ดื่มสุราของมึนเมา อีกทั้งจะไม่นอกใจต่อภรรยา

และในที่สุดคานธีก็ออกเดินทางๆเรือเมื่อวันที่ 4   กันยายน 1888 และอย่าลืมว่าในปีดังกล่าวลอนดอนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งขณะนั้นมีประชากรแค่เพียงหกล้านคน

ระหว่างเดินทางโดยทางเรืออยู่นั้นคานธีค้นพบว่า เขามีปัญหาด้านภาษาอังกฤษ เนื่องจากเขาไม่กล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษ และเขาไม่คุ้นเคยกับการใช้ช้อนส้อมอีกด้วย แต่เขาคิดอยู่ในใจว่า เขาจะต้องปฏิรูปตัวเอง
อย่างไรก็ตามขณะที่อยู่ในเรือเขาได้รู้จักกับผู้โดยสารคนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพทนายความและเขาได้แนะนำให้คานธีพูดภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ และยังเสริมอีกว่าการที่คานธีอยากจะยึดอาชีพทนายความ คานธีควรจะมีลิ้นยาวๆและอย่ากลัวการพูดผิดพูดถูก

เมื่อคานธีเดินทางถึงอังกฤษการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้สร้างอุปสรรคให้แก่เขาเป็นอย่างมากและตามมาด้วยเรื่องน่าเวียนหัวอย่างมากมายอาทิ อาหารการกินที่เขาไม่เคยชิน การพบเจอกับผู้คนแปลกหน้า ความไม่คุ้ยเคยต่อวัฒนธรรม และเรื่องความเป็นอยู่ จึงมีผลทำให้ชีวิตของคานธีในขณะนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างแสนสาหัส แต่อย่างไรก็ตามเขาได้สวดอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยเขามีเชื่อในพระเจ้าสูงมาก

ท้ายที่สุดคานธีคิดอยู่ว่า เขาควรจะสลัดเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่างๆออกไป และควรจะปรับปรุงตัวให้เป็นแบบฉบับผู้ดีอังกฤษให้จงได้ เขาจึงปรับเปลี่ยนอุปนิสัยเสียใหม่ โดยจัดซื้อเสื้อผ้าแต่งกายและสวมหมวกตามสมัยนิยมของชาวอังกฤษ ปรับเปลี่ยนบุคลิกใหม่ หวีผมตามแบบฉบับคนอังกฤษ ฝึกหัดพูด เรียนภาษาฝรั่งเศส ภาษาลาตินหัดเรียนเต้นรำ เรียนไวโอลิน อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน เข้าใจศาสนาทุกศาสนาและเอาชนะเรื่องทานอาหาร โดยเปลี่ยนไปทานอาหารจำพวกมังสวิรัติ

ทั้งนี้ขณะที่คานธีพำนักอยู่ในอังกฤษเขามีปัญหาทางด้านการเงิน ฉะนั้นเขาจึงค่อนข้างจะพิถีพิถันเรื่องการใช้จ่ายเขาจึงจดบันทึกบัญชีการเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาใช้ โดยได้กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิตและเขายังเชื่ออีกด้วยว่า หากทุกคนทำเช่นนี้ จะสามารถตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปได้ถึงเท่าตัว

ด้วยความพยายามในที่สุดคานธีก็สามารถจบการศึกษาด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และเมื่อคานธีได้เป็นเนติบัณฑิตเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1891 อีกสองวันต่อมา คานธีก็ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอินเดีย

ทั้งนี้และทั้งนั้นคานธีเป็นคนชอบทดลองกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มีความมุ่งมั่น มีความกล้าหาญ จนสามารถเอาชนะต่ออุปสรรคทุกๆด้าน และคานธียังได้ปฏิรูปตัวเองจนกลายเป็นผู้ดีชาวอังกฤษ โดยบทความฉบับนี้เป็นเพียงเสี้ยวเดียวในชีวิตของมหาตมา คานธี ซึ่งผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันชีวประวัติของท่านจากหนังสือเล่มนี้แบ่งปันให้ท่านผู้อ่านประดับเอาไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจในโอกาสต่อๆ ไปละครับ.

โดย…ดร วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

ความเป็นผู้นำอันยิ่งใหญ่ของมหาตมา คานธี

เมื่อสามสัปดาห์ก่อนผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับอัตชีวประวัติในวัยเด็กของ “มหาตมา คานธี” ที่เขียนโดยมหาตมา คานธีเองในหนังสือชื่อว่า “ข้าพเจ้าทดลองความจริง อัตชีวประวัติของมหาตมา คานธี” หนา 750 หน้าโดยท่านกงสุลชิรีช เจน กงสุลอินเดียมอบให้ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่และผมได้ขอยืมจากท่านเพื่อได้อ่านแล้วจะได้แบ่งปันกับท่านผู้อ่าน และหวังว่าท่านผู้อ่านได้ทราบกันพอสังเขปแล้วเมื่อสามสัปดาห์ก่อน สำหรับฉบับนี้ผมใคร่ขอเล่าเกี่ยวกับอัตประวัติในชีวิตการทำงานของท่าน ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *