Tuesday , September 17 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ทีมหมูป่าเปิดใจชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง

ทีมหมูป่าเปิดใจชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง

จากการรอคอยของคนไทยและนานาชาติ เพื่อต้องการจะทราบจากปากของเด็กๆทีมหมูป่าทั้งสิบสามชีวิตถึงประสบการณ์ที่ต้องใช้ชีวิตติดอยู่ในถ้ำที่แสนมืดมิดและหนาวเหน็บนั้นเป็นอย่างไร!!!

ทั้งนี้การสัมภาษณ์สดได้มีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมนี้

ซึ่งผมเก็บตกจากคำสัมภาษณ์สดในภาพรวม แล้วนำมาขมวดรวบรวมเสนอต่อท่านผู้อ่านอีกทอดหนึ่ง

เป็นที่น่าชื่นชมที่เด็กๆทีมหมูป่าทุกคนต่างแสดงความรู้สึกเสียใจและได้กล่าวขอโทษต่อประเทศชาติและต่อพ่อแม่ของพวกเขา

และขณะที่พวกเด็กๆทีมหมูป่ากำลังถูกสัมภาษณ์อยู่นั้น สังเกตุได้ว่าทุกคนวางตัวแบบสบายๆสีหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มไม่มีท่าทีเคร่งเครียด โดยแต่ละคนต่างใช้ชื่อเล่นเรียกตัวเองด้วยกันทุกคน

อนึ่งโค้ชเอกได้เล่าถึงเหตุผลที่พวกเขาเดินทางเข้าไปในถ้ำหลวงก็เพื่อต้องการจะเข้าไปฉลองวันเกิดให้แก่เด็กซึ่งเป็นหนึ่งในทีมหมูป่า!!!

แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่พวกเขาเดินเข้าไปในถ้ำ พวกเขาก็เริ่มสังเกตุเห็นว่าระดับน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว และเมื่อพวกเขาพบว่า ปากทางประตูเข้าถ้ำน้ำท่วมจนมิด ทำให้พวกเขาเกิดหลงทาง ซึ่งจุดนี้นับเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำให้เกิดเหตุการณ์โด่งดังระดับโลกเกิดขึ้นมาเลยทีเดียว

เมื่อพวกเขาไม่สามารถออกจากถ้ำได้ บรรดาเด็กๆทีมหมูป่าก็หาที่พักเพื่อค้างคืน โดยหวังว่าพรุ่งนี้สถานการณ์คงจะดีขึ้นจนสามารถกลับบ้านได้

ทั้งนี้โค้ชเอกได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ เพราะทันทีที่พวกเขาทราบว่า ระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้น โค้ชเอกจึงได้ตัดสินใจให้เด็กๆอพยพหนีขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อหนีระดับน้ำที่ไล่ตามหลังพวกเขามา อีกทั้งพวกเขาพยายามที่จะหาทางออกแต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลวมืดแปดด้าน!!!

เมื่อพวกเขาต้องติดอยู่ในถ้ำ เรื่องข้าวปลาอาหารปันับเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากอาหารที่พวกเขาเตรียมเอาไว้ไปฉลองกันในถ้ำ พวกเขาฟาดกันเรียบหลังจากที่เสร็จจากการฝึกซ้อมฟุตบอล

ในการให้สัมภาษณ์หมูป่าตัวเล็กที่สุด ซึ่งมีอายุแค่เพียง 11 ปีบอกว่า ขณะที่ติดอยู่ในถ้ำเขาไม่อยากจะคิดถึงอาหาร เพราะคิดขึ้นมาเมื่อใด อาการหิวก็กำเริบขึ้นทันที!!!

สำหรับเรื่องน้ำดื่มที่พวกเขาใช้ประทังชีวิตแก้หิวนั้น โค้ชเอกได้บอกให้เด็กๆหมูป่าดื่มน้ำจากน้ำที่หยดจากผนังบนถ้ำ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำมากเลยทีเดียว เพราะว่าน้ำที่หยดจากผนังถ้ำเป็นน้ำที่สะอาด

ทั้งนี้โค้ชเอกยังให้พวกเด็กๆสวดมนต์อธิษฐานกันก่อนนอน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กันและกัน โดยหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขานับถือ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตอีกว่า เด็กๆนักฟุตบอลทีมหมูป่าทั้งสิบสองคน นับว่าเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะเชื่อคำสั่งของโค้ชเอกที่บอกว่า “ให้ช่วยกันขุดดินเพื่อหาทางออก”

และแล้วเด็กๆก็เล่าให้ฟังถึงนาทีที่น่าตื่นเต้นเรื่องที่พวกเขาดีใจและมีความหวังอย่างสุดๆ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีแก่พวกเขานั่นก็คือพวกเขาได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน โดยโค้ชเอกบอกให้ทุกคนเงียบอยู่ในอาการสงบแล้วสั่งให้อดุลย์ส่องไฟฉายลงไปในน้ำ

เมื่อเขาส่องไฟฉายลงไปในน้ำ พวกเขาต่างตื่นเต้นที่เห็นนักดำน้ำค่อยๆโผล่ตัวขึ้นมาจากผิวน้ำ เด็กๆทุกคนต่างแสดงความดีใจ และคำแรกที่อดุลย์เอ่ยออกมาจากปากทักทายนักดำน้ำก็คือคำว่า “เฮลโล”

อดุลย์เด็กชายอายุ 14 ปี นับว่ามีศักยภาพเรื่องภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารกับจอห์น โวลันเธน นักดำน้ำชาวอังกฤษที่ดำน้ำค้นพบพวกเขาเป็นคนแรก!!!

