Saturday , September 21 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ดร.พิจิตต รัตตกุล: ผู้นำสาธารณชนระดับสากล

ดร.พิจิตต รัตตกุล: ผู้นำสาธารณชนระดับสากล

การก้าวขึ้นสู่บุคคลสาธารณะที่ทำให้คนทั่วทั้งประเทศไทยและนานาประเทศต่างรู้จักของ “ดร. พิจิตต รัตตกุล” หรือที่พวกเราเรียกชื่อเล่นของท่านว่า “ด็อกเตอร์โจ” นั้น คงมิใช่เป็นการบังเอิญแต่อย่างใด

การถูกปลูกฝังบ่มเพาะความรอบรู้หลายๆด้านจากคุณพ่ออันได้แก่ “ฯพณฯ พิชัย รัตตกุล” ที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีแล้วว่าท่านคือ “ผู้นำระดับสากล” ก็น่าจะมีส่วนสำคัญในการเป็นต้นแบบที่ดีทางด้านพัฒนาคาแรคเตอร์การเป็นผู้นำของ ดร.พิจิตต หรือ ดร.โจ ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว!!!

ในสมัยที่ดร.โจ ศึกษาอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ท่านได้รับเลือกให้เป็นประธานนิสิตของสถาบันอันทรงเกียรติ์แห่งนี้

และตอนที่ผมเข้าไปศึกษาในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยบริกแฮม ยัง (Brigham Young University) หรือที่รู้จักกันในนาม BYU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกานั้น ดร.พิจิตตก็เป็นประธานสมาคมนักศึกษาไทยที่นั่นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ผมมีความทรงจำอันลึกซึ้งไม่รู้ลืมในความเอื้อเฟื้อของ ดร.โจ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเดินทางเพื่อไปศึกษาที่สถาบันแห่งนี้  โดยท่านและเพื่อนๆนักศึกษาไทยอีกหลายๆคนอุตส่าห์เดินทางไปต้อนรับผมถึงโรงแรมที่ผมเข้าพักใกล้ๆมหาวิทยาลัย!!!

แววของการเป็นผู้นำของ ดร.โจ เริ่มฉายแสงตั้งแต่ครั้งที่ท่านเป็นนักศึกษาอยู่ ณ BYU ทำให้ผมคิดอยู่ในใจตลอดเวลาว่า “สักวันหนึ่งท่านคงจะต้องเป็นหนึ่งในผู้นำของประเทศไทย”

การมีจิตอาสาแบบเต็มร้อยต่อเพื่อนนักศึกษาชาวไทยทั้ง 32 คน โดยทุกๆคนต่างก็เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่ได้รับทุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ดร.โจปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอคงเส้นคงวา อีกทั้งท่านยัง เป็นคนเสียสละ พร้อมที่จะรับใช้ผู้อื่นและมีความถ่อมตัว นับได้ว่าเป็นคุณลักษณะประจำตัวของดร.โจ อย่างเห็นได้เด่นชัด!!!

ผมจำได้ติดใจและยังคงมีความรู้สึกดีๆทุกๆครั้งเมื่อระลึกถึงว่า ครั้งที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่ BYU และเกิดอาการไม่สบายขึ้นมาเมื่อใดก็ตาม ดร.โจ และคุณชารียา ภรรยาของท่านนั่นแหละที่จะหอบหิ้วนำอาหารไปเยี่ยมผมถึงหอพัก ซึ่งผมต้องขอขอบคุณท่านทั้งสองต่อการมีจิตเมตตาต่อผมมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

และในขณะที่ดร.พิจิตต ศึกษาระดับปริญญาเอก ณ สถาบันแห่งนี้ ท่านก็ยังเป็นอาจารย์พิเศษและยังได้ทำงานวิจัยอย่างใกล้ชิดกับทีมงานวิจัยของแผนกชีวเคมีแห่งBYU อีกด้วย

อีกทั้งสมัยนั้น ดร.โจ ยังอยู่ในกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ที่ผมตั้งขึ้นมา โดยใช้หอพักที่พำนักเป็นสำนักงาน และเมื่อพวกเราพบกันเมื่อไหร่ พวกเราก็มักจะมีการถกเถียงกันถึงเรื่องการเมืองของไทยอย่างเข้มข้นออกรสออกชาติ

แม้ว่าดร.โจและผมจะจบการศึกษาพร้อมกันก็ตาม  แต่ผมก็ยังจำได้ไม่ลืมติดตรึงอยู่ที่หัวใจอีกครั้งคราหนึ่งว่า “ดร.โจไม่เคยลืมเพื่อน” โดยครั้งที่ฯพณฯ พิชัย รัตตกุลได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ดร.โจมีความหวังดีต่อผมอย่างล้นพ้น โดยเสนอให้ผมกลับเมืองไทย เพื่อเข้าทำงานร่วมกับฯพณฯ พิชัย รัตตกุล  สืบเนื่องมาจากผมศึกษาทางด้านการต่างประเทศและรัฐศาสตร์โดยตรงนั่นเอง!!!

แต่เนื่องจากผมต้องการจะเรียนต่อในระดับโปสต์ด็อกเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลอสแอนเจลิส ที่มีชื่อย่อว่า “ยูซีแอลเอ” และผมต้องการจะหาประสบการณ์ใหม่ๆในสหรัฐฯอเมริกาทำให้ครั้งนั้นผมพลาดโอกาสอันดีงามไปอย่างน่าเสียดาย

และเมื่อผมเดินทางกลับเมืองไทยเมื่อหกปีก่อน ดร.โจ อีกนั่นแหละที่เป็นกัลยาณมิตรคนแรกๆที่เชิญผมไปเข้าร่วมรับประทานอาหารกับนักการเมืองชั้นนำกว่ายี่สิบคน โดยมีคุณอรรคเดช  ศรีพิพัฒน์ เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามมีเดีย เข้าร่วมวงด้วย เพราะครั้งนั้นเราสองคนเดินทางกลับไปเมืองไทยพร้อมๆกัน

อย่างไรก็ตามตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งผมได้เข้าไปทำงานเป็นที่ปรึกษาของอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ ณ มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ดร.โจก็ยังติดต่อกับผมอย่างต่อเนื่องเสมอมา!!!

สำหรับชีวิตการเมืองและนักวิชาการของดร.พิจิตต รัตตกุล นั้น นับว่ามีประวัติที่แสนจะโดดเด่นโชกโชนแบบนับไม่ถ้วน โดยท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2539 โดยได้รับคะแนนถึง 768,994 ในชื่อ “กลุ่มมดแดง” ซึ่งได้สร้างความฮือฮาต่อชาวกรุงเทพฯและคนไทยทั่วประเทศสูงมากทีเดียว  เพราะดร.โจยึดหลักในการเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยท่านได้ออกกฎหมายห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่ง และได้กลายเป็นผลงานอันโดดเด่นที่สุดตราบเท่าทุกวันนี้!!!

อีกทั้ง ดร.พิจิตตได้รับเลือกเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครถึงสามสมัย  ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน

และท่านก็ยังเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาจารย์พิเศษให้แก่มหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และยังเคยดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชอีกด้วย

อีกทั้งดร.โจยังได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าพระนครเหนือด้วย

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่ ดร.โจรักและภูมิใจมากที่สุดก็คือ การที่ท่านดำรงอยู่ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารแห่งมูลนิธิศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย นานติดต่อกันมาแล้วถึง 7 ปี เพราะเป็นองค์กรนานาชาติที่มีเจ้าหน้าที่พนักงานประมาณ 100 คน ที่กอปรด้วยวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ และนักวางผังเมืองที่มาจากสิบห้าประเทศ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ

ทั้งนี้สำนักงานแห่งนี้มี “ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์” ที่ใช้งานด้านติดตามความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงของลม ฟ้า อากาศ การเกิดอุทกภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหว ความแห้งแล้ง และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือที่เรียกกันว่า “climate change”

โดยสถาบันแห่งนี้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลของ 26 ประเทศ และร่วมมือกับองค์กรนานาชาติมากมาย ดังเช่น องค์การสหประชาชาติ รัฐบาลของสหรัฐอเมริกา อิตาลี และองค์การนาซ่าเป็นต้น ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลเลยทีเดียว!!!

และเมื่อวันอังคารที่ 29 พฤษภาคมที่เพิ่งผ่านมานี้  เมื่อดร.โจได้รับเชิญให้เป็นแขกพิเศษในการกล่าวปราศรัยที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ท่านจึงชวนผมให้ติดตามไปร่วมฟังด้วย

การกล่าวคำปราศรัยเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วต่อนักวิชาการและเหล่าบรรดาคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยทั้งในและนานาประเทศที่เดินทางเข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง มิได้ทำให้ผมแปลกใจแต่อย่างใด

และน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อที่ในบทความนี้มีค่อนข้างจำกัด จึงไม่สามารถนำเนื้อหาสาระที่น่าสนใจในชีวประวัติของดร.โจ ซึ่งมีอย่างมากมายมาแบ่งปันได้หมด!!!

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นประเทศไทยของเราจะมีผู้นำสักกี่คนที่มากด้วยประสบการณ์ กว้างขวางในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติยอดเยี่ยมในด้านนักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ และนักจิตอาสาที่มีจิตกุศลเต็มไปด้วยความรักต่อเพื่อนร่วมชาติ และคงจะไม่แปลกแต่อย่างใดที่ “ดร.พิจิตต รัตตกุล” จะได้รับสมญานามว่าเป็น “ผู้นำสาธารณชนระดับสากล” ที่ท่านควรได้รับความชื่นชมและเป็นต้นแบบที่ดีคนหนึ่งของประเทศไทยที่รักของเราละครับ.

โดยดร. วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

Check Also

การให้เป็นความสุขที่แท้จริง

เมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ “แอนดรูว์ คาเนกี้” คือมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ทั้งนี้สมัยก่อนการที่จะเดินทางไปอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายและเนื่องจากคาเนกี้เป็นนักอ่านตัวยง เขาจึงมักจะไปขออาศัยอ่านหนังสือตามบ้านเพื่อน และจากการรักเรียนนั้นเอง จึงมีผลทำให้เขานำเอาความรู้ต่างๆที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างฐานะจนได้กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เนื่องจากคาเนกี้เล็งเห็นถึงคุณค่าของความรู้ เขาจึงบริจาคเงินเพื่อนำไปสร้างมหาวิทยาลัยและยังได้บริจาคเงินเพื่อให้นำไปสร้างหอสมุดมากกว่าสามพันแห่งอีกด้วย!!! เนื่องจากแอนดรูว์ คาเนกี้ รักที่จะเป็นผู้ให้ โดยในปี 1911 ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *