Monday , November 18 2019
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / มหาเศรษฐีผู้ติดดิน

มหาเศรษฐีผู้ติดดิน

VV1

VV2

มีบุคคลท่านหนึ่งที่มีฐานะขั้นมหาเศรษฐี แต่ทำตัวสมถะติดดินง่ายๆไม่มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผมตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอจังหวะเหมาะๆ ที่จะได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยสัมภาษณ์ท่านนานถึงหนึ่งปีกับสองเดือน

มหาเศรษฐีติดดินผู้มีนิสัยน่ารักท่านนี้ก็คือ คุณยุทธพงศ์ จีรประภาพงศ์”

ในวันมอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่ผู้มีเกียรติคุณสี่ท่าน โดยมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2016  ขาเจ้ากรรมบวกกับความซุ่มซ่ามของผมที่บังเอิญเกิดไปสะดุดกันเองหัวขมำกระแทกเสา ขณะที่ผมกำลังจะสวมเสื้อครุยเพื่อเข้าร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้สำเร็จการศึกษา!!!

แปลว่าวันนั้นผมโชคไม่ดี ทั้งๆ ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอจะเข้าพบปะกับผู้ที่ได้รับดุษฎีบัณฑิตยอดเยี่ยมทั้งสี่ท่าน

ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์  ซึ่งท่านมีความหวังดีอย่างเต็มเปี่ยมต้องการที่จะให้ผมได้รู้จักกับท่านทั้งสี่ด้วยก็ตาม แต่ผมคงทำให้ท่านผิดหวังไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตามท่านก็ยังพูดปลอบและให้กำลังใจแก่ผม ขณะที่รถผู้ป่วยฉุกเฉินกำลังจะนำผมส่งไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล!!!

ศาสตราจารย์นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์ นายกสภามหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ผมเรียกท่านสั้นๆว่า อาจารย์หมอ” เป็นผู้มอบดุษฎีบัณฑิตให้แก่ คุณยุทธพงศ์ โดยอาจารย์หมอมาเล่าให้ผมฟังภายหลังเกี่ยวกับความยอดเยี่ยมของโรงงานฟาร์มสุกรและขบวนการผลิตและแปรรูปสุกรที่ออกมาเป็นชิ้นส่วนต่างๆเต็มรูปแบบ

ยิ่งท่านอาจารย์หมอโชติเล่าให้ผมฟังมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นทุกที

โดยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคมนี้ คุณยุทธพงศ์ หนึ่งในผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิต ด้านวิศวกรรมอุตสาหการ ซึ่งท่านเป็นเจ้าของฟาร์มสุกรแบบครบวงจรแห่งนี้ มีความเมตตากับผมมากเป็นพิเศษที่ยอมเสียสละเวลาอันแสนยุ่งของท่านเกือบทั้งวัน เพื่อให้ผมเข้าเยี่ยมชมโรงงานสุกรอันใหญ่โตของท่านทั้งสองแห่ง ณ จังหวัดเชียงใหม่!!!

ชีวประวัติภูมิหลังของคุณยุทธพงศ์ ก็มิใช่ธรรมดาๆท่านเป็นบุคคลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ท่านมาจากครอบครัวที่มีเชื้อสายจีน โดยบิดาของท่านอพยพถิ่นฐานจากประเทศจีนมาตั้งรกรากยังเมืองไทยเพื่อต้องการหาโอกาสที่ดีกว่า  ทั้งนี้บิดาของคุณยุทธพงศ์ตัดสินใจมาใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ และตกหลุมรักแต่งงานอยู่กินกับมารดาของคุณยุทธพงศ์ ซึ่งท่านเป็นสาวเชียงใหม่

คุณยุทธพงศ์เติบโตขึ้นมาในตลาดเหมือนๆกับลูกพ่อค้าชาวจีนทั่วไปที่เข้ามายึดอาชีพค้าขายในเมืองเชียงใหม่

ทั้งนี้แม้แต่ท่านอธิการบดี ดร.ณรงค์ ชวสินธุ์ เองก็เติบโตในตลาดวโรรส โดยครอบครัวของท่านอธิการฯประกอบธุรกิจขายของชำนานาชนิด ทำให้ท่านได้มีโอกาสบ่มเพาะประสบการณ์พบปะกับลูกค้ามากหน้าหลายตาในแต่ละวัน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ท่านอธิการฯมีศักยภาพพิเศษในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์อันยอดเยี่ยม!!!