โดยวันที่ให้สัมภาษณ์อดุลย์ได้บอกว่า เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์จริงๆที่พวกเรารอดมาได้

ทั้งนี้ทีมหมูป่าต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขารู้สึกผูกพันธ์กับพี่ๆหน่วยซีลที่เสียสละเข้าไปอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา

อีกทั้งพวกเด็กๆยังบอกอีกว่า ไม่เคยคิดเลยว่าขณะที่พวกเขากำลังติดอยู่ในถ้ำนั้น โลกโซเชียลได้แพร่เรื่องราวของพวกเขาจนแพร่กระจายโด่งดังกระฉ่อนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วทุกมุมโลก โดยพวกเขาคิดว่า หากพวกเขาออกจากถ้ำได้แล้ว ก็จะขี่รถจักรยานที่จอดทิ้งไว้หน้าปากถ้ำรีบเดินทางกลับบ้านในทันที!!!

สำหรับการถอดบทเรียนเรื่องที่เด็กๆนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้งสิบสามคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตติดอยู่ในถ้ำนั้น มีหลายแง่หลายมุมที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

โค้ชเอกบอกว่า “ต่อไปนี้ผมจะใช้สติให้เป็นประโยชน์ และจะทำอะไรต้องมีความรอบคอบไม่ประมาท และเหนือสิ่งอื่นใดผมจะเป็นคนดีของสังคม”

ส่วนหนุ่มน้อยอดุลย์ล่ามยามจำเป็นของทีมชี้ว่า “ต่อไปนี้หากผมคิดจะทำอะไร ผมจะคิดก่อนทำ และจะขอใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด”

ส่วนความฝันของเด็กๆทีมหมูป่าส่วนใหญ่ยังคงไม่ทิ้งอุดมการณ์เดิม ต่างหวังเป็นนักฟุตบอลอาชีพและต้องการได้รับการศึกษาให้สูงที่สุด แต่ก็ยังมีบางคนที่เอ่ยปากออกมาว่า “อยากจะเป็นหน่วยซีล เพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่นๆบ้าง”

และในช่วงที่เหล่าหมูป่าทราบว่าจ่าเอกสมานหรือจ่าแซมยศในขณะนั้นเสียชีวิต พวกเขาเกิดอาการช็อคและโศรกเศร้าเสียใจมากทีเดียว และเด็กๆตัดสินใจที่จะบวชอุทิศส่วนกุศลเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณที่จ่าสมานเสียสละชีวิตช่วยพวกเขา!!!

สำหรับความรู้สึกของนักดำน้ำชื่อดัง จอห์น โวลันเธน ที่เป็นผู้พบเด็กๆคนแรกนั้น เขาได้พูดด้วยความถ่อมตัวว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่วีระบุรุษ และรู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆทีมหมูป่าทุกคน และได้เปิดเผยว่าเขาอาศัยกลิ่นในการค้นหา”

ส่วน เจสัน มัลลินสัน นักดำน้ำอีกท่านหนึ่งก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สภาพแวดล้อมของการดำน้ำในถ้ำแสนจะอันตรายและอุบัติเหตุมีสูงมาก พวกเขาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน”

อนึ่งขณะนี้ได้มีนักสร้างภาพยนต์ฮอลลีวู๊ดหลายๆแห่งกำลังวางแผนที่จะสร้างเรื่องนี้เป็นภาพยนต์ขึ้นมา โดยต่างฝ่ายต่างคาดกันว่า น่าจะเป็นภาพยนต์ที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

สำหรับการสัมภาษณ์ที่ดำเนินโดยสุทธิชัย หยุ่นซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของประเทศไทยคงจะอยู่ในฐานะลำบากทั้งรูปแบบของการสัมภาษณ์ เพราะนอกจากจะต้องคำนึงสภาพจิตใจและอายุของหมู่ป่าและเวลาจำกัด แต่อย่างน้อยเราได้ข้อมูลมากพอสมควร ฉะนั้นเราควรปรบมือให้ทั้งหมู่ป่าและคุณสุทธิชัย หยุ่นด้วย

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นยังเป็นที่น่าสังเกตอีกว่าเด็กๆทีมหมูป่าบางคน มิได้เป็นคนไทย ซึ่งหากพวกเขาจะได้สิทธิพิเศษได้รับสัญชาติไทย และหากเป็นไปได้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาจะได้สานฝันในการเป็นนักกีฬาฟุตบอล เพื่อนำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติได้อย่างใหญ่หลวง หรืออย่างน้อยก็ให้พวกเขาได้เป็นเยาวชนที่ดีเหมือนดั่งที่พวกเขาให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ละครับ.

                    โดยดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

Check Also

สปิริตจิตอาสาในการรับใช้เพื่อนมนุษย์

หากจะพูดถึงการรับใช้เพื่อนมนุษย์บนโลกใบนี้ถือว่า เป็นสิทธิ เป็นความปรารถนาดี และยังเป็นต้นทุนเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่ต้องการทำความดีเพื่อผู้อื่น ครั้งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี้ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อปี 1961 นั้น ท่านได้กล่าวว่า “Ask not what your ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *