Monday , July 13 2020
Home / บทความ / บ้านเขา บ้านเรา / มุมมองสองด้านของคชสารคู่เมืองไทย

มุมมองสองด้านของคชสารคู่เมืองไทย

มุมมองสองด้านของคชสารคู่เมืองไทย
โดย ดรวิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ใครจะใหญ่กว่ากัน?

ผมกับ Spencer หลานเพื่อนโดนลูกช้างแสนรู้หยอกล้อกอดคออ้อนขอกล้วยกิน

ขณะนี้การเมืองไทยกำลังเข้มข้นร้อนระอุแบบสุดๆที่ไม่มีใครยอมใคร จนเราไม่สามารถเดาได้เลยว่าทิศทางการเมืองจะไปทางไหน เพราะมีประเด็นให้ขบคิดหลายแง่หลายมุมหลายอย่างสลับซับซ้อนเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรการเมืองไทยก็คงจะเป็นซีรีย์เรื่องยาวไม่จบง่ายๆหรอกครับ

ฉะนั้นฉบับนี้ผมขอนำท่านผู้อ่านพบกับเรื่องที่สนุกสนานเพลิดเพลินกันดีกว่าครับ

ก่อนอื่นผมขอเกริ่นว่า ขณะนี้หน้าหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยพาดหัวข่าวอยู่แทบทุกวี่ทุกวันเกี่ยวกับช้างป่าที่เขาใหญ่ประหนึ่งว่า “ช้างป่าออกมาอาละวาด” แต่หากมองกันอย่างวิเคราะห์แล้ว นั่นเป็นเพียงภาพลบที่คนทั่วไปกล่าวโทษช้าง ทั้งๆที่บริเวณที่ช้างออกมาเดินนั้นก็อยู่ในแถบป่าสงวน ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยของช้างป่า แต่มนุษย์ซึ่งทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวต่างหากละ ที่เข้าไปบุกรุกถิ่นของช้างป่า จนทำให้ช้างเกิดความเครียด  รำคาญ และ หวาดระแวงจนบางครั้งจำต้องสำแดงพลังช้างสารให้รู้ว่า ใครกันแน่คือ “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพงไพร”

แต่ในทางกลับกันเมื่อวันพฤหัสที่เพิ่งผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวปางช้างแม่สาที่ตั้งอยู่บริเวณน้ำตกแม่สา โดยปางช้างแห่งนี้เป็นที่เลี้ยงช้างถึงเจ็ดสิบตัวที่ล้วนแล้วแต่เป็นช้างที่แสนเชื่องน่ารัก ผู้คนทั่วไปที่เข้าไปเยี่ยมชมต่างตกหลุมรักหลงเสน่ห์ช้างแสนรู้เหล่านั้น

เป็นที่น่าสนใจว่าแถบอำเภอแม่ริมของจังหวัดเชียงใหม่นั้น ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและยังเป็นศูนย์กลางแห่งการท่องเที่ยวที่ใช้เวลาทั้งวันก็เที่ยวไม่หมด

ปางช้างแม่สาตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยใช้เวลาขับรถเพียงยี่สิบนาที ขณะเดินทางผมยังได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติไปในตัวด้วย ที่ตามสองข้างทางล้วนเป็นธรรมชาติที่เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว

ปางช้างแม่สานับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งเปิดบริการมานานกว่าสามสิบปีถือได้ว่าผู้บุกเบิกมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ที่มีมานะฝึกฝนช้างให้เชื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชมให้ได้รับความประทับใจตื่นเต้นไปตามๆกัน

ทันทีที่คณะของผมสิบสองคนเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง เราต่างแยกย้ายกันไปขึ้นนั่งบนหลังช้างชมทิวทัศน์ทันที ช้างตัวหนึ่งมีที่นั่งสองที่ ช้างเชือกที่ผมนั่งชื่อ “บัวขาว”ชื่อเหมือนนักมวยไทยไฟท์ชื่อดังของไทยนั่นแหละครับ ผมถามควาญช้างว่า “เขารู้จักชื่อตัวเขาหรือเปล่า?” ควาญช้างตอบทันทีว่า “รู้ครับ” ไม่เชื่อก็ลองเรียกชื่อเขาดูซิครับ พอผมเอ่ยปากเรียก”บัวขาว” เจ้าช้างพังตัวใหญ่ก็ทำท่าโบกหูไปมาเหมือนกับจะถามว่า “ เรียกผมทำไมว่ะ”

สำหรับราคาเข้าชมก็ประมาณหกร้อยบาท นับว่าไม่เป็นแพงเลย เพราะอย่าลืมว่าเงินที่เขาเก็บค่าผ่านประตูนั้น เขาจะต้องเอาไปซื้ออาหารเลี้ยงช้าง ซึ่งช้างเชือกหนึ่งกินอาหารถึงกว่าสองร้อยกิโลกรัมต่อวัน!!!