ทำให้ผมคิดและวิเคราะห์ถึงข้อได้เปรียบทั้งของคุณยุทธพงศ์เชิงเดียวกันกับท่านอธิการฯดร.ณรงค์ ชวสินธุ์

ทว่าเมื่อสมัยหนุ่มๆ คุณยุทธพงศ์เล่าให้ผมฟังว่า ท่านไม่ค่อยสนใจการเรียนมากเท่าใดนัก และท่านยังเล่าอีกว่า ในช่วงเรียนหนังสือที่โรงเรียนมงฟอร์ตท่านไม่ใส่ใจการเรียน จนท่านถูกจัดให้ไปเรียนอยู่กับกลุ่มนักเรียนที่คะแนนการเรียนค่อนข้างต่ำ!!!

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณยุทธพงศ์ภาคภูมิใจที่สุดก็คือ ท่านได้สัมผัสกับชีวิตของเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายภูมิหลังทำให้ท่านได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้

เนื่องจากคุณยุทธพงศ์ไม่ค่อยชอบชีวิตการใช้ดินสอปากกาขีดเขียนในห้องเรียน ท่านจึงตัดสินใจผกผันออกจากโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และหันไปทำสวนกับคุณลุงของท่าน

การยึดอาชีพเป็นชาวสวนคุณยุทธพงศ์เล่าว่า ต้องทำงานหนักมาก ทำทุกๆอย่างโดยใช้มือแบกจอบแบกเสียมขุดพรวนดินตั้งแต่อายุสิบขวบกว่าๆ แต่ท่านบอกว่า สมัยนั้นท่านชอบเลี้ยงไก่เป็นพิเศษ!!!

คุณยุทธพงศ์ใช้ชีวิตแบบรอบคอบ โดยยึดหลักปฏิบัติตามประเพณีจีนที่ว่า หากอยากรวยจะต้องเป็นทั้งคนขยันและประหยัด”

ทั้งนี้ตอนที่คุณยุทธพงศ์มีอายุแค่เพียงสิบสามปี ก็สามารถเก็บออมเงินได้ถึงห้าหมื่นบาท ซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว

สำหรับจุดพลิกผันในการเข้ามาเริ่มทำธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อปี 2512 โดยแรกเริ่มเดิมทีคุณยุทธพงศ์ประเดิมด้วยการเปิดทำธุรกิจฟาร์มไก่ไข่ ซึ่งถือครั้งนั้นว่าประสบความสำเร็จสูงขั้นหนึ่ง

แต่เนื่องจากคุณยุทธพงศ์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลโดยเมื่อปี 2516 ท่านได้เพิ่มเติมขยายกิจการขึ้นมาใหม่ โดยเปิดฟาร์มผลิตลูกสุกร!!!

สูตรของการผลิตลูกสุกรเริ่มจากขนาดสุกรแม่พันธุ์ 4 แม่และพ่อพันธุ์ 1 พ่อ โดยได้กลายเป็นสูตรหลักที่ใช้ในธุรกิจของท่านตลอดมา

ในปี 2520 ฟาร์มสุกรของท่าน มีแม่พันธุ์ถึง 200 แม่ และมีไก่ไข่ 5,000 ตัว

และถึงแม้ว่าคุณยุทธพงศ์มิได้จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย แต่ท่านได้ยึดหลักเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยชีวิต โดยอาศัยใช้ประสบการณ์ของจริง ทำผิดทำถูกจนสามารถจับวิถีทางของแวดวงอุตสาหกรรมฟาร์มสุกรได้เป็นอย่างดี!!!

ขณะที่ผมเดินเข้าไปในฟาร์มสุกรของคุณยุทธพงศ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกทึ่งมากที่ฟาร์มสุกรมีพื้นที่ถึง 1,200 ไร่ ถือว่าพื้นที่ในฟาร์มเป็นเมืองๆหนึ่งของอำเภอแม่ทา ที่จังหวัดลำพูนเลยทีเดียว

คุณยุทธพงศ์บอกกับผมถึงปรัชญาหลักที่ท่านยึดถือมาโดยตลอดว่า ความสำเร็จมาจากการลงมือปฏิบัติ และต้องเป็นนักแก้ปัญหา โดยไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ และเมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว คุณยุทธพงศ์สัญญากับตัวเองว่า จับงานอะไรแล้วจะไม่ปล่อยจนกว่างานนั้นจะสำเร็จ”

แม้กระทั่งสายไฟฟ้าและถนน คุณยุทธพงศ์ต้องทำเองโดยลงทุนเดินสายไฟฟ้าและสร้างถนนเข้ามาในฟาร์ม ซึ่งมีถึง 1,200 ไร่ใหม่ทั้งหมด

ก่อนหน้านี้พื้นที่ระหว่างทางเข้าฟาร์มสุกรล้วนแล้วแต่เป็นที่โล่งว่างเปล่า แต่ขณะนี้เจริญเติบโตจนกลายเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งไปแล้ว

อีกทั้งคุณยุทธพงศ์ยังมีจิตกุศลบริจาคปัจจัยสร้างวิหารของวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกับฟาร์มสุกร

ขณะที่คุณยุทธพงศ์นำผมชมบริเวณรอบๆฟาร์มสุกรอันกว้างใหญ่ที่จังหวัดลำพูนในวันนั้นต้องใช้เวลากว่าครึ่งวัน!!!

ภายในฟาร์มสุกรมีหอพักทันสมัยสำหรับพนักงานสร้างอย่างเป็นระเบียบเรียงรายเป็นแถวยาว

ฟาร์มสุกรครบวงจร ห้างหุ้นส่วนจำกัด วี.พี.ฟาร์ม” แห่งนี้ เป็นทั้งฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่มีกำลังผลิต 45 ตันต่อชั่วโมง แม้แต่มูลของสุกรก็ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย ซึ่งพนักงานในโรงงานมีกว่า 1200 คน

อีกทั้งคุณยุทธพงศ์ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตของพนักงานทุกคนให้มีคุณภาพที่ดี

สำหรับพนักงานที่พักในหอพักสามารถรับประทานอาหารวันละสามมื้อ โดยคิดค่าอาหารและหอพักเพียงเดือนละห้าร้อยบาท

และสำหรับพนักงานที่ทานอาหารเที่ยงอย่างเดียวจะจ่ายเพียงเดือนละสองร้อยบาท

ส่วนเด็กๆลูกหลานของพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี อยู่และทานอาหารได้ฟรีทั้งหมด!!!

เฉพาะแม่ครัวอย่างเดียวในฟาร์มมีทั้งหมด 13 คน และมีโรงครัวสามแห่ง

คุณยุทธพงศ์ได้ให้ความสำคัญต่อบุคลากรเหล่านี้โดยท่านบอกว่า ธุรกิจจะก้าวรุดหน้าไปได้ ต้องอาศัยลูกน้องพนักงาน ซึ่งเปรียบเสมือนแขนขาที่สำคัญที่สุด” โดยท่านได้มอบสวัสดิการที่ดีให้แก่พนักงานทุกคนและยังมอบทุนการศึกษาให้กับลูกๆของพนักงานที่กำลังอยู่ในวัยเรียนอีกด้วย

ขณะที่ผมเดินชมฟาร์มสุกรอยู่นั้น ผมได้สังเกตเห็นพนักงานแผนกก่อสร้าง ซึ่งมีกว่าสองร้อยคนทำหน้าที่ก่อสร้างอาคาร โดยคุณยุทธพงศ์เป็นผู้เขียนแบบเองทั้งสิ้น

วันนั้นผมใคร่จะเรียนรู้ว่าชีวิตของสุกรในฟาร์มเลี้ยงเป็นอย่างไร โดยผมต้องสวมชุดปลอดเชื้อเพื่อเข้าไปชมโรงเรือนสุกรขุนซึ่งสุกรหนึ่งโรงเรือนมีจำนวนสุกร 1,000 ตัว

ทั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณ คุณวีระศักดิ์ ทะไชย”ผู้จัดการฝ่ายบริหารการผลิตสุกรเป็นอย่างมากที่ได้นำผมเข้าชมคอกสุกร

คุณวีระศักดิ์เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อลูกสุกรเกิดมาแล้วต้องอยู่กับแม่สุกร 25-27 วัน จากนั้นส่งต่อไปเลี้ยงที่โรงเรือนอนุบาล โดยเริ่มเลี้ยงตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์และเลี้ยงจนถึงอายุ 10 สัปดาห์

จากนั้นก็ส่งต่อไปยังโรงเรือนสุกรขุนจนถึงอายุ 26 สัปดาห์ โดยผมได้เข้าไปชมสุกรที่โรงเรือนสุกรขุน ซึ่งมีทั้งหมด 1,000 ตัว มีตัวผู้ 500 ตัวและตัวเมีย 500 ตัว

ผมสังเกตเห็นว่าขณะที่ผมเข้าไปโรงเรือนสุกรขุนนี้ คุณวีระศักดิ์ได้สาธิตการให้อาหารของสุกรเหล่านี้ให้ผมดู  น่าแปลกมากๆ ที่สุกรทุกตัวไม่แย่งกันกิน ทุกตัวต่างรู้ตำแหน่งว่า จะต้องไปยืนอยู่ตรงไหนและไม่ส่งเสียงเอะอะวุ่นวายแต่อย่างใดแสนจะเป็นระเบียบมาก

และผมยังได้รับการบอกเล่าว่า สุกรเป็นสัตว์ที่ฉลาดมาก และเข้าใจว่าใครคือจ่าฝูงของมัน และพวกมันจะต้องเชื่อฟังจ่าฝูงอีกด้วย

ขณะนี้สุกรแม่พันธุ์ในฟาร์มมีทั้งหมด 14,000 ตัวและสามารถผลิตลูกสุกรได้ถึง 30,333 ตัวต่อเดือน

โดยแต่ละวันสุกรที่โตเต็มที่พร้อมที่จะส่งตลาดอยู่ที่อายุ 26 สัปดาห์ และน้ำหนักอยู่ที่โดยเฉลี่ย 115 กิโลกรัม

และแต่ละวันฟาร์มที่ลำพูนจะส่งสุกรออกสู่ตลาดได้วันละ 600 ถึง 800 ตัว และโดยราคาตลาดขณะนี้อยู่ที่ตัวละราวๆ 7,000 บาท

คุณยุทธพงศ์ได้เล่าถึงปรัชญาของบริษัทว่ามี 4 ประการด้วยกันคือ ต้องมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ลดการใช้พลังงาน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและมีมาตรฐานการจัดการของเสีย  มีคุณภาพสด สะอาด ไร้สารตกค้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงต้นทุนและให้มีบริการที่ดีเลิศ

การบริหารจัดการน้ำนับว่าสำคัญมากในฟาร์มเลี้ยงสุกร โดยมีบ่อบำบัดน้ำถึง 29 บ่อและบ่อน้ำดี 13 บ่อ มีปริมาณน้ำดีเพื่อใช้ในฟาร์มทั้งหมดถึง 2,179,600 คิว

