Tuesday , June 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ปรอทการเมืองสหรัฐฯพร้อมที่จะระเบิด

ปรอทการเมืองสหรัฐฯพร้อมที่จะระเบิด

“แนนซี เพโลซี” นักการเมืองหัวใจเหล็กพร้อมจะนำทัพเผชิญกับประธานาธิบดีทรัมป์

การเลือกตั้งกลางสมัยคือสองปีหลังจากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยปีนี้ได้มีขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนที่เพิ่งผ่านมานี้ และในภาพรวมแล้วย่อมจะส่งผลกระทบกับพี่น้องคนไทยในสหรัฐอเมริกาทุกๆ คน

ในรอบแปดปีที่ผ่านมาพรรครีพับลิกันคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรกลับเปลี่ยนขั้วใหม่โดยพรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและจะคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นทางการในวันที่ 3 มกราคมปีหน้า

อนึ่งการนับคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่แล้วเสร็จเพราะในบางพื้นที่คะแนนสูสีกันมาก

อย่างไรก็ตามเป็นที่คาดกันว่าพรรคเดโมแครตอาจจะได้รับที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นราวๆ 35 ที่นั่ง เท่ากับว่าได้เพิ่มสูงขึ้นตามความคาดหมายที่สำนักหยั่งเสียงต่างๆได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้พรรคการเมืองใดก็ตามจะคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้จะต้องได้รับที่นั่งอย่างน้อย 218 ที่นั่งหรือเกินครึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมด 435 ที่นั่ง

และแม้ว่ายังมีการนับคะแนนกันอีก 15 แห่ง แต่ขณะนี้พรรคเดโมแครตได้รับคะแนนแล้ว 223 ที่นั่งแต่พรรครีพับลิกันได้รับเพียง 197   ที่นั่ง

ส่วนในวุฒิสภาพรรครีพับลิกันที่เคยมีเสียงข้างมากคือ 51 ต่อ 49 แต่กลับปรากฎว่ายังมีหลายรัฐที่ยังนับคะแนนไม่แล้วเสร็จ แต่พรรครีพับลิกันได้รับชัยชนะแล้ว คือ51 ต่อ 46

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าเป็นการแสดงประชามติของอเมริกันชนต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับไม่มีสปิริตยอมรับการพ่ายแพ้ อีกทั้งได้เขายังได้แถลงว่าเขาเองยังเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง

เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความหยิ่งยโส ประกาศตัวเป็นศัตรูกับสื่อ มีอคติกับเพศหญิง มีอคติกับชาวมุสลิม ต่อต้านชาวต่างด้าว ต่อต้านคนผิวสี และยังต้องการยกเลิกสวัสดิการสุขภาพหรือที่เรียกว่า “โอบามาแคร์”จึงเป็นผลให้มีการต่อต้านและมีการผนึกพลังจากกลุ่มต่างๆเหล่านี้อย่างแข็งขัน

และในปีนี้มีคนกลุ่มดังกล่าวได้เดินเรียงแถวลงเลือกตั้งและปรากฏว่าเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิงที่ลงเลือกตั้งเป็นครั้งแรกได้รับเลือกตั้งเป็น สส.หน้าใหม่ถึง 31 คนที่เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน

และนอกจากนั้นยังมีหญิงมุสลิมสองคนได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสังกัดพรรคเดโมแครตอีกด้วย

อีกทั้งกลุ่มผิวสีสตรีหลายคนที่ลงแข่งขัน ดังเช่น Jahana Hayes ที่รัฐคอนเน็ตติคัตเป็นหญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับเลือก สส.หน้าใหม่

และยังมี Ayanna Pressley เป็นหญิงผิวสีคนแรกที่รัฐแมซซาจูเสทส์ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรหน้าใหม่เช่นกัน

และมีหญิงชาวลาตินชื่อ “อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ-กอร์เตส” สาวเสิร์พได้รับเลือกเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรหน้าใหม่และได้กลายเป็นขวัญใจของชาวนิวยอร์กและคนอเมริกันทั่วประเทศโดยเธอมีอายุเพียง 29 ปีและได้กลายเป็นสส.หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดและเธอยังสังกัดพรรคเดโมแครตอีกด้วย

ส่วนในรัฐเท็กซัสยังมีชาวลาตินหญิงสองคนคือเวอรอนนิก้า เอสโคบาร์และซิลเวีย กาเซียได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรหน้าใหม่เช่นกันโดยทั้งสองคนนี้ต่างสังกัดพรรคเดโมแครต

ส่วนในรัฐแคนซัส Sharice Davids หญิงจากอินเดียนแดงเป็นหนึ่งของหญิงอินเดียนแดงที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินนั้นปรากฏว่าเขาได้แสดงอารมณ์แกว่งโดยไม่สามารถควบคุมสติได้

ในกรณีหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ขณะนี้คือประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งปลดรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม “เจฟฟ เซสสันส์” ออกทั้งๆที่รัฐมนตรีท่านนี้ตอนที่ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกเป็นวุฒิสมาชิกคนแรกได้กล้าออกมาประกาศสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ตอนที่ทรัมป์กำลังแข่งขันกับคู่ต่อสู้เพื่อเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันและนักการเมืองของพรรครีพับลิกันคนอื่นๆต่างถอยห่างจากทรัมป์เพราะต่างเกรงว่าเขาเป็นนักการเมืองที่แสนจะอันตราย