ทั้งนี้ผมจำได้ดีว่าเมื่อตอนผมเป็นเด็ก ที่บ้านผมเลี้ยงช้างอยู่สามตัว ตัวผู้หนึ่งตัว ตัวเมียหนึ่งตัว และมีลูกช้างตัวเล็กๆอีกหนึ่งตัว ที่ผมมักจะพาเดินเที่ยวเล่นบนถนนหลังจากเลิกเรียน

ส่วนอาหารช้างนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะค่าอาหารช้างนับว่าเป็นภาระแสนจะหนักทีเดียว ที่บ้านผมต้องมีคนเลี้ยงช้างโดยเฉพาะถึงสองคน แต่ที่น่าสนุกที่สุดก็คือ ตอนที่เอาช้างลงไปอาบน้ำในคลอง ที่ช้างมักจะอมน้ำแล้วใช้งวงพ่นน้ำใส่เรา

สำหรับช้างที่ปางช้างแม่สานั้นมีทักษะพิเศษหลายอย่างด้วยกัน

จุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ในช่วงการแสดงทักษะของกลุ่มช้างศิลปิน ซึ่งนับว่าเป็นศิลปินช้างมีระดับจริงๆ ดั่งจะเห็นได้ตั้งแต่การที่ช้างใช้งวงจับพู่กันค่อยๆบรรจงลากเส้นระบายสีไปอย่างช้าๆจนเป็นรูปต่างๆอาทิเช่น รูปดอกไม้ รูปทิวทัศน์ หรือ รูปต้นไม้ที่มีกิ่งก้าน ซึ่งนับว่าช้างมีทักษะทางด้านศิลปะ และต้องยกนิ้วให้กับผู้ฝีกเลยทีเดียว

ส่วนราคางานศิลปะของศิลปินพ่อพลายแม่พัง ก็มีราคาตั้งแต่ภาพละสองพันจนถึงหกพันบาทขึ้นไป  เมื่อวันที่ผมไปปรากฏว่าภาพที่ตั้งราคาเอาไว้ที่หกพันบาทนั้น มีผู้ประมูลให้ราคาสูงกว่าหกพันบาท เพราะเป็นภาพศิลป์สวยงามจริงๆครับ

ในช่วงที่ช้างแสดงทักษะต่างๆไม่ว่าเตะลูกฟุตบอล ชู้ตลูกบาสเกตบอลเข้าห่วงอย่างแม่นยำ นวดนักท่องเที่ยวที่ลงไปนอนอย่างตลก ซึ่งได้เรียกเสียงเฮฮาตลอดรายการ อีกทั้งยังมีการแสดงทักษะในการลากซุงเป็นทีมหรือทำงานเป็นทีม   ช่างสนุกสนานเพลิดเพลินเหลือเกิน และขณะที่ช้างกำลังแสดงอยู่นั้นได้รับเสียงปรบมือดังเกรียวกราว โดยนักแสดงตัวใหญ่ยักษ์ตอบรับด้วยการชูงวงขึ้นสูงเสมือนเป็นการแสดงความยอมรับหรือแสดงคารวะก็คงไม่ผิดนัก

กฎกติกาของปางช้างแม่สามีอยู่ว่า ห้ามไม่ให้เราให้อาหารกับช้างขณะที่กำลังทำการแสดงอยู่ แต่สามารถจะให้อาหารเฉพาะกล้วยเป็นหวีๆได้ก็ต่อเมื่อการแสดงเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งช้างจะเดินไปรอบๆเวทีและจะชูงวงขึ้นเพื่อขออาหาร และหากว่าช้างเดินผ่านเราและเราไม่ยื่นอาหารให้กับช้าง ช้างก็จะทวงถามทันทีโดยใช้งวงแตะที่ตัวเราเบาๆ!!!

ในบางกรณีหากเรายื่นเงินให้แทนกล้วย ช้างก็จะเอาเงินที่เรายื่นให้นั้นใส่ลงไปในหมวกควาญช้าง และเมื่อควาญช้างเก็บเงินไปแล้ว ช้างก็จะเอาหมวกอันนั้นมาครอบใส่หัวเรา

จากการที่ผมสังเกตและได้สัมผัสกับช้างแสนรู้เหล่านั้น ผมมองเห็นว่านักท่องเที่ยวทุกคนต่างหลงเสน่ห์ตกหลุมรักกับช้างที่แสนฉลาดมากทีเดียว

ตอนจบรายการช้างจะเดินเป็นขบวนแห่ โดยคนดูจะได้มีโอกาสสัมผัสกับช้าง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวรวมทั้งผมจะซื้อกล้วยเป็นหวีๆป้อนช้าง โดยภาพรวมแล้วช้างเป็นสัตว์ที่แสนรู้ฉลาด และผมขอปรบมือชื่นชมต่อเจ้าของปางช้างแห่งนี้ ที่ช่างมีจิตใจสูงส่งในการอนุรักษ์ช้างไทยและดูแลให้ช้างทุกตัวมีความสุขสมบูรณ์ และหากท่านผู้อ่านแฟนคลับของผมทุกท่านมีโอกาสกลับเมืองไทยอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมช้างไทยแสนรู้น่ารักเพื่ออนุรักษ์ช้างไทยเอาไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ไปละครับ.

Check Also

ผู้ได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล: ดร.ศุภวัตร ภูวกุล

ดร.ศุภวัตร ภูวกุลได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล มวลมิตรโรตาเรียนร่วมประชุมครั้งที่ 1/2563-64 ณ ห้องประชุม        โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส เชียงใหม่ 9 กรกฏาคม 2563 ถึงแม้ว่าผมจะเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงานของ “ดร.ศุภวัตร ภูวกุล” ...