Monday , July 13 2020

ศึกสองอำนาจ

ศึกสองอำนาจ
โดย ดรวิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ปี 2558 นี้ ผมขอถือโอกาสกล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่” ต่อพี่น้องชาวไทยในแอลเอ และเพื่อนๆทั่วสหรัฐอเมริกาขอให้ประสบแต่ความสุข…สดชื่น… และ…สมหวัง ตลอดปีและตลอดไป

เนื่องจากปีใหม่นี้ มีแนวโน้มว่าการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศไทยจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่สำหรับฉบับนี้ผมขอยกเอาเพียงแค่ความเข้มข้นของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเป็นตัวหลักในการวิเคราะห์

รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศถือว่าเป็นกฎกติกาของสังคม และเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นๆ  ซึ่งรัฐบาลชุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ต้องการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นฉบับที่ 20 โดยยึดเอาวาระของชาติในการปฏิรูปการเมืองเป็นแม่แบบในการเขียน

แต่ผลสรุปเบื้องต้นของร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเปิดเผยออกมา กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ส่วนคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะสนใจ นำเก็บเอาไปพิจารณาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

โดยประเด็นหลักๆสามประเด็น ที่เป็นโจทย์สำคัญและมีการถกเพียงกันมากก็คือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ ที่มาของวุฒิสมาชิก !!!

อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากกรอบปฏิทินของขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีดังนี้

หนึ่ง: ระหว่างวันที่ 5-11 มกราคม 2015 นี้ คณะอนุกรรมาธิการ จะดำเนินการจัดทำกรอบรัฐธรรมนูญ โดยจะนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อพิจารณา

สอง: ระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม จะมีการพิจารณารายละเอียดในคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

สาม: ระหว่าง 1 ถึง 3 เมษายน จะมีการตรวจทานร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด

สี่: ในวันที่ 17 เมษายน คณะอนุกรรมาธิการจัดทำกรอบรัฐธรรมนูญ 11 คณะ จะส่งต่อร่างรัฐธรรมนูญไปให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  เพื่อพิจารณาก่อนส่งคืนกลับไปให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

โดยในวันที่ 6 สิงหาคม นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปจะเรียกประชุม สปช.เพื่อลงมติ

และขั้นตอนสุดท้ายในวันที่ 4 กันยายน จะมีการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปใหม่ๆสดๆขึ้นทูลเกล้าฯ

ฉะนั้นตั้งแต่นี้เป็นต้นไป รวมเวลาแปดเดือนเต็มๆจะเป็นช่วงสำคัญในการขับเคลื่อนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อกับการเมืองไทยมากทีเดียว  และหากร่างรัฐธรรมนูญมิได้เป็นไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ ก็ย่อมนำไปสู่การสร้างความหงุดหงิดส่ายหน้าไม่ค่อยพอใจของประชาชนในวงกว้าง

แต่อย่างไรก็ตามสามประเด็นใหญ่ๆในร่างรัฐธรรมนูญ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ประเด็นแรก: ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากร่างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร โดยข้อเสนอของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีนิด้าประธานคณะกรรมการปฏิรูปทางการเมืองที่ระบุว่า ให้นายกรัฐมนตรีมาจากเลือกตั้ง”กลับตกไป เพราะถูกกระแสต่อต้านค่อนข้างสูง

ประเด็นที่สอง: เกี่ยวกับวุฒิสมาชิกซึ่งมีไม่เกินสองร้อยคน จากวิธีสรรหาโดยมาจากสี่กลุ่ม และกลุ่มเลือกตั้งอีกหนึ่ง  สำหรับกลุ่มสรรหาสี่กลุ่มนั้นคือ กลุ่มฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ อดีตข้าราชการผู้ใหญ่ตั้งแต่ฝ่ายทหาร ปลัดกระทรวง แกนนำขององค์กรมืออาชีพ อาทิ จากหอการค้า องค์กรกรรมกรและกลุ่มธุรกิจ อีกทั้งวุฒิสมาชิกจะอยู่ในตำแหน่งครั้งละสามปี

หากว่ามีการเลือกวุฒิสมาชิกแบบดังกล่าวข้างต้นที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยทางตรงจริงๆก็แปลว่า การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่กำลังถอยหลังเข้าคลอง เพราะกลับไปเอาระบบการสรรหาวุฒิสมาชิกสมัยเผด็จการในอดีตมาใช้

และประเด็นที่สาม: เกี่ยวกับสมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้ข่าวยังค่อนข้างสับสนอยู่ โดยคร่าวๆระบุว่า ให้มี ส.ส. จำนวน 450 คน แต่ไม่เกิน  480 คน  โดยเป็น ส.ส.เขต 250 คน และส.ส.สัดส่วน 200 คน โดยใช้หลักสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อต่อส.ส.เขตแบบ 4 ต่อ 5 ตามโมเดลของประเทศเยอรมัน

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ระบุว่าผู้สมัครส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรค โดยประเด็นอยู่ที่ว่าหากสมาชิกผู้แทนราษฎรไม่สังกัดพรรคการเมืองแล้ว ใครจะเป็นผู้กำหนดให้ ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองอยู่ในระเบียบวินัย ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายไม่น้อยทีเดียว แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีระบบพรรคการเมือง โดยมีพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน บางครั้งบางคราพรรคก็แทบจะคุมเกมนักการเมืองในสังกัดไม่อยู่ !!!

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีการออกประชามติหรือไม่นั้น ยังไม่ตกผนึกและหากจะมีการลงประชามติ ก็ยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากว่าหากมีการลงประชามติแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  และกว่าจะมีการเลือกตั้งได้ก็ต้องรอไปอีกสามเดือน

แต่อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นต่างๆ ที่ได้สร้างข้อสงสัยกับคนทั่วไปดังเช่น

ปลายปีนี้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้หรือไม่?

จริงหรือไม่ที่จะมีการนิรโทษกรรมนักการเมืองเข้าไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งถือเป็นของร้อนไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน

อีกทั้งขณะนี้กฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับอยู่ ที่กลุ่มนักการเมืองไม่สามารถกระดุกกระดิกตัวได้เลย

สำหรับคนไทยในแอลเอ ซึ่งมีประชากรชาวไทยกว่าสามแสนคนอาศัยพำนักพักพิงอยู่ แต่กลับไม่มีคณะผู้ร่างคนไหนยกขึ้นมาพูดเลย เปรียบเสมือนเห็นคนไทยในแอลเอไม่มีน้ำยาไม่มีความคิดเลยหรือกระไร ?

ส่วนในกรณีรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 115 วัน ที่มีการประชุมกันจากวันที่ 25 พฤษภาคม 1787 ถึงวันที่ 17 กันยายน 1787 โดยมีคณะผู้ร่าง 55 คนเดินทางมาจากสิบสามรัฐด้วยความยากลำบากเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกินด้วยกัน มีการโต้แย้งถกเถียงกันอย่างเข้มข้น และได้มีการเสนอรัฐธรรมนูญถึงห้ารูปแบบด้วยกัน แต่ในที่สุดก็ได้มีการจับมือประนีประนอมกัน จนได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเก่าแก่ตามระบอบประชาธิปไตยที่ใช้มาอย่างยั่งยืนนานถึง 223 ปีตราบเท่าทุกวันนี้ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ทันต่อยุคและเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่เรียกการแก้ไขนี้ว่า “Amendment” แต่ยังไม่เคยมีการฉีกรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่ได้กลายเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์แตกต่างจากรัฐธรรมนูญของไทยโดยมีการฉีกไปแล้วถึง 19 ครั้งและฉบับที่ 20 ที่กำลังจะร่างกันอยู่นี้ ก็ยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่า จะไม่มีการฉีกกันอีกในอนาคต!!!

ในภาพรวมแล้วดูเหมือนว่า ผู้ที่คุมเกมในการคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 นี้มีอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งผู้ที่อยู่ในข่ายรับผิดชอบช่วยร่างรัฐธรรมนูญแทบจะไม่มีปากไม่มีเสียง กลายเป็นกลุ่มเออออห่อหมกหรือ  “Yes Men” โดยไม่กล้าเอ่ยปากท้าทายกับพวกหัวหมอทางกฎหมาย ที่แตกต่างจากคณะผู้ว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐฯอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาต่างถกเถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงเพียงเพื่อต้องการยึดเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แต่แบบไทยๆนั้นพวกเรานิยมเกรงอกเกรงใจใช้ระบบพรรคพวกกันมากกว่า แถมยังปล่อยให้ผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิกว่าเป็นฝ่ายบงการ

สรุปแล้วแล้วแนวโน้มของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีการอำนาจถ่วงดุล ฐานอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน

ทั้งนี้และทั้งนั้นพอจะสรุปได้ว่า อำนาจทางการเมืองของไทยยังคงแบ่งเป็นอย่างน้อยสองกลุ่ม และคงจะมีการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นต่อไปอย่างไม่มีคำว่าสิ้นสุด ที่ประชาชนตาดำๆส่วนใหญ่แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใดเลย ฉะนั้นขอให้คณะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ 20นี้ มีสปิริตใจกว้างเปิดอกเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของประชาชนคนไทยตาดำๆ  ยกเลิกระบอบไทยๆที่เห็นแก่พรรคพวกหันกลับมาทำเพื่อประเทศชาติและประโยชน์ส่วนรวมในปีใหม่นี้เถอะครับ.

Check Also

ผู้ได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล: ดร.ศุภวัตร ภูวกุล

ดร.ศุภวัตร ภูวกุลได้รับรางวัลสูงสุดของโรตารีสากล มวลมิตรโรตาเรียนร่วมประชุมครั้งที่ 1/2563-64 ณ ห้องประชุม        โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส เชียงใหม่ 9 กรกฏาคม 2563 ถึงแม้ว่าผมจะเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติและผลงานของ “ดร.ศุภวัตร ภูวกุล” ...