นัยหนึ่งการสั่งปลดรัฐมนตรียุติธรรมขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะต้องการให้ผู้ที่เข้ารักษาการรัฐมนตรียุติธรรมชั่วคราวสามารถสั่งการระงับการสอบสวนสืบสวนกรณีที่มีการสงสัยว่าทรัมป์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีเพราะรัสเซียหนุนหลังอยู่เบื้องหลังโดยอัยการพิเศษมูลเลอร์ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ติดต่อกันมาแล้วถึง 17 เดือน โดยมีประธานเลือกตั้งของทรัมป์ถูกข้อหาหลายกระทงและอยู่ในคุกขณะนี้และอัยการมูลเลอร์ยังมีพยานหลายคนที่เคยใกล้ชิดกับทรัมป์รวมทั้งอดีตทนายส่วนตัวของทรัมป์อีกด้วย

และเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องดำเนินการอย่างรีบเร่ง

อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะต้องการทดสอบบทบาทพรรคเดโมแครตที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งก็เป็นได้

อนึ่งขณะประธานาธิบดีทรัมป์กำลังแถลงข่าว ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธนี้ปรากฎว่าได้มีนักข่าวซักถามประธานาธิบดีทรัมป์อย่างดุเดือดหลายคนด้วยกันและยิ่งมีการซักถามจากนักข่าวดุเดือดสูงขึ้นทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เกิดอารมณ์หงุดหงิดตอบนักข่าวอย่างข้างๆคูๆและเกิดอารมณ์แกว่งควบคุมสติไม่ได้

และข่าวที่กำลังเกรียวกราวอยู่ขณะนี้ก็คือหัวหน้าข่าวประจำทำเนียบขาวของสำนักซีเอ็นเอ็นชื่อ “จิม อคอสต้า” ขณะที่ซักถามประธานาธิบดีทรัมป์อยู่นั้นกลับถูกยึดไมโครโฟนและในที่สุดประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้สั่งห้ามนักข่าวผู้นี้เข้าไปในทำเนียบขาวอย่างเด็ดขาด

และนี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีในอดีตไม่เคยปฏิบัติกันโดยขณะนี้สำนักสื่อต่างๆได้ผนึกประท้วงประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเข้มข้น

และตามหลักรัฐศาสตร์แล้วผู้นำประเทศไม่ควรวางตัวเป็นศัตรูกับสื่อมวลชน เพราะผู้นำที่ฉลาดจะเอาคำวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อเอามาแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดของตนและจะใช้สื่อมาเป็นพันธมิตร

อีกทั้งในวันที่ 3 มกราคมปีหน้าพรรคเดโมแครตจะเข้าคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปพรรคเดโมแครตจะเริ่มแสดงบทบาทให้เป็นที่ประจักษ์เพื่อตอบสนองความต้องการของอเมริกันชนโดยจะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการต่างๆโดยจะเป็นฝ่ายคุมเกมและขีดกรอบการทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย

อนึ่งสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีความกังวลและห่วงใยมีหลายประเด็นด้วยกันดังเช่นเขาเกรงว่าค่ายพรรคเดโมแครตอาจจะเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเปิดเผยหลักฐานการเสียภาษี เพิ่มสวัสดิการณ์โอบาแคร์มากขึ้น ปฏิรูปการทุ่มเทเม็ดเงินในการหาเสียง เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยหลักฐานต่างๆที่ทรัมป์ปกปิดมาตลอดหรือแม้กระทั่งพรรคเดโมแครตอาจจะหาทางขับเคลื่อนปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งอีกด้วย

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปการเมืองของสหรัฐฯจะเพิ่มความเข้มข้นดุเดือดสูงขึ้นตามลำดับประหนึ่งว่าปรอทการเมืองจะเข้าสู่ปรอทเดือดพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ พรรคการเมืองสองขั้วในสภาคองเกรสอาจจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากันและยังมีประธานาธิบดีทรัมป์ที่แสนจะมีอารมณ์แกว่งที่ไม่มีใครจะคาดการณ์อะไรได้เข้ามาสร้างปมการเมืองอีกต่อหนึ่งโดยขณะนี้มีนักการเมืองของพรรคเดโมแครตอย่างน้อยยี่สิบคนต่างเดินเรียงแถวเดินหน้าเพื่อช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020 อีกด้วยโดยนี่แหละคือเป็นปรอดการเมืองสหรัฐฯที่แสนจะดุเดือดพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเมื่อละครับ

โดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

Check Also

พันธมิตรเก่าข้ามโลกมาเยือนด้วยสัญญาใจ

คณะทำงานในโครงการเครื่องกรองน้ำเพื่อผู้ห่างไกลความเจริญ จะมีมหาวิทยาลัยเอกชนของประเทศไทยสักกี่สถาบัน ที่จะได้รับโอกาสในการสร้างพันธมิตรที่ดีกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกดังที่ “มหาวิทยาลัยเพอร์ดู” ณ รัฐอินเดียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางไปให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการกับ “มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่” โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ อนึ่งมหาวิทยาลัยเพอร์ดู มิได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ เนื่องจากสถาบันการศึกษาชื่อดังแห่งนี้ได้ผลิตนักบินอวกาศมากที่สุดในโลก ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *