Monday , July 13 2020
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / ความเป็นมาตรฐานสากลของไทยอยู่ที่ไหน

ความเป็นมาตรฐานสากลของไทยอยู่ที่ไหน

ความเป็นมาตรฐานสากลของไทยอยู่ที่ไหน
โดย ดร. วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ผมตั้งใจจะอยู่แบบเงียบไปสักพัก  แต่เมื่อผมจบปริญญาตรีทางรัฐศาสตร์และพัวพันกับการเมืองมาตลอด และในเมื่อการเมืองและภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเลย ผมเล็งเห็นแล้วว่า “หากผมไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญของประเทศบ้านเกิดเสียบ้าง” เนื้อที่ในคอลัมน์ของผมนี้จะมีไว้เพื่อทำอะไรกัน!!!

ซึ่งองค์ประกอบของประเทศที่มีประชาธิปไตยกอร์ปด้วยหัวใจหลักๆดังนี้

ประเด็นแรก : เรามักจะพูดกันถึงเรื่องประชาธิปไตยของชาติกันอย่างเข้มข้น แต่เราจำต้องยอมรับข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีข้อได้เปรียบหลายอย่าง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลจะต้องมีเสถียรภาพ ที่นักเผด็จการหน้าไหนก็ไม่กล้าจะทำการปฏิวัติ  สอง: แม้ว่าบางครั้งภาวะเศรษฐกิจจะเกิดสะดุดลงบ้าง แต่ก็สามารถจะฟื้นตัวได้ และ สาม: จะต้องไม่ทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยกันเอง

จากข้อมูลของธนาคารโลกเมื่อปี 2013 เปิดเผยว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในโลกนี้มีอยู่ 35 ประเทศ สำหรับประเทศไทยของเรานั้น น่าใจหายเพราะ ไม่อยู่ในข่าย”

สำหรับประเทศที่ถูกจัดให้เป็นประชาธิปไตย โดยเรียงตามตัวอักษรได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี โครเอเชีย เชครีพับลิค เดนมาร์ก เอสโตเนีย  ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีก ฮังการี ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลัตเวีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ย  นิวซีแลนด์  โปรตุเกส สโลวาเกีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกาและอุรุกวัย

โดยทั่วไปแล้วประเทศดังกล่าว ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางด้านการเมืองและทางด้านเศรษฐกิจ ประชากรมีรายได้สูง ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่อยู่กลุ่มของประเทศยุโรป ส่วนที่อยู่ในเอเชียมีแค่เพียงสามประเทศคือญี่ปุ่น ไต้หวัน และ เกาหลีใต้

และยังเป็นที่น่าสังเกตอีกว่า ประเทศเหล่านี้ประชาชนของเขาสามารถเข้าสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า หากอยู่ไม่เกินเก้าสิบวัน

คราวนี้ลองหันกลับมาดูแนวโน้มของไทยเราบ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีโอกาสเป็นประชาธิปไตยหรือไม่?

สิ่งที่เป็นเรื่องถกเถียงกันมากในขณะนี้ก็คือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้เปิดทางให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ประชาชนถึง 70.1% เห็นว่า นายกรัฐมนตรีจำต้องมาจากการเลือกตั้ง!!!

ประเทศที่ธนาคารโลกกล่าวถึงทั้งสามสิบห้าประเทศนั้น ผู้นำประเทศทุกๆประเทศล้วนแล้วแต่ต้องมาจากการเลือกของประชาชน

หากร่างรัฐธรรมนูญของไทยที่กำลังร่างกันอยู่ และกำลังจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ยี่สิบนั้น หากผ่านก็คงเป็นที่แน่นอนว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อๆไปคงจะมาจากเหล่าข้าราชการ หรือไม่ก็ ทหาร !!!

เป็นที่น่าสังเกตอีกว่า ครั้งที่ประเทศไทยมีการตื่นตัวกันสูง เนื่องจากครั้งนั้นเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2517 ที่รัฐธรรมนูญระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนั้นมีอายุแค่เพียงสองปี อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และรัฐธรรมนูญของปี 2550 ที่ให้สิทธิ์ให้เสียงประชาชนมีส่วนร่วม แต่กลับปรากว่าร่างรัฐธรรมนูญของปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม กลับเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามานั่งเก้าอี้เป็นนายกรัฐมนตรีได้!!!

ส่วนประเด็นที่มาของสมาชิกผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้น ให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)มาจากการสรรหาทั้งหมด และเพิ่มอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา เช่น ให้อำนาจ ส.ว. เสนอร่างกฎหมายได้  ให้อำนาจ ส.ว. ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรี ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนแต่เป็นการลดอำนาจของบุคคล ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และเพิ่มอำนาจให้แก่บุคคลที่มาจากการแต่งตั้ง แถมยังมีแนวโน้มอีกว่า การสรรหาของวุฒิสมาชิกและสมาชิกผู้แทนราษฎรจะไม่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด!!!

สำหรับการที่สมาชิกผู้แทนราษฎรไม่ได้รับเลือกโดยตรงทั้งหมด และยังมีกระบวนการเลือกตั้งสลับซับซ้อนน่าดูนั้น ผมขออภัยที่ไม่มีเนื้อที่พอจะอธิบายในเรื่องการเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎรได้  ซึ่งโดยภาพรวมแล้วคนไทยที่มีความเคยชินในการเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎร เลือกตั้งกันคราวหน้าคงจะสับสนน่าดูทีเดียวครับ

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ขณะนี้ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ต่างเห็นพ้องประสานเสียงกันไม่เอาด้วยกับรัฐธรรมนูญที่จะคลอดออกมา

และหากมีการทำประชามติประเด็นอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเอาด้วยหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาล คสช.จะแก้โจทย์กันอย่างไร

สำหรับประเด็นที่ว่าด้วยการยกเลิกกฎอัยการศึก แต่กลับมีกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจหัวหน้าคสช.มีเหนืออำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมยังไม่ได้พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ และยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่จะดีขึ้นในเร็วๆวันนี้เลย

กล่าวโดยสรุปหากมองในภาพรวมคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญยังคงถูไถพยายามจะผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับที่ยี่สิบให้คลอดออกมา ซึ่งหากเป็นจริงก็จะเป็นการสวนทางกับมาตรฐานกติกาสากล และโอกาสที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเหมือนดั่งกลุ่มสามสิบห้าประเทศ คงจะห่างไกลเกินเอื้อมเต็มทีละครับ.

Check Also

ผู้ได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล: ดร.ศุภวัตร ภูวกุล

ดร.ศุภวัตร ภูวกุลได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล มวลมิตรโรตาเรียนร่วมประชุมครั้งที่ 1/2563-64 ณ ห้องประชุม        โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส เชียงใหม่ 9 กรกฏาคม 2563 ถึงแม้ว่าผมจะเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงานของ “ดร.ศุภวัตร ภูวกุล” ...