สำหรับบ่อใหญ่ที่สุดกว้างใหญ่เหมือนกับทะเลทีเดียว มีความยาว 520 เมตร กว้าง 120 เมตร และลึก 14 ฟุต ในเนื้อที่ 33 ไร่ มีมะพร้าวที่กำลังออกลูกอยู่ทุกต้นปลูกเรียงตามรายทาง มีนกนานาชนิดอาศัยบินว่อนอยู่ภายในบริเวณนั้นมากมาย โดยคุณยุทธพงศ์คอยกำชับพนักงานมิให้ทำร้ายหรือรบกวนบรรดานกหรือสัตว์ต่างๆทุกชนิดให้อยู่อย่างธรรมชาติ ซึ่งมองแล้วร่มรื่นสวยงามน่าอยู่มากเหลือเกิน

โดยภาพรวมแล้วฟาร์มที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูนนี้ นับว่าทันสมัยมากทีเดียวและยังมีศูนย์รวมที่เราสามารถดูการทำงานทุกๆจุดได้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ฉะนั้นจึงไม่แปลกอย่างใดที่ฟาร์มสุกรแห่งนี้จะได้รับรางวัลเกียรติยศ สัตวบาลดีเด่นแห่งประเทศไทย” เมื่อปี 2549 จากสมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย

สำหรับจุดที่สองที่คุณยุทธพงศ์นำผมไปชม เป็นโรงงานชำแหละตัดแต่งและแปรรูป ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดในภาคเหนือ ขนาดกำลังการผลิต 200 ตัวต่อชั่วโมง ณ โรงงานแห่งนี้ก็มีหอพักให้กับพนักงานด้วยเช่นกัน และยังมีร้านขายสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผลิตมาจากโรงงานอีกด้วย

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผมไม่มีโอกาสไปชมฟาร์มสุกรแม่พันธ์ที่อำเภอแม่ริม

นอกเหนือจากคุณยุทธพงศ์จะมีความสำเร็จในแวดวงธุรกิจแล้ว คุณยุทธพงศ์ยังมีจิตอาสาทุ่มเทให้กับงานสังคมเป็นอย่างสูงอีกด้วย อาทิ เป็นรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือโดยดูแล 17 จังหวัดแถบภาคเหนือ ที่ปรึกษาคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ คณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ คณะอนุกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ประจำจังหวัดเชียงใหม่ คณะอนุกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพจังหวัดเชียงใหม่ และยังเป็นวิทยากรพิเศษสำหรับสถานการศึกษาทั้งในระดับ ปวส.ถึงปริญญาโทอีกด้วย

ทั้งนี้และทั้งนั้นก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณในความเมตตาของ “คุณยุทธพงศ์ จีรประภาพงศ์” ที่ท่านอุตส่าห์สละเวลาอันมีค่าและแสนยุ่งของท่านนำผมให้เข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มสุกรและโรงงานแบบครบวงจรของท่าน แถมยังกรุณามอบของอร่อยๆ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นดีของโรงงานและท่านยังขับรถมาส่งผมถึงหน้าประตูบ้านอย่างไม่ถือเนื้อถือตัวอีกด้วย สมแล้วกับสมญานามในบทความสัปดาห์นี้ว่าท่านคือ “มหาเศรษฐีผู้ติดดิน” อย่างจริงแท้แน่นอนละครับ.

โดย ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

 

Check Also

วันประเดิมการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

บรรยากาศในการไต่สวนถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ ขบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอน “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ออกจากตำแหน่งได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยมีการออกอากาศถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เมื่อวันพุธที่ 13 พฤศจิกายนนี้ และถือเป็นเรื่องดราม่าที่เข้มข้นดุเดือดตั้งแต่วินาทีแรกเลยทีเดียว การไต่สวนวันแรกนำโดยประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรอง “ส.ส.อดัม ชิฟฟ์”  ซึ่งเขามุ่งเน้นชูประเด็นที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจในทางที่ผิด (Abuse of ...